โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับระเบียบโลก...เหตุไฉนโลกจึงร้อนระอุ

สยามรัฐ

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 09.07 น.

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

อาจารย์ประจำคณะการทูตและการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยรังสิต

ท่ามกลางความร้อนแรงของสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา โลกของเราก็ร้อนระอุขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นความกังวลไปจนถึงว่า หรือนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งใหม่? ทำไมโลกของเราจึงดูยุ่งเหยิงจนความขัดแย้งเกิดขึ้นรอบโลก หรือว่านี่จะเป็นการเสื่อมถอยของกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ? ที่พยายามป้องกันการเกิดของความขัดแย้ง

หลายคนตั้งคำถามว่า “ข้อตกลงที่เป็นพันธะทางศีลธรรมระหว่างประเทศ หมดความหมายลงหรือไม่?”

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า “พันธะทางศีลธรรม” อาจเป็นเพียงสิ่งที่เราอุปโลกน์มันขึ้นมาในภายหลัง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ใช่ “ศีลธรรม”

เพราะถ้าย้อนมองโลกในอดีต เราจะเห็นว่า การสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจและทรัพยากร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลในอดีตอย่าง “สัจจะนิยม” ก็เกิดขึ้นจากการสังเกตพฤติกรรมต่างๆของรัฐที่แย่งชิงอำนาจกัน จนเกิดเป็นทฤษฎีที่ว่า แต่ละรัฐต้องเอาตัวรอด ต้องเพิ่มพูนอำนาจให้ตัวเอง เพื่อที่จะได้อยู่รอดบนโลกที่ไร้อำนาจกลางควบคุม จนเมื่อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจนหลังสงครามเย็นนี่เอง ที่ทฤษฎีเชิงเสรีนิยมมีอิทธิพลมากขึ้นภายใต้การนำโลกของสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ออกแบบแนวคิดนี้และนำมาใช้เป็นพื้นฐานของระเบียบโลกสมัยใหม่ โลกจึงมีลักษณะที่ดูเหมือนจะมีการร่วมมือกันมากขึ้น เกิดองค์กรระหว่างประเทศ เกิดความร่วมมือต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมไปจนถึงการขยายตัวของระบอบประชาธิปไตยไปทั่วโลก เพราะนี่คือสิ่งที่ออกแบบโดยสหรัฐฯ เผยแพร่โดยสหรัฐฯ ทำให้แข็งแรงโดยสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลก

โลกที่ให้ความสำคัญกับภาพของความร่วมมือต่างๆ เลยอาจทำให้เรามองว่าโลกนี้มี “พันธะทางศีลธรรม” ระหว่างประเทศ ทั้งที่จริงๆแล้วมันคือเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เหมือนเช่นในอดีต แตกต่างกันที่วิธีการเท่านั้น การยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ หรือ พันธะทางศีลธรรมระหว่างประเทศ อาจเป็นแค่การ “วางตัวให้เหมาะสม” ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศ ณ เวลานั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามว่า พันธะทางศีลธรรม กำลังหมดความหมายในเวทีโลกหรือไม่ ผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่ เพราะส่วนตัวผู้เขียนไม่เชื่อว่ามันมีตั้งแต่แรก แต่น่าจะเป็นเรื่องของการ “ถดถอยของระเบียบโลก” ที่แต่ก่อนมีมหาอำนาจเป็นผู้ยึดถือและผลักดัน ทำให้ประเทศต่างๆต้อง “วางตัวให้เหมาะสม” ในลักษณะของการรักษาและยึดมั่นในระเบียบและข้อตกลงระหว่างประเทศ ด้วยความที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการได้มาซึ่งผลประโยชน์และการเป็นผู้เล่นที่ดีภายใต้กติกาของมหาอำนาจ เมื่อมหาอำนาจปล่อยมือ หรือละเลยระเบียบโลกดังกล่าว โลกจึงกลับเข้าสู่ธรรมชาติ คือการมุ่งหาประโยชน์ส่วนตน และการให้คุณค่ากับการวางตัวในระเบียบโลกลดน้อยลง

ต้องไม่ลืมว่า โลกใบนี้ไม่มี “รัฐบาล” กลางที่จะคอยกำหนดให้ประเทศไหนทำอะไร ไม่ทำอะไร

ใครจะทำอะไร จริงๆแล้ว ไม่มีใครมีอำนาจในการห้าม หรือลงโทษ เว้นแต่มหาอำนาจจะออกแรง หรือหลายประเทศจะร่วมมือกันในการลงโทษ

หน่วยงานอย่างองค์การสหประชาชาติ จึงไม่ได้มีพลังในฐานะหน่วยงานที่ป้องกันสงครามได้ในความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศมหาอำนาจ จะมีพลังหน่อยก็เมื่อสงครามเกิดขึ้นจากประเทศขนาดเล็ก ไม่ได้เกี่ยวกับมหาอำนาจ อิหรอบนี้พอจะมีพลัง แต่พลังนั้นก็มาจากมหาอำนาจที่ตกลงใจกันว่าจะช่วยกัน “จัดการ” กับความขัดแย้งนั้นๆ ไม่ใช่บทบาทโดยตรงของ UN

ในระยะหลังสหประชาชาติจึงกลายเป็นเวทีเพื่อ “ความร่วมมือ” มากกว่า ซึ่งแน่นอน “การสร้างความร่วมมือ” กับ “การสร้างสันติภาพ” เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” แม้เหลื่อมกันบ้างในบางมิติ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแน่นอนที่สุด

ดังนั้น ความร้อนของโลกในวันนี้เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการถดถอยของระเบียบโลกที่ค่อยๆกร่อนลงนับแต่สงครามตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบโลก ในทำนองที่ว่า ผู้เขียนระเบียบ ห้ามคนอื่นแหก แต่ตัวเองแหกเอง และเกิดขึ้นซ้ำๆหลายต่อหลายครั้งจนปัจจุบัน

ในอนาคตก็เป็นที่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า ระเบียบโลกจะสั่นคลอนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหรัฐฯที่เป็นผู้ออกแบบระเบียบโลกฉบับที่ผ่านมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทีท่าว่าจะ “หันหลัง” ให้กับระเบียบโลกของตัวเอง อย่างชัดเจนผ่านการแสดงออกที่ผ่านมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เหมือนกำลังบอกคนทั้งโลกว่า สหรัฐฯไม่เอาแล้วระเบียบโลกเก่า แต่กำลังพยายามจะสร้างระเบียบโลกใหม่ให้เกิดขึ้น

คำถามต่อไป คือแล้วยักษ์ใหญ่อื่นๆในโลกล่ะ จะโอเคกับระเบียบโลกฉบับใหม่นี้หรือไม่ ?

ถ้าไม่ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป? จุดสมดุลของโลกจะอยู่ตรงไหน และเมื่อไร?

และก่อนจะไปถึงจุดสมดุลนั้น โลกจะต้องผ่านสงครามใหญ่อีกครั้ง เหมือนในประวัติศาสตร์ หรือไม่?

ต้องจับตามองให้ดี….

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...