โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สองล้อ หนึ่งเสา เรื่องเล่าระหว่างทางสำรวจ

The Momentum

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 16.07 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 08.55 น. • THE MOMENTUM

“เสาต้นนี้ใช่เสาอโศกไหม” คำถามจากเพื่อนร่วมทางรุ่นพี่ชาวไทยดังขึ้น ทำลายความเงียบท่ามกลางอุณหภูมิใกล้ 50 องศาเซลเซียส ในยามบ่ายของชนบทห่างไกลแห่งหนึ่งของประเทศอินเดีย เสาต้นนี้รับการเล่าเป็นทอดๆ กันมาว่า คือ ‘เสาอโศก’ สร้างขึ้นเมื่อคราวพระองค์เสด็จผ่านทางไปยังพุทธสถาน

ดูผ่านๆ เสาหินทรายสูงราว 4 เมตรนิดๆ นี้ มียอดเป็นดอกบัวคว่ำทรงระฆัง ละม้ายกับหัวเสาของพระเจ้าอโศกจากเมืองสารนาถ เพียงแต่ว่ายอดเหนือไปจากดอกบัวหักหายไป และใกล้กับเสาต้นนี้ยังพบซากโบราณสถานสร้างจากอิฐขนาดใหญ่ประมาณหนึ่ง ซึ่งได้รับการขุดค้นเสร็จสิ้นเรียบร้อย

แล้วโบราณสถานแห่งนี้ก็ถูกบอกต่ออีกเช่นกันว่า เป็นหนึ่งในพุทธสถานที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างตามปกรณ์บาลีที่ว่า พระองค์สร้างพุทธสถานถวายเป็นพุทธบูชา 8.4 หมื่นแห่ง

อะไรที่เป็นเสาๆ ก็ดูจะเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกไปหมดเลย แต่มันแน่หรือ

หนึ่งเสา

อย่างที่บอก เสาต้นนี้มีลักษณะโดยรวมคล้ายกับเสาอโศกมาก แต่เมื่อดูในรายละเอียดแล้วไม่ใช่เลย เสาต้นนี้กำหนดอายุห่างจากรัชกาลพระเจ้าอโศกราว 650 ปี สร้างขึ้นโดยกษัตริย์รุ่นหลัง เพื่อบันทึกชัยชนะของพระองค์เหนือชนหูณะ (Huna) จากเอเชียกลาง ที่เข้ารุกรานอนุทวีปเมื่อราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 9 กษัตริย์องค์นั้นชื่อ ‘พระเจ้าสกันทรคุปตะ’ (พ.ศ. 998-1010)

อธิบายรายละเอียดรูปลักษณ์ของเสาต้นนี้อีกครั้ง เสาต้นนี้สร้างจากหินทรายมีฐานสี่เหลี่ยม ตัวเสาตรง ยอดเสารูปบัวคว่ำ ยอดเสาหักหาย สุดท้ายเรารู้ว่า เสาต้นนี้ไม่ใช่ของพระเจ้าอโศกด้วยเหตุผล 2 ประการ

1. จารึกบริเวณฐานของเสาระบุถึงกษัตริย์ราชวงศ์คุปตะ นับย้อนไปถึงพระเจ้าศรีคุปตะ ผู้เป็นต้นราชวงศ์ นับย้อนได้ 6 ชั่วคนก่อนจะสิ้นสุดที่พระเจ้าสกันทรคุปตะ

2. รูปแบบทั่วไปของเสาพระเจ้าอโศกไม่ปรากฏฐานสี่เหลี่ยมแบบนี้ จารึกของพระองค์จะสลักอยู่บนตัวเสาโดยตรง และเสาของพระเจ้าอโศกจะขัดเสาจนมัน ซึ่งต่างไปจากเสาต้นนี้ซึ่งมีเนื้อหยาบกว่ามาก

อีกหลักฐานหนึ่งคือ บริเวณโบราณสถานพบรูปเคารพรูปหนึ่งแสดงภาพบุรุษมีปีกด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นรูปบุรุษมีวงล้อบริเวณศีรษะ บุรุษทั้งสองอยู่ท่าพนม (อัญชลีมุทรา) บุรุษมีปีกชัดเจนว่า คือ ‘ครุฑ’ ส่วนบุรุษที่มีวงล้อคือ รูปบุคลาธิษฐานของ ‘องค์สุทรรศนจักร’ อาวุธประจำองค์พระวิษณุ ประติมากรรมบุคคลนี้คือ หัวเสาที่หักไป

ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น ราชวงศ์คุปตะเป็นราชวงศ์ที่นับถือไวษณพนิกาย (พระวิษณุ) เป็นหลัก เสาประกาศชัยชนะของกษัตริย์ราชวงศ์นี้ จึงนิยมประดับหัวเสาด้วยรูปประติมากรรมบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับพระวิษณุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครุฑและจักร เราพบหลักฐานสำคัญคือ เสาจารึกพระเจ้าพุทธคุปตะ (ครองราชย์หลักพระเจ้าสกันทรคุปตะราว 9-10 ปี) จากเมืองเอราน (Eran) รัฐมัธยมประเทศ ซึ่งยังตั้งอยู่ ณ สถานที่ดั้งเดิม (In Situ) เสาของพระเจ้าพุทธคุปตะมีสัดส่วนบางประการที่แตกต่างกัน เช่น ประเภทหินที่นำมาใช้และสัดส่วนของฐานเหลี่ยมต่อตัวเสากลม

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ บนยอดเสาจากเอรานมีประติมากรรมครุฑหันหลังชนกับองค์สุทรรศนจักรยืนอยู่ยอดสุดของเสา ซึ่งทำให้เราพอจะอนุมานสภาพดั้งเดิมของเสาและยืนยันว่า เสาที่ผมและเพื่อนร่วมทางรุ่นพี่คนนั้นกำลังสนทนาถึง ไม่ใช่เสาพระเจ้าอโศกแน่นอน

จารึกพระเจ้าสกันทรคุปตะกล่าวต่อไปว่า พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างเทวาลัยประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุในพระนาม ‘ศรรงคิน’(Sharngin) เอาไว้ ณ หมู่บ้านแห่งนี้ พร้อมทรงมีพระราชโองการให้ชนในหมู่บ้านดูแลและบูชาเทวาลัยแห่งนี้ เพื่อเป็นบุญอุทิศให้แด่พระราชบิดาของพระองค์ คำตอบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การใช้งานเดิมของโบราณสถานแห่งนี้จึงเป็น ‘เทวาลัยพระวิษณุ’ ไม่ใช่พุทธสถาน

สองล้อ

ผมขอเฉลยว่า เสาต้นนี้ปัจจุบันตั้งอยู่ในหมู่บ้านภิตารี ทางตะวันออกของรัฐอุตรประเทศ หมู่บ้านแห่งนี้ปัจจุบันกลายเป็นชุมชนมุสลิมไปเรียบร้อยแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังคงให้ความสนใจและดูแลเสาของพระเจ้าสกันทรคุปตะเป็นอย่างดี แม้ว่าเทวสถานจะร้างการบูชาก็ตาม การจะไปดูเสาต้นนี้พูดตรงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีขนส่งสาธารณะใดเข้าถึงเลย แต่ด้วยความอนุเคราะห์ของรุ่นพี่คนนั้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยส่งรูปถ่ายเสาต้นนี้มาให้ผมดูด้วยความสงสัยในคำบอกเล่าจากพี่รุ่นก่อนๆ ว่า นี่คือเสาอโศก! พี่เขาจึงสตาร์ตรถเครื่องสองล้อคู่ใจ พาผมซ้อนท้ายเพื่อไปพิสูจน์ความจริงกัน

เรา 2 คนใช้เวลาบนพาหนะสองล้อคันนั้นนานรวมได้ 5 ชั่วโมง (ไป 2 ชั่วโมงครึ่ง กลับอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง) ในการเดินทางไปดูเสาต้นนี้ ผมจำได้ว่า เราไปถึงภิตารีกันตอนราวบ่าย 2 อุณหภูมิในวันนั้นสูงทีเดียวเกือบจะ 50 องศาเซลเซียส

ผมเคยเห็นรูปจารึกฐานเสานี้ในหนังสือเกี่ยวกับราชวงศ์คุปตะครั้งหนึ่ง ด้วยความดีใจ ผมวิ่งไปมาพยายามถ่ายรูปโบราณสถานและเสาต้นนั้นในมุมต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ดีแก่ใจว่า โอกาสที่จะมีคนพาขึ้นรถมาจอดหน้าเสาของพระเจ้าสกันทรคุปตะคงจะไม่เกิดขึ้นซ้ำง่ายๆ ระหว่างนั้นพี่เขาจึงถามขึ้นว่า “เสาต้นนี้ใช่เสาอโศกไหม” ก่อนผมจะนำพี่เขาย้อนเวลากลับไปด้วยข้อสันนิษฐานที่พาผู้อ่านทุกคนมาจนถึงตรงนี้

ที่มาข้อมูล

Fleet, John Faithfull (1888) Corpus Inscriptionum Indicarum: Inscriptions of the Early Guptas. Vol. III. Calcutta: Government of India, Central Publications Branch.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...