โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทองจะทำ All Time High หรือลงแรง ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.26 น.
Close up of gold bars. financial concept

คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส

ทองคำให้ผลตอบแทนเด่นสุดในสินทรัพย์ปลอดภัย

ในปีนี้โลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ร้อนระอุ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด โดยปรับขึ้นทำ All Time High ที่ 3,500 ดอลลาร์ ในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นถึง 33.4% ทองแท่งในประเทศทำ All Time High ที่ 54,800 บาท เพิ่มขึ้นถึง 29.2% ถึงแม้ว่ามีการปรับลงมาของราคาก็ตาม

ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ทองคำ Spot ยังให้ผลตอบแทนสูงถึง 25.9% สกุลเงินปลอดภัยอย่างฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้น 11.9% เงินเยนแข็งค่าขึ้น 8.8% แต่เงินดอลลาร์ที่เป็นสกุลเงินปลอดภัยกลับอ่อนค่าลง 10.8% ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 52 ปี นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มมีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

ความเชื่อมั่นดอลลาร์ลดลง แต่ทองคำยังน่าสนใจ

เงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้ทองคำยังได้รับผลบวกจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

1) ปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐ ที่พุ่งสูงขึ้นอาจเป็นฟองสบู่ที่จะแตก ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ สหรัฐประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณและขาดดุลการค้า หนี้สาธารณะสูง กฎหมายภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ “One Big Beautiful Bill” ที่เพิ่งผลักดันเสร็จในวันชาติสหรัฐ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอาจเป็นฟองสบู่ที่จะแตกในอนาคต ทาง CBO คาดหนี้ของสหรัฐจะพุ่งสูงขึ้นอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบัน 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ความต้องการถือครองพันธบัตรและสินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์ลดลง

เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจและเงินดอลลาร์ ความเสี่ยงที่เงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าลง สะท้อนให้เห็นถึงการประมูลพันธบัตรระยะยาวในไตรมาส 2 ได้รับความสนใจน้อยลง จีนมีการขายพันธบัตรสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา แรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจากต่างชาติคาดมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น สหรัฐต้องแลกกับการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาซื้อพันธบัตร ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

2) ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสหรัฐที่เป็นองค์กรอิสระลดลง ทรัมป์กดดันให้ประธานเฟดลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง และเตรียมที่จะเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ก่อนที่พาวเวลล์จะครบวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคม 2569

นอกจากนี้ทรัมป์อาจจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดท่านใหม่ที่มีนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย ทดแทนอาเดรียนา คูเกลอร์ ผู้ว่าการเฟดที่จะครบวาระในวันที่ 31 มกราคม 2569 ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้แต่งตั้งคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และมิเชล โบว์แมน เป็นคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ซึ่งทั้ง 2 ท่านสนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม ทำให้ตลาดกังวลความเสี่ยงที่เฟดจะถูกแทรกแซงทางการเมืองและขาดความเป็นองค์กรอิสระ

สงครามการค้ารอลุ้นอัตราภาษีนำเข้า 10-70%

สหรัฐจะส่งจดหมายถึงประเทศคู่ค้ากว่า 170 ประเทศ ซึ่งจะมีอัตราภาษี 10-70% และทรัมป์จะลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อเลื่อนกำหนดเส้นตายมาตรการภาษีตอบโต้ออกไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม จากเดิมวันที่ 9 กรกฎาคม นอกจากนี้ทรัมป์ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 10% ต่อประเทศที่ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับกลุ่ม BRICS ส่วนสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.กระทรวงการคลัง เผยราว 100 ประเทศ อาจจะถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ 10%

ในช่วงเวลาเกือบ 90 วัน สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้าเพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ สหราชอาณาจักร (UK) ในเดือนพฤษภาคม โดย UK เสียอัตราภาษีพื้นฐาน 10% เวียดนามเพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าต้นเดือนนี้ อัตราภาษีตอบโต้ของเวียดนามลดเหลือ 20% จากเดิมที่จะเก็บสูงถึง 46% ขณะที่ข้อตกลงกับอินเดีย ญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นกลับไม่สามารถบรรลุได้ รวมทั้งสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

สหรัฐส่งจดหมายไป 14 ประเทศแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐถูกเก็บอัตราภาษีตอบโต้ 25% 6 ประเทศที่เจออัตราภาษีสูงขึ้นหรือเท่าเดิมเมื่อเทียบกับที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และไทย แต่เป็น Art of Deal ของทรัมป์ที่ขู่จะเก็บอัตราภาษีที่สูง เพื่อให้ประเทศคู่ค้ายอมยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนต่อรองให้อัตราภาษีตอบโต้ลดลง การเจรจาต่อรองจะยืดออกไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม ทำให้ประเด็นเรื่องอัตราภาษีตอบโต้ยังเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในเดือนนี้

ทองจะทำ All Time High หรือลงแรง ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า

แนวโน้มราคาทองคำในเดือนกรกฎาคมคาดจะเคลื่อนไหวผันผวนขึ้นอยู่กับอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐจะเรียกเก็บกับประเทศคู่ค้า ซึ่งถ้าบรรลุข้อตกลงการค้าได้ อัตราภาษีตอบโต้ต่ำกว่าที่ประกาศเรียกเก็บในวันที่ 2 เมษายน คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 3,100-3,450 ดอลลาร์

ที่สำคัญคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นทำ All Time High ทะลุ 3,500 ดอลลาร์ หรือปรับลงแรงหลุด 3,000 ดอลลาร์

นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำเข้าซื้อ 3,300 ดอลลาร์ นักลงทุนระยะยาวแนะกลยุทธ์ Wait & See รอติดตามประเด็นเรื่องสงครามการค้าโลกอย่างใกล้ชิด ควรหาจังหวะขายออกไป ถ้าสงครามการค้าโลกเริ่มผ่อนคลายลง และรอซื้อเก็บที่ 3,200-3,250 ดอลลาร์ และ 3,100 ดอลลาร์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทองจะทำ All Time High หรือลงแรง ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...