โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“หากตื่นขึ้นมาวันหนึ่งแล้วรู้สึกเชื่อมั่นในประเทศไทยมาก และมีความมั่นใจอยากบริโภคใช้จ่ายเต็มไปหมด GDP เราจะขยับขึ้นไปเท่ากับเกาหลีใต้ไหม คำตอบคือ “ไม่” เพราะว่าศักยภาพการผลิตเราก็มีอยู่เท่านี้ และประชากร กำลังแรงงานของเราไม่ได้มีกำลังการผลิตและเทคโนโลยีเท่าเขา”

The Structure

อัพเดต 01 มิ.ย. 2568 เวลา 23.17 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2568 เวลา 21.17 น. • The Structure

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมกิจกรรม “BOT EconClass” ของ ธปท. เพื่อให้แบ่งปันประสบการณ์ในการทำนโยบายการเงินในโลกจริง ให้กับคนจากหลากหลายแวดวงที่สนใจเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและการดูแลเศรษฐกิจมหภาค

โดยในตอนหนึ่ง ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่าธปท. มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพ 3 ด้าน ได้แก่ เสถียรภาพทางการเงิน เช่น การดูแลเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน เช่น การกํากับดูแลสถาบันการเงิน

และเสถียรภาพระบบการชําระเงิน เช่น การกำกับดูแลระบบพร้อมเพย์ แต่ในห้องเรียนนี้จะเน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินด้วยหลากหลายเครื่องมือของ ธปท. ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Inflation Targeting Framework ซึ่งให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน

ด้านแรกคือเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งกำหนดเป้าหมายโดยกรอบเงินเฟ้อ ซึ่งตั้งเป้าเป็นช่วง (range) ไว้ที่ 1-3% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะตั้งเป้าเงินเฟ้อเป็นจุดอยู่ที่ 2% ซึ่งหากเงินเฟ้อสูงก็จะส่งผลให้สินค้าโดยทั่วไปมีราคาแพงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเฝ้าระวังสัญญาณที่จะนำไปสู่ภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด โดยเงินฝืด คือ ภาวะเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องที่เกิดจากด้านอุปสงค์ เพราะครัวเรือนบริโภคและใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้การหมุนเวียนของเงินลดลงและเศรษฐกิจชะลอตัว

ผู้ว่าการ ธปท. ขยายความต่อว่า ภาคครัวเรือนที่รายได้น้อยและไม่มีรายได้ประจำ เช่น คนขับแท็กซี่ แรงงานรับจ้างรายวัน ฯลฯ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อหนักที่สุด เพราะรายได้มักไม่ได้ปรับขึ้นสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ

อีกทั้งรายได้ส่วนใหญ่มักถูกใช้ไปกับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ ดังนั้น ธปท. จึงให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสม ตามบริบทของเศรษฐกิจไทยในแต่ละช่วงเวลา

ด้านที่สองคือการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดร.เศรษฐพุฒิเน้นย้ำว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่สอดคล้องกับศักยภาพ (ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3%) และมีความยั่งยืน โดยไม่ได้ดูแค่ตัวเลข GDP แต่ยังดูข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจและครัวเรือนร่วมด้วย

ซึ่งการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่อาจใช้แค่เพียงความเชื่อมั่นและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ต้องอาศัยการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของปัจจัยพื้นฐาน (fundamental factors) ในด้านทุน เครื่องจักร แรงงาน และเทคโนโลยีในการผลิต เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

“หากตื่นขึ้นมาวันหนึ่งแล้วรู้สึกเชื่อมั่นในประเทศไทยมาก และมีความมั่นใจอยากบริโภคใช้จ่ายเต็มไปหมด GDP เราจะขยับขึ้นไปเท่ากับเกาหลีใต้ไหม คำตอบคือ ‘ไม่’ เพราะว่าศักยภาพการผลิตเราก็มีอยู่เท่านี้ และประชากร กำลังแรงงานของเราไม่ได้มีกำลังการผลิตและเทคโนโลยีเท่าเขา” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

ด้านสุดท้ายคือเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยเล่าไปถึงวิกฤตการเงินไทยในปี 2540 ที่สถาบันการเงินล้มไปหลายแห่ง หนี้เสียสูงถึง 47% ดอกเบี้ยสูงขึ้นถึง 20% นับเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดของไทย ที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากของระบบเศรษฐกิจ

ดร.เศรษฐพุฒิสรุปทั้ง 3 เป้าหมายว่า “ธปท. ต้องการรักษาเงินเฟ้อให้กลับเข้าไปในกรอบ ดูแลให้เศรษฐกิจโตเข้าใกล้กับศักยภาพไม่หลุดออกจากแนวโน้มการเติบโต และต้องรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน ไม่ให้หนี้ครัวเรือนและสินเชื่อมีปัญหา”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่าการดำเนินนโยบาย ไม่สามารถดูแค่เงินเฟ้อเรื่องเดียวได้ และต้องใช้หลากหลายเครื่องมือร่วมกันเพื่อให้บรรลุหลายเป้าหมาย ซึ่งเป็นหลักการที่องค์กรระหว่างประเทศเห็นพ้องตรงกัน เรียกว่า Integrated Policy Framework (IPF) หรือ Macro-Financial Stability Framework (MFSF)

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ต้องตอบโจทย์หลายอย่าง เช่น โจทย์เรื่องเงินเฟ้อ โจทย์เรื่องสินเชื่อทั้งในแง่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ โจทย์เรื่องค่าเงิน

ดอกเบี้ยตัวเดียวต้องชั่งน้ำหนักหลายอย่าง ถ้ามีเครื่องมืออันเดียวก็เหมือนต้องรับภาระเยอะเกินไป ดังนั้น วิธีของ IPF ก็คือ การใช้เครื่องมืออื่นมาเสริม เช่น สมมุติว่าดอกเบี้ยสูง ลูกหนี้มีภาระเยอะ คนอยากให้ดอกเบี้ยลดลง

แต่เมื่อประเมินแล้วเห็นว่าดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็สามารถตอบโจทย์สินเชื่อโดยใช้เครื่องมืออื่นมาดูแล เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการคุณสู้เราช่วย ที่ดูแลกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุดกว่า ที่สำคัญตอนที่ชั่งน้ำหนักเรื่องของนโยบายการเงิน ต้องไม่ดูแค่เฉพาะเรื่องดอกเบี้ย แต่ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงให้รอบด้าน และต้องดูทางเลือกในการใช้มาตรการอื่นควบคู่ไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...