โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'อาเซียน' เร่งทำดีลการค้าเสรีกับ 'อียู' ผนึกกำลังทางเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาตลาดสหรัฐ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 22.04 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 03.30 น.

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า ท่ามกลางภัยคุกคามจากภาษีทรัมป์ ทำให้ความสัมพันธ์การค้าระหว่างภูมิภาค “อาเซียน” กับ“สหภาพยุโรป” มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้บรรลุข้อตกลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าทำข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายน นี้

“เราต้องการเห็นการมีส่วนร่วมของยุโรปในเศรษฐกิจของเรามากขึ้น” ปราโบโว กล่าวในการแถลงข่าวร่วม

ภายใต้ข้อตกลงนี้ อัตราภาษีจะถูกยกเลิกสำหรับสินค้าส่งออกของ “อินโดนีเซีย” ที่ไปยังสหภาพยุโรป 80% ภายใน 1-2 ปีหลังจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ตามข้อมูลของรัฐบาลอินโดนีเซีย

รัฐบาลอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า การส่งออกของอินโดนีเซียไปยังสหภาพยุโรป จะเพิ่มขึ้นราว 58% ภายใน 3 ปีหลังจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 0.19%

การค้าขายกับอียู อาจช่วยอินโดนีเซียลดผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่อัตรา 32% ซึ่งอเมริกาเป็นผู้รับสินค้าส่งออกของอินโดนีเซีย 11% และเป็นผู้นำเข้าสินค้าอินโดนีเซียรายใหญ่อันดับ 2 รองจากจีน

ขณะที่สหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 5 ของอินโดนีเซีย โดยรับสินค้าไป 7%

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปคิดเป็น 9% ของการส่งออกทั้งหมดจากภูมิภาคอาเซียน ทำให้เป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศนอกภูมิภาค รองจากจีน และสหรัฐ

สำหรับ “ไทย” ได้เสร็จสิ้นการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปในรอบที่ 6 เมื่อปลายเดือนมิถุนายน และได้ระบุแผนที่จะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

“จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก ทั้งไทย และสหภาพยุโรปได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่เชื่อถือได้และคาดการณ์ได้” พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของไทยในขณะนั้นกล่าว

ทั้งนี้ “สหภาพยุโรป” ถือเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย โดยการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นในปี 2556 แต่ก็หยุดชะงักลงหลังจากการยึดอำนาจของกองทัพไทย และการหารือได้กลับมาดำเนินการต่อในปี 2566

ส่วน “มาเลเซีย” ประกาศเมื่อเดือนมกราคม ว่า จะกลับมาเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรปอีกครั้ง โดยการเจรจารอบแรกได้จัดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ถึงต้นเดือนกรกฎาคม

ที่ผ่านมา มาเลเซียเคยระงับการเจรจาไปในปี 2555 เนื่องจากความไม่เห็นด้วยกับมาตรการของสหภาพยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม

ขณะที่ “ฟิลิปปินส์” ก็ได้กลับมาเจรจากับสหภาพยุโรปในเดือนตุลาคม 2567 ด้วยแผนที่จะสรุปข้อตกลงให้ได้ภายในปี 2570

ในขณะนี้ สหภาพยุโรปกำลังเร่งกระจายคู่ค้า และห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางการเคลื่อนไหวแบบแยกตัวของสหรัฐ และภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากจีน

“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ปั่นป่วน และเมื่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมาบรรจบกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ พันธมิตรอย่างเราต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น” ฟอน เดอร์ ไลเอิน กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อาเซียนได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2588 ซึ่งสหภาพยุโรปเองก็ได้แสดงความเต็มใจที่จะขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่น และประเทศสมาชิกอื่นๆ ด้วยข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP)

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...