เจาะแนวคิด Gen 3 ‘ไชยแสง’ ยักษ์ค้าปลีกสิงห์บุรีฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
สัมภาษณ์
แม้ปัจจุบันยักษ์ค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ จะปูพรมสาขาไปทั่วประเทศ แต่ยังมีค้าปลีกท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ หนึ่งในนั้นคือ “ห้างไชยแสงดีพาร์ทเม้นท์สโตร์” หรือชื่อเดิมว่า “ร้านใช่เส็ง” ในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งทำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมาตั้งแต่ปี 2508 จนปัจจุบันมีธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง อาทิ ไชยแสง ซูเปอร์สโตร์ ห้างค้าปลีก-ส่งใหญ่ที่สุดในสิงห์บุรีและจังหวัดใกล้เคียง ด้วยพื้นที่อาคาร 10,000 ตร.ม. และไชยแสงดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ห้างขนาด 4 ชั้น พื้นที่ขาย 10,000 ตร.ม. โดย 2 แห่งสร้างรายได้รวมกันมากกว่า 1,000 ล้านบาท
รวมถึงยังมีโครงการค้าปลีกซีเอส พาร์ค, ซีเอส พาร์ค มาร์เก็ต ศูนย์รวมร้านอาหารสไตล์ฟู้ดปาร์ก-ไนต์มาร์เก็ต, ไชยแสง ออนไลน์สโตร์, ธุรกิจโรงแรมไชยแสงพาเลส และโรงแรมไชยแสงวิลล่าอีกด้วย
จนปัจจุบันเข้าสู่ยุคของทายาทรุ่น 3 ประกอบด้วย 2 พี่น้อง “เอกภูมิ ตรีชัยรัศมี” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายขาย ห้างหุ้นส่วนจำกัดไชยแสงดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และบริษัท ซีเอส พาร์ค จำกัด และ “โชว์สิริ ตรีชัยรัศมี” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ค้าปลีก-ค้าส่ง บริษัท ซีเอส พาร์ค จำกัด ที่ไม่เพียงพาธุรกิจรับมือความท้าทายต่าง ๆ แต่ยังมีแผนขยายธุรกิจเพิ่มเติมทั้งในและนอกจังหวัด รวมถึงเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นอีกด้วย
จังหวัดศักยภาพสูง-แข่งดุ
“เอกภูมิ” ฉายภาพว่า แม้สิงห์บุรีจะไม่ใช่จังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวและมีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก แต่มีศักยภาพทั้งด้านจำนวนประชากร ซึ่ง ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2567 มีประชากรประมาณ 201,439 คน และเมื่อรวมในส่วนของอำเภอใกล้เคียง เขตติดต่อกับจังหวัดอื่น ๆ ในรัศมี 30 กม. จะเท่ากับมีประชากรรวมกันกว่า 500,000 คน
นอกจากนี้ประชากรสิงห์บุรียังมีกำลังซื้อสูง สะท้อนจากยอดจับจ่ายเฉลี่ยในไชยแสง ซูเปอร์สโตร์ ซึ่งมีผู้ใช้บริการ 4,500 คน/วัน และจับจ่ายเฉลี่ย 1,500 บาท/ใบเสร็จ และระดับรายได้เฉลี่ยประมาณ 26,597 บาท/เดือน ใกล้เคียงกับจังหวัดลพบุรี
ศักยภาพนี้ทำให้การแข่งขันด้านค้าปลีกค้าส่งในสิงห์บุรีนับว่าดุเดือด โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ครบทั้งแม็คโคร, โลตัส และท็อปพลาซ่า สร้างความท้าทายด้านการเจรจากับซัพพลายเออร์ และการดึงร้านค้าแบรนด์ดังระดับแม็กเนตให้เข้ามาเปิดสาขาในพื้นที่ รวมถึงต้องแข่งขันกับค้าปลีกออนไลน์ด้วย
ขณะเดียวกันในช่วงปี 2567-2568 นี้ ความท้าทายยังเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจ-กำลังซื้อ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐที่ขาดหายไป หลังก่อนหน้านี้มีเงินดิจิทัลเข้ามา ทำให้ยอดขายตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ติดลบ หลังจำนวนผู้ใช้บริการต่อวันลดลงประมาณ 10% และยอดจับจ่ายลดจาก 1,500 บาทเป็น 1,300 บาท/ใบเสร็จ ส่งผลให้ปี 2567 ยอดขายติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 ที่บริษัทเติบโต 30% จากผลของโครงการอุดหนุนของรัฐอีกด้วย
ความใกล้ชิดอาวุธลับผู้เล่นเจ้าถิ่น
แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันกับค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ระดับประเทศและสภาพเศรษฐกิจ แต่ “ไชยแสง” มีแผนรับมือ โดย “โชว์สิริ” อธิบายว่า การเป็นผู้เล่นท้องถิ่นที่ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องยาวนาน ทำให้มีความได้เปรียบหลายด้าน โดยหนึ่งในความได้เปรียบสำคัญ คือ ความใกล้ชิดกับลูกค้าในระดับจำหน้าตา-ชื่อกันได้ ซึ่งเป็นหนึ่งสกิลที่บริษัทฝึกอบรมให้พนักงานด้วย ช่วยให้ได้รับฟีดแบ็กต่าง ๆ โดยตรง ละเอียดและรวดเร็ว สำหรับมาพัฒนาบริการที่ไม่เพียงตอบโจทย์ตรงจุด แต่ยังใกล้ชิดเป็นกันเอง อาทิ จัดหาสินค้าที่ลูกค้าต้องการแต่ไม่มีขายในร้าน, บริการช่วยยกของไปส่งถึงรถลูกค้า, บริการส่งสินค้าให้ลูกค้าร้านโชห่วยในพื้นที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางที่หมุนเวียนทุกวัน, บริการรับคำสั่งซื้อทางไลน์ ฯลฯ เสริมกับฐานสมาชิกและระบบสะสมแต้มที่มีสมาชิกประมาณ 20,000 บัญชี
รวมถึงยังสามารถยึดทำเลสำคัญได้ก่อน โดยธุรกิจของบริษัทต่างอยู่ในตัวเมืองใกล้กับสถานที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล, หน่วยงานราชการ, สถานศึกษาในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร ต่างจากคู่แข่งใหญ่ทั้ง 3 รายที่ตั้งอยู่นอกเมือง
ขณะเดียวกันการยึดทำเลศักยภาพสูงได้ก่อนนี้ ร่วมกับค่าเช่าพื้นที่และค่าแรกเข้าของสินค้าที่เข้าถึงง่ายกว่าแบรนด์ใหญ่ ช่วยให้สามารถปิดดีลดึงแบรนด์ดังอย่างสตาร์บัคส์และโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์เข้ามาเปิดสาขาได้ รวมถึงดึงดูดให้ผู้ค้าบางรายย้ายจากพื้นที่ของคู่แข่งเข้ามาเปิดสาขากับบริษัทอีกด้วย และปัจจุบันบริษัทยังพยายามเจรจากับแบรนด์ร้านอาหารรายใหญ่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับผู้เช่าที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ทำให้อัตราเช่าพื้นที่เต็ม 100% ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนโชห่วยที่เป็นลูกค้าธุรกิจค้าส่ง ด้วยการสนับสนุนด้านพัฒนาธุรกิจ เช่น ช่วยจัดร้านและจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยปัจจุบันมีเครือข่าย 25 รายแล้ว
กิจกรรม-โปรโมชั่นรับมือเศรษฐกิจ
นอกจากการแข่งขันกับค้าปลีกค้าส่งออฟไลน์แล้ว อีคอมเมิร์ซเป็นคู่แข่งสำคัญ ซึ่งบริษัทรับมือโดยเพิ่มการบริการซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้บนออนไลน์ อาทิ ร้านนวด ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ร่วมกับการเข้าร่วมกระแสทั้งเปิดร้านค้าบนช้อปปี้และไลฟ์สดขายสินค้าทุกวัน
ส่วนการรับมือสภาพเศรษฐกิจ-กำลังซื้อ ซึ่งคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะทรงตัวใกล้เคียงกับครึ่งแรกซึ่งผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่าย และหันเน้นสินค้าไซซ์เล็กนั้น จะมุ่งระดมกิจกรรมและโปรโมชั่นทุกรูปแบบ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นประกวดร้องเพลง, คอนเสิร์ต, โปรโมชั่น ทั้งจัดประจำเป็นปกติ และในวันสำคัญต่าง ๆ ของไทย รวมถึงวันครบรอบของบริษัทเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อยากให้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง ออกมาอย่างต่อเนื่องอีกแรงหนึ่งด้วยเช่นกัน
บุกจังหวัดข้างเคียง
“โชว์สิริ” กล่าวต่อไปว่า บริษัทวางแผนระยะ 4-5 ปี ที่จะขยายธุรกิจทั้งในพื้นที่เดิม และรุกไปยังจังหวัดข้างเคียง เช่น ลพบุรีและชัยนาท เนื่องจากยังมีคู่แข่งน้อย และยังไม่มีโรงภาพยนตร์ ด้วยการตั้งสาขาโมเดลซูเปอร์สโตร์ขนาด 1,000 ตร.ม.ขึ้นไป เพื่อย้ำความได้เปรียบในการมีไลน์สินค้าครบ สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบทุกกลุ่ม ส่วนในพื้นที่เดิมจะเพิ่มธุรกิจใหม่ เช่น พื้นที่สำหรับจัดเลี้ยง ซึ่งในสิงห์บุรียังไม่มีผู้ให้บริการด้านนี้ ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงพยายามเตรียมตัวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อนำมาลงทุนตามแผน
ทั้งนี้เชื่อว่าด้วยยุทธศาสตร์เหล่านี้ ในปี 2568 บริษัทจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีได้แน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะแนวคิด Gen 3 ‘ไชยแสง’ ยักษ์ค้าปลีกสิงห์บุรีฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net