โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟาบิโอ คันนาวาโร ตำนานปราการหลังบัลลงดอร์ ผู้ปกป้องอธิปไตยในเกมรับอิตาลี

THE STANDARD

อัพเดต 03 ส.ค. 2568 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2568 เวลา 02.43 น. • thestandard.co
ฟาบิโอ คันนาวาโร ตำนานปราการหลังบัลลงดอร์ ผู้ปกป้องอธิปไตยในเกมรับอิตาลี

เบื้องหน้าของเขาคือแนวรุกระดับพระกาฬ ที่ถูกควบคุมและบงการยุทธวิธีในสนามด้วยศิลปินเอกอย่างซีเนอดีน ซีดาน ที่กลับมาโลดแล่นด้วยฟอร์มการเล่นที่ชวนให้นึกถึงวันเรืองรองของเขาอีกครั้ง

ที่สำคัญมันเป็นวันสุดท้ายในฐานะการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ “ซิซู” ด้วย

แต่ไม่ว่า ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใครสำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลสักนิด เพราะงานของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ต้องทำให้สำเร็จ

จะไม่มีวันยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตยในเกมรับผ่านเข้าไปทำประตูได้ง่ายๆ อย่างเด็ดขาด!

และนี่คือตำนานของกองหลังที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสมัยใหม่ และเป็นผู้เล่นแนวรับคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลลูกฟุตบอลทองคำ (Ballon d’Or) โดยที่ยังไม่มีกองหลังคนไหนในยุคหลังทำได้อีก

เรากำลังพูดถึง ฟาบิโอ คันนาวาโร คุณยังพอจำชื่อของเขากันได้ไหม?

ถ้าหากชวนคนเฒ่ามาเล่าเรื่องลูกหนังเกี่ยวกับตำนานผู้เล่นกองหลังที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจและแข็งแกร่งที่สุดนั้น หลายคนอาจจะแปลกใจที่ชื่อแรกๆ ที่ปรากฏขึ้นมาในความทรงจำอันรางเลือนของผู้คนที่ผ่านการเฝ้ามองเกมฟุตบอลมายาวนานคือปราการหลังที่มาจากประเทศอิตาลีเสมอ

โดยเฉพาะ 2 ชื่อที่เป็นความคลาสสิกในระดับร่วมสมัยอย่างฟรังโก บาเรซี ปรมาจารย์ศิลปะเกมรับในยุค 80 และเปาโล มัลดินี แบ็กซ้ายที่ดีที่สุดตลอดกาลของโลกผู้เป็นทายาทในทีมรอสโซเนรี

เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจครับเพราะอิตาลี เป็นประเทศที่เก่งกาจเหลือเกินในเรื่องตำราวิชาเกมรับ เป็นต้นตำรับของฟุตบอลในแบบที่เรียกว่า “คาเตนัคโช” (Catenaccio) ศาสตร์การเล่นฟุตบอลด้วยเกมรับที่เหนียวแน่นแข็งแกร่ง การจะฝ่าเข้าไปทำประตูให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากเสียยิ่งกว่ายาก

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือคาเตนัคโช นั้นมีต้นกำเนิดจากแรงบันดาลใจของระบบการเล่นแบบ “Verrou” (โซ่) จากความคิดของคาร์ล รัปพาน ปรมาจารย์ลูกหนังชาวออสเตรียที่คิดค้นในช่วงปี 1950 (ในอดีตเกมฟุตบอลนั้นแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์การเล่นที่หลากหลาย และความสนุกคือการคิดค้นแท็คติกหรือสูตรฟุตบอลที่ไว้เอาชนะคะคานกันในสนาม)

แรงบันดาลใจนั้นนำมาสู่สูตรฟุตบอลตำรับอิตาลีแท้โดยเนเรโอ ร็อคโค ที่นำมาใช้ในอิตาลีก่อนจะมีชื่อเสียงโด่งดังจากยุคสมัยอันเรืองรองของทีมอินเตอร์ มิลานในช่วงปี 1960 (เอาไว้มีโอกาสขยายความในภายหลังนะครับ)

ดังนั้นเรียกได้ว่าหัวใจของฟุตบอลอิตาลีคือเกมรับ และนั่นทำให้ศิลปะการเล่นเกมรับของฟุตบอลในดินแดนรองเท้าบูทได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมายาวนาน ลีกระดับสูงสุดอย่างกัลโช เซเรีย อา ขึ้นชื่อว่าโหดและหินที่สุดในแง่ของแท็คติกการเล่นที่ไม่ว่าซูเปอร์สตาร์เก่งกาจมาจากไหน การจะแจ้งเกิดให้ได้ในเซเรีย อา เป็นเรื่องยากมหายาก และทำลายขวัญของนักเตะหลายคนที่ดังและคิดว่าเก่งมานักต่อนัก

แต่อิตาลีไม่ได้มีเพียงแค่บาเรซีและมัลดินีเท่านั้น สำหรับแฟนฟุตบอลรุ่นถัดมากองหลังที่ถือเป็น “เสาหลัก” ของวงการคืออเลสซานโดร เนสตา และฟาบิโอ คันนาวาโร

โดยเฉพาะคนหลังที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพาอิตาลีพลิกคำทำนายคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ของชาติได้สำเร็จในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี

ในเกมนัดชิงชนะเลิศระดับตำนานที่สนามโอลิมปิกสตาดิโอน ที่กรุงเบอร์ลิน ท่ามกลางนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มากมายในทีมทั้ง ฟรานเชสโก ต็อตติ, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, อัลแบร์โต จิลาร์ดิโน, วินเชนโซ ยาควินตา, อันเดรีย ปีร์โล, จานลูกา ซัมบร็อตตา และอีกมากมาย

คันนาวาโร กองหลังเจ้าของส่วนสูงเพียงแค่ 5 ฟุต 9 นิ้ว คือผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีมขึ้นรับก่อนชูโทรฟีสีทองที่แฟนฟุตบอลอัซซูรีทุกคนเฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การได้แชมป์โลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 1982 ที่ประเทศสเปน

โดยตลอดเส้นทางอิตาลี ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาของบรรดาเกจิลูกหนังมากนักเมื่อเทียบกับบราซิลแชมป์เก่าที่อุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์อย่าง โรนัลโด, โรนัลดินโญ นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกเวลานั้น, โรบินโญ ดาวรุ่งเจ้าของสมญา “นิว เปเล” รวมถึงอาเดรียโน จักรพรรดิลูกหนังและริคาร์โด กากา เทพบุตรลูกหนังที่กำลังไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดของโลก

แต่อิตาลี ภายใต้การนำของจอมซิการ์ มาร์เชลโล ลิปปี กลับสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการค่อยๆฝ่าไปทีละด่านจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งรวมถึงการล่มงานฉลองของชาวเยอรมันชาติเจ้าภาพ ด้วยประตูของฟาบิโอ กรอสโซ ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเกมในรอบรองชนะเลิศที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ “Die Mannschaft” ได้มีโอกาสแก้ตัวอีก

ก่อนที่พวกเขาจะพบกับฝรั่งเศส อดีตแชมป์โลกในปี 1998 ที่เริ่มต้นแบบม้านอกสายตาแต่กลับมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ด้วยมนต์ที่ปลายเท้าของซีเนอดีน ซีดาน ที่กลับมาเริงระบำอย่างเพลิดเพลินในสนามได้อย่างเหลือเชื่อโดยเฉพาะในเกมที่เขาพาทีมชนะบราซิล ซึ่งถือเป็นการโชว์ในระดับ “มาสเตอร์คลาส” เลยทีเดียว

โดยซีดาน ได้เฉลยถึงที่มาของพลังแฝงของกองกลางที่เริ่มโรยราว่านัดชิงชนะเลิศนี้จะเป็นเกมสุดท้ายของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

แน่นอนว่ามันทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกจำนวนมากอยากเห็นการปิดฉากที่งดงามที่สุดของหนึ่งในศิลปินลูกหนังที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาล (และวันนี้ก็ยังไม่มีใครที่ทำได้แบบเขาอีก)

แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น

ในนัดชิงชนะเลิศวันนั้นอิตาลี ต้านทานฝรั่งเศส – ชาติที่เคยหักอกพวกเขาในเกมนัดชิงชนะเลิศยูโร 2000 ด้วยประตูโกลเดนโกลของดาวิด เทรเซเกต์ – ได้อย่างน่าประทับใจ

พวกเขาโดนนำไปก่อนด้วยซ้ำเมื่อเสียจุดโทษและซีดาน ทำประตูจากการยิงจุดโทษในแบบเยือกเย็นที่สุดด้วยการยิงนิ่มแบบ ‘ปาเนนกา (Panenka penalty) ในนาทีที่ 7 แต่ว่าอิตาลีตีเสมอได้ในนาทีที่ 19 จากการโหม่งพังประตูของมาร์โก มาเตรัซซีในอีก 12 นาทีถัดมา

ก่อนที่ฝรั่งเศสจะพยายามอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถผ่านด่านเกมับของอิตาลีได้เลย

แน่นอนว่าผู้คนจดจำจุดพลิกผันในช่วงการต่อเวลาพิเศษเมื่อซีดาน ซึ่งเกือบจะเป็นฮีโร่เมื่อได้โอกาสโหม่งในช่วงต่อเวลาแต่ติดปลายมือของจานลุยจิ บุฟฟอนในวันนั้น เกิดสติขาดใช้ศีรษะโขกใส่มาเตรัซซี จนโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ปิดฉากชีวิตการเล่นอย่างเจ็บช้ำ

แต่คนที่เป็นผู้บัญชาการปกป้องอธิปไตยในเกมรับช่วยให้อิตาลียื้อเสมอได้จนครบ 120 นาทีก่อนจะชนะในการดวลจุดโทษคือกัปตันทีมอย่างคันนาวาโร ซึ่งผลงานที่เด่นชัดที่สุดคือการที่อิตาลีเสียเพียงแค่ 2 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยนอกจากการเสียประตูจากการยิงจุดโทษของซีดานในนัดชิงชนะเลิศ อีกลูกคือการทำเข้าประตูตัวเองของคริสเตียน ซัคคาร์โดในรอบแบ่งกลุ่ม

คันนาวาโร ยังต้องทำหน้าที่โดยไม่มีคู่หูแข้งทองของเขาอย่างเนสตาที่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บ (เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในฟุตบอลโลก) ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มโดยที่ไม่สามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้งด้วย

แชมป์ฟุตบอลโลกในครั้งนั้นมีความหมายอย่างมากสำหรับอิตาลี เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีข่าวอื้อฉาวระดับสะเทือนโลกลูกหนังทั้งใบที่เรียกว่า “Calciopoli” ที่มีการทุจริตในระดับร้ายแรงของยูเวนตุส ซึ่งทีมเบียงโคเนรีถูกตัดสินให้ตกชั้น ขณะที่ภาพพจน์ของอิตาลีมัวหมองด่างพร้อยอย่างจากเหตุการณ์ดังกล่าว

แต่ในเวลาเดียวกันมันคือเวลาของการเฉลิมฉลองให้กับกองหลังที่เก่งที่สุดของโลก ที่ได้รับรางวัลลูกฟุตบอลทองคำจากนิตยสารฟรองซ์ ฟุตบอลในเวลาต่อมา

ในฐานะหนึ่งในตำนานกองหลังที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาลของโลก

ส่วนตำนานในฟุตบอลโลก 2006 ของเขา มีผู้เรียกขานวา “Il Muro di Berlino” หรือตำนาน “กำแพงเบอร์ลิน” ซึ่งมาจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซในช่วงฟุตบอลโลก 2006 นั่นเอง

ความเก่งกาจของคันนาวาโร นั้นเป็นเรื่องที่ชวนพิศวงอยู่ไม่น้อย

นั่นเพราะด้วยรูปร่างของเขาที่สูงไม่ถึง 6 ฟุต อย่าว่าแต่การต่อสู้กับคู่แข่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่เลย ลำพังแค่การเอาตัวรอดในเกมฟุตบอลระดับอาชีพก็เป็นเรื่องที่ยากแสนยากแล้ว เพราะด้วยหน้าที่การงานของคนที่เล่นเป็นกองหลังแล้ว มันต้องใช้พละกำลังและร่างกายในการเข้าปะทะ

กองหลังรุ่นพี่อย่างมัลดินี ที่ขึ้นหิ้งไปก่อนนั้นเป็นตัวอย่างของคำว่ากองหลังที่สมบูรณ์แบบ เพราะนอกจากจะมีรูปร่างสูงใหญ่ ช่วงขาที่ยาวทำให้เหยียดและแหย่สกัดบอลได้ง่าย ยังมีความเร็วจัดจ้านอีกด้วย ซึ่งคันนาวาโรไม่มีสิ่งเหล่านี้

แต่นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับใครก็ตามที่เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาไม่เพียบพร้อมแล้วจะทำอะไรไม่ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามหาจุดเด่นของตัวเองและพัฒนาตรงนั้นให้ดีที่สุด ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะทำตามหรือเลียนแบบได้

สำหรับคันนาวาโร เด็กหนุ่มจากเมืองนาโปลี ผู้เคยเป็นเด็กเก็บบอลในวันที่ดีเอโก มาราโดนา ชูถ้วยแชมป์หลังพา “อัซซูรา” พิชิตสคูเด็ตโตได้ที่สนามซานเปาโล เขาชดเชยเรื่องสรีระด้วยความเร็วในการออกตัวช่วงสั้นๆที่จะทำให้เข้าถึงบอลได้เร็วกว่าคนอื่น

ที่เหลือคือทักษะในการเข้าสกัดบอลที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในเวลาเดียวกันของการเล่นเกมรับ พ่วงด้วยการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม

และสิ่งสำคัญที่สุดคือหัวจิตหัวใจที่ห้าวหาญในแบบที่ไม่ใช่ห้าวเป้ง แต่คือการเล่นแบบไม่เกรงไม่กลัวใครไม่ว่าคู่ต่อสู้ของเขาในเกมนั้นจะเป็นใครก็ตาม คันนาวาโร สามารถเกาะติดพัวพันจนทำให้พาลเล่นไม่ออกไปตลอดทั้งเกม

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาพัฒนาจากการเป็นดาวรุ่งในทีมนาโปลี สู่การแจ้งเกิดเต็มตัวกับปาร์มา เป็นดาวเด่นในแผงหลังของทีมร่วมกับลิลิยอง ตูราม ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน และยูเวนตุส ซึ่งเป็นช่วงที่ฟอร์มการเล่นพีคที่สุดจนคว้าแชมป์โลกกับอิตาลี แต่ไปจากทีมหลังคดีกัลโชโปลี เพื่อย้ายไปเล่นให้กับเรอัล มาดริด

ก่อนจะกลับมา ยูเว่ อีกครั้งในช่วงสั้นๆและปิดฉากการเล่นกับอัล อาห์ลี ดูไบ ในกาตาร์ในปี 2011

โดยที่หลังจากนั้นแล้วก็ไม่ปรากฏกองหลังคนไหนที่จะได้รับการยกย่องและประสบความสำเร็จในระดับบุคคลเทียบเท่ากับคันนาวาโร ซึ่งเป็นเพียงกองหลังคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่เคยได้รับบัลลงดอร์ต่อจาก ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (2 สมัย), มัทธีอัส ซามเมอร์ (1 สมัย) อีกเลย

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...