โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระสังฆราชลาว” องค์สุดท้ายแห่งยุคราชอาณาจักร กับบั้นปลายพระชนม์ชีพในกรุงเทพฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 11.07 น.

เรื่องราวของ “สมเด็จพระยอดแก้วพุทธชิโนรส สกลมหาสังฆปาโมกข์ ธัมมญาณะมหาเถระ” สมเด็จพระสังฆราชแห่งพระราชอาณาจักรลาว ผู้เสด็จลี้ภัยคอมมิวนิสต์มาสู่ประเทศไทย ก่อนจะสิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลสงฆ์ กรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระยอดแก้วพุทธชิโนรสฯ ทรงมีพระนามเดิมว่า บุญทัน บุปผรัตน์ ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2434 ที่บ้านป่าข้าม ตาแสงป่าขาม กำแพงเมืองหลวงพระบาง

พระองค์ออกบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดล้องคูณ ตาแสงเซียงเมน เมืองหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ. 2447 และอุปสมบท ณ อุโบสถวัดป่าไผ่ แขวงหลวงพระบาง พ.ศ. 2455 ทรงพระนามฉายาว่า “ธมฺมญาโณ”

ใน พ.ศ. 2479 พระองค์ได้ทรงสมณศักดิ์เป็น “พระยอดแก้วพุทธชิโนรส สกลมหาสังฆปาโมกข์ ธรรมญาณมหาเถระ”และในปีเดียวกันนั้นเอง ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช บริหารคณะสงฆ์เฉพาะเขตนครหลวงพระบาง

กระทั่งประเทศลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2496 ดินแดนลาว 3 ภาค ได้แก่ นครหลวงพระบาง (ลาวเหนือ) นครเวียงจันทน์ (ลาวกลาง) และนครจำปาศักดิ์ (ลาวใต้) รวมกันเป็นราชอาณาจักรเดียว พระองค์จึงได้รับสถาปนาเป็น “สมเด็จพระสังฆราชแห่งพระราชอาณาจักรลาว” ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม หลังจากลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พระองค์ต้องเสด็จออกจากประเทศลาวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2522 พร้อมพระ 1 รูป คฤหัสถ์ชาย 2 คน หญิง 1 คน ข้ามแม่น้ำโขงด้วยแพยางในรถยนต์สามเส้น มาขึ้นฝั่งไทยบริเวณท่า นปข. อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย

พระองค์เสด็จไปพำนักอยู่วัดมัชฌิมาวาส จ. อุดรธานี เป็นเวลา 3 เดือน แล้วทรงอาพาธด้วยมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ปวดท้อง ร้อนตามท้องและหลัง และมีอาการของทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

นายมงคล ศรีไพรวรรณอธิบดีกรมการศาสนาในขณะนั้นทราบข่าว จึงนิมนต์ให้เสด็จเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ในกรุงเทพฯ ภายใต้การอุปถัมภ์ของมหาเถรสมาคม รัฐบาลไทย สภากาชาดไทย ร่วมกับพุทธศาสนิกชนอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2527

ระหว่างเข้ารับการรักษา บันทึกของคณะแพทย์ประจำโรงพยาบาลสงฆ์ที่เฝ้าถวายการรักษาระบุว่า “แม้อาการอาพาธจะยังไม่ทุเลา พระองค์ก็ยังคงปฏิบัติศาสนกิจอยู่เป็นประจำตลอดมาด้วยความสำรวมอย่างยิ่ง พระองค์ไม่เคยมีความต้องการอะไรนอกเหนือไปจากที่คณะแพทย์และโรงพยาบาลสงฆ์ถวายให้”

เวลา 19.30 น. วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2527 พระองค์ก็สิ้นพระชนม์อย่างสงบ ณ โรงพยาบาลสงฆ์ กรุงเทพฯ สิริรวมพระชนมายุได้ 92 พรรษา 4 เดือน 26 วัน

คณะศิษย์ที่เฝ้าปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดเผยว่า ก่อนหน้าจะสิ้นพระชนม์ 2-3 วัน พระองค์ยังตรัสถามเป็นเชิงทิ้งท้ายว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้านเมืองของเรา และตรัสต่อว่าถ้าเราตายจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก จะได้บวชในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา และกรรมฐานให้เคร่งครัดยิ่งกว่าชาตินี้

นอกจากนี้ ระหว่างทรงรักษาอาการพระอาพาธ พระองค์ยังทรงนิพนธ์“สัมโมทนียกถา” ฉบับสุดท้าย เรียกว่าเป็นจดหมายเปิดผนึกให้ลูกศิษย์นำไปจัดพิมพ์ถวายในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 93 พรรษา ทว่ายังไม่ทันจะได้จัดพิมพ์ก็สิ้นพระชนม์ก่อน

สัมโมทนียกถาฉบับดังกล่าว คณะลูกศิษย์นำมาจัดพิมพ์ร่วมกับหนังสือ มูลมรดกชนชาติอ้ายลาว เผยแพร่เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของพระองค์ มีเนื้อหาสะท้อนถึงความสะเทือนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศลาวในขณะนั้น ความสัมพันธ์กับพระพิมลธรรม เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ความว่า

“เถิงแมนว่าอายุสังขารของข้าพเจ้าจำเฒ่าแก่ เป็นไม้ใกล้ฝั่ง และก็เว้าได้ว่า อยู่ในภาวะปงอายุสังขารแล้วก็ตาม แต่ย้อนว่าลูกหลานบ้านเมืองของข้าพเจ้า ยังอยู่ในความยากลำบาก อยู่ในระยะก่อฮ่างสร้างตัวเพื่อเอาชนะความยากลำบาก เอาชนะความแบ่งแยกแตกสามัคคี บ้านแตกเมืองเภท์ให้เป็นเอกราช เต้าโฮมกันสร้างบ้านเมือง ให้ก้านกุ่งฮุ่งเฮือง หมั้นอยู่ในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดไป

ข้าพเจ้าขอแสดงความเห็นอกเห็นใจ ต่อบรรดาท่านลูกหลานพี่น้องที่จำต้องตกอยู่ในความยากลำบากและขอแสดงความชื่นชมยินดีนำลูกนำหลานที่ได้ตั้งใจดีต่อบ้านเมือง สร้างบ้านแปงเมือง คุมบ้านคองเมืองให้เป็นมรดกของลูกหลาน ได้อาศัยอยู่อย่างสุขสบายต่อไปชั่วกาละนาน

ในโอกาสที่ข้าพเจ้าได้มาเพิ่งบุญบารมี ฮักษาตัวนำพี่น้องไทยสยาม ซึ่งก็คือเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันนี้ เถิ่งแม่นลางเทื่อบางแนว จะมีผิดพลาดล่วงเกิน บ่อได้ดั่งใจ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมีได้ เป็นธรรมดาของโลก จึงขอขอบบุญคุณอย่างล้นเหลือต่อองค์พระบรมโพธิสมภารเจ้า รัฐบาลและพี่น้องประชาชนชาวไทยสยามทุกถ้วนหน้า แทนพี่น้องลูกหลานของข้าพเจ้านำด้วย

ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีขอบบุญขอบคุณพิเศษต่อท่านเจ้าคุณพิมลธรรม ผู้เพิ่นได้เอาใจใส่เบิ่งแยง แก่ข้าพเจ้าเป็นส่วนตัว เป็นการพิเศษ ทุกอย่างทุกแนว ทุกปี เพิ่นก็ได้จัดงานเฮ็ดบุญวัดเกิดให้ เฮ็ดให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพแข็งแรงดีหลาย แม่นเฒ่าแล้ว แต่ก็จิตใจแจ่มใสในธรรมดี บ่อได้เสียหายประการใด และก็เชื่อว่าจะหมั้นยืนอยู่นำเพิ่นไปอีกหลายปี

ในทำนองเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ขออ้างอิงเอาคุณพระศรีรัตนะไตรอวยพรไชยให้เพิ่นจงสุขภาพดีดำรงอยู่เข้มแข็งทั้งฮ่างกายและจิตใจ ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกไปดน ๆ นาน ๆ ให้ไทลาวไทสยาม ตลอดไทพี่น้องอื่น ๆ ได้ฮ่วมสามัคคีกันเป็นประโชน์แก่สันติสุขของโลกตลอดไป”

สมเด็จพระยอดแก้วพุทธชิโนรสฯ จึงถือเป็นสมเด็จพระสังฆราชลาวในยุคราชอาณาจักร “พระองค์สุดท้าย” เพราะแม้ลาวจะยังมีพระสังฆราชอยู่ แต่สถาบันสงฆ์ลาวอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สาระสันต์ แสงศรี. สัมโมทนียกถา และ “นิมิตลับสุดยอด” แห่งพระสังฆราชลาว (องค์สุดท้าย). ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2535.

มูลมรดกชนชาติอ้ายลาว. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระยอดแก้ว พุทธชิโนรสสกลมหาสังฆปาโมกข์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรลาว ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร, 12 มีนาคม 2528.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 กรกฎาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระสังฆราชลาว” องค์สุดท้ายแห่งยุคราชอาณาจักร กับบั้นปลายพระชนม์ชีพในกรุงเทพฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...