11 ปีหลังรัฐประหาร สถานการณ์แย่ลง คงไม่สามารถแก้ไขได้...จบข่าว
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
11 ปีหลังรัฐประหาร
สถานการณ์แย่ลง
คงไม่สามารถแก้ไขได้…จบข่าว
1.รากเหง้าปัญหามาจากกลุ่มอำนาจเก่ากลัวการเปลี่ยนแปลง
กลุ่มอำนาจเก่าคิดว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะทำประเทศถูกแช่แข็ง แต่กลับกลายเป็น…เสียของ…ประชาชนยังเลือกพรรคทักษิณ ดังนั้น จึงต้องมีการยึดอำนาจซ้ำอีก 2 ครั้ง คือการใช้ตุลาการภิวัฒน์โค่นพรรคพลังประชาชน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช และนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลุดจากเก้าอี้ไป
เมื่อทุ่มเทการรักษาอำนาจถึงขนาดฆ่าคนกลางเมืองเป็นร้อยในปี 2553 แต่มาแพ้เลือกตั้งในปี 2554 ให้กับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จึงต้องใช้ทั้งตุลาการภิวัฒน์และรัฐประหารยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 อีกครั้ง นับรวมกันทั้งหมด 4 ครั้งโค่นไป 4 นายกรัฐมนตรี ฉีกรัฐธรรมนูญไป 2 ฉบับ คือฉบับ 2540 และ 2550 ที่ร่างมาเองกับมือ
การรัฐประหาร 2557 ไม่ได้ใช้พรรคการเมืองตัวแทนแบบประชาธิปัตย์ให้มาดูแลบ้านเมือง กปปส.ถูกหลอกให้ออกมาเดินขบวนปิดเมืองและโดนด่า แต่ตอนเข้าสู่อำนาจก็ใช้คณะรัฐประหาร คสช. ซึ่งสามารถสืบทอดอำนาจต่อมาได้ร่วมกัน 9 ปี มากกว่ายุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใกล้เคียงกับยุคจอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร
หลังการรัฐประหาร 2557 ผู้มีอำนาจได้วางแผนจะปกครองประเทศไทยยาวนานเกินกว่า 20 ปี ดังนั้น ในปี 2558 ก็ได้เตรียมการร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา และก็มาปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เราเรียกว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันร์โอชา หัวหน้า คสช. เคยกล่าวไว้ว่า เราต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าใน 20 ปีข้างหน้า เราต้องการให้บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร แล้วเดินไปตามนั้น
แต่สิ่งที่ทำได้จริงตลอด 11 ปี มีแต่แผนสืบทอดอำนาจ ไม่ได้ช่วยอะไรประเทศชาติเลย
2.คสช.ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้สืบทอดอำนาจได้
วุฒิสภากลายเป็นอำนาจที่ 4
นี่เป็นผลกระทบต่อโครงสร้างและอำนาจทางการเมือง
ในช่วงที่ คสช.มีอำนาจ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง 250 คนก็คือเครื่องมือรองรับอำนาจนิติบัญญัติของ คสช.ในการกำหนดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ เพราะตามบทเฉพาะกาลวุฒิสภาร่วมคัดเลือกนายกฯ ด้วย แม้ต่อมาเมื่อผลเฉพาะการหมดลง วุฒิสภาก็ยังมีหน้าที่สำคัญในการคัดเลือกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ นั่นจึงกลายเป็นปัญหามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะวุฒิสภาเลือก ป.ป.ช. เลือก กกต. เลือกศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว กกต.กับ ป.ป.ช.จะกล้าฟ้องวุฒิสภาหรือ
ดังนั้น กลุ่มการเมืองจึงต้องการเข้าแทรกแซงวุฒิสภา เพื่อจะมีอิทธิพลในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หวังจะใช้โอกาสวิ่งเต้นให้หลุดจากคดี หรือโจมตีคู่แข่งทางการเมือง
วันนี้จึงเกิดคดีฮั้ว ส.ว. และกลายเป็นการต่อสู้ที่จะชี้ขาดทิศทางการเมืองของประเทศไทย
นี่คือปัจจัยสำคัญในการแช่แช็งประเทศและทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปได้อย่างยากยิ่ง ใครขอแก้รัฐธรรมนูญต้องถูกกำจัดไป
และเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เปิดช่องให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ เมื่อไม่ทำตามมติพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดและถูกขับออกก็สามารถไปหาพรรคใหม่อยู่ได้ภายใน 30 วัน
จึงเกิดการซื้อขาย ส.ส.กระทบต่อระบบพรรคการเมือง
3.อำนาจตุลาการ อยู่เหนืออำนาจนิติบัญญํติ และอำนาจบริหาร
เพราะเป็นกรรมการผู้ชี้ขาดว่าใครถูก ใครผิด จะฟ้องใคร จะปลดใคร ตัดสิทธิ์การเมืองกี่ปี แม้แต่เป็นฝ่ายค้านก็โดน ข้อกล่าวหาตั้งแต่จริยธรรมถึงความผิดทางอาญา จะต้องผ่านด่านองค์กรอิสระและศาลต่างๆ
ดังนั้น ไม่ว่าพรรคหรือบุคคลจะมีคะแนนเลือกตั้งหลายหมื่นหรือเป็นแสนหรือคะแนนนิยมพรรค 10 ล้าน หรือ 15 ล้าน ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าจะต้านพลังนอกระบบของกลุ่มอำนาจเก่าได้
หลังตุลาการภิวัฒน์และรัฐประหาร ในปี 2556-2557 พรรคทักษิณแพ้ไปแล้ว
แต่การเลือกตั้งปี 2562 ก็เกิดพรรคอนาคตใหม่ มีท่าทีจะเป็นดาวรุ่งและเป็นผู้นำในฝ่ายก้าวหน้า กลุ่มอำนาจเก่าต้องออกแรงอีกครั้ง ยุบพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง พร้อมกับแกนนำพรรคอีกหลายคน จึงจำเป็นต้องตั้งพรรคใหม่เป็นพรรคก้าวไกล
ปี 2566 เมื่อการเลือกตั้งจบลงและมีผลว่า พรรคก้าวไกลได้ ส.ส.มากที่สุด ก็ถูกสกัดจนไม่ได้เป็นรัฐบาล และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง พรรคก้าวไกลเองก็ถูกยุบ เป็นชะตากรรมเดียวกันกับที่พรรคไทยรักไทยเคยโดนเล่นงานมาก่อน
การตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องผ่านด่านสำคัญคือ กกต. และ ส.ว. ด่านสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญ
สถานการณ์ล่าสุด สรุปว่า ถ้าเป็นฝ่ายก้าวหน้า แม้เป็นฝ่ายค้านก็ยังไม่เอาไว้
4.ผลก็คือ การคอร์รัปชั่นโกงกินกระจายไปทุกกลุ่ม ทุกระดับ
เมื่อเปลี่ยนเป็นอำมาตยาธิปไตย ระบบอุปถัมภ์ก็เฟื่องฟู ระบบตรวจสอบ และกฎหมายเอียง จึงไม่มีใครกลัว มีแต่คนหาประโยชน์
การโกงระบาดไปทั่ว ทั้งท้องถิ่น รัฐบาลกลาง กระทรวงทบวงกรมไม่มีละเว้น ไม่ว่าจะเกี่ยวกับศาสนา การศึกษา การปกครอง การรักษาพยาบาล กระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องพูดถึงศีลธรรมและจรรยาบรรณ ดังนั้น จึงเห็นพระสงฆ์ ตำรวจ ทหาร อัยการ ผู้พิพากษา ข้าราชการ นักการเมืองทุกระดับ ฯลฯ โดนคดีต่างๆ
พอตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา ทำให้นึกถึงงบประมาณ 28.5 ล้านล้าน ที่ใช้มาตั้งแต่ 2557-2566 เราไม่มีพื้นที่พอที่จะยกตัวอย่างการโกงของวงการต่างๆ ข่าวการโกงมีให้เห็นแทบจะไม่เว้นวัน
5.การรุกของกลุ่มทุนต่างชาติ ทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย สีเทา สีดำ
การคอร์รัปชั่น การไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง วัฒนธรรมที่เคยชินต่อระบบอุปถัมภ์ ยอมรับเงินสินบนทำให้ระบบราชการเปิดช่องโหว่ การบังคับใช้กฎหมายไม่มีลักษณะที่เท่าเทียม
ผู้ทำผิดกฎหมายจากต่างชาติกล้าทำผิดเพราะพวกเขาคิดว่าเขาสามารถซื้อข้าราชการในทุกหน่วยงาน
ซื้อนักการเมืองตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติ และวิ่งเต้นเมื่อมีปัญหาในระบบยุติธรรมได้เสมอ
คนเหล่านี้น่ากลัวยิ่งกว่าปลาหมอคางดำ ในประเทศจีนต้องกำหนดโทษรุนแรง เพื่อกำจัดทิ้ง จึงมีการย้ายแหล่งทำมาหากิน มีส่วนหนึ่งที่เข้ามาในไทย พวกเขาไม่สนใจอุดมการณ์ของเรา ไม่เข้าใจเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ จึงเห็นการซื้อเครื่องแบบ ยศ ตรา มาแขวนไว้โชว์
10 ปีที่ผ่านมา สีเทา สีดำ สามารถขยายงานจนเป็นข่าว ถ้าปล่อยให้ขยายอิทธิพลต่อไป แก๊งพวกนี้คงเข้ามามีส่วนในระบบเศรษฐกิจหลัก และจะขยายเข้ามาสู่การปกครองประเทศอย่างแน่นอน
6. การหวังว่าจะมีอัศวินม้าขาวมาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นเรื่องเพ้อฝัน
ที่เห็นสู้กันทุกระดับในวันนี้ เหมือนปลากะพงในกระชังเลี้ยง เมื่อมีภัยโรคระบาด และภัยเศรษฐกิจเข้ามา ก็กระทบอย่างหนัก เพราะโดยโครงสร้างที่เป็นอยู่แบบนี้คือโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นอำมาตยาธิปไตย ระบบอุปถัมภ์เป็นอิทธิพลที่ครอบงำตั้งแต่การเมืองท้องถิ่น จนไปถึงระดับประเทศ
การปรับโครงสร้างการผลิต และการค้า ไม่ทันโลก
การใช้อิทธิพลของเงินและอำนาจรัฐ อำนาจในกระบวนการยุติธรรม ทำให้เราไม่ได้อยู่ในระบบเสรีประชาธิปไตย กฎหมายที่ก้าวหน้าหายไป เช่น การเลือก ส.ว.จากประชาชน
การเคลื่อนไหวแบบก้าวหน้าก็ถูกปราบและจัดการด้วยกฎหมาย
การแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกจำกัดด้วยกฎหมายจนแทบไม่มีโอกาสแก้ได้
โอกาสที่ประเทศไทยจะคัดผู้มีความรู้ความสามารถที่ทุ่มเททำงานให้ประเทศ จึงมีเพียงน้อยนิด คนที่จะมีโอกาสเข้ามา แม้ผ่านการเลือกตั้ง แต่ยังต้องได้รับการยอมรับจากกลุ่มอนุรักษนิยมและอำนาจเก่า รวมทั้งกลุ่มทุนใหญ่ คนที่เข้ามานำการแก้ไข ต้องเอาตัวให้รอดด้วย
เมื่อการแก้ปัญหาถูกขัดขวางโดยตัวระบบเอง จึงสรุปได้ว่า แก้ไขไม่ได้ ทำได้แค่ประคองอาการป่วย ถึงลำบากก็ต้องทนอยู่กันไป ทนไม่ได้ก็ต้องรอจนแผ่นดินไหว ผู้คนจึงจะรู้สึกกลัวและช่วยกันแก้ไขอย่างจริงจัง…จบข่าว
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 11 ปีหลังรัฐประหาร สถานการณ์แย่ลง คงไม่สามารถแก้ไขได้…จบข่าว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com