โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“พิพัฒน์” แนะไทยปรับตัวฝ่าวิกฤติสหรัฐ เปิดเสรีเกษตร-บริการ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 11.42 น.

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยในงานเสวนาโต๊ะกลม "Roundtable: The Art of (Re)Deal” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับศึกที่ค่อนข้างหนัก และไม่ควรwaste a useful crisis หรือปล่อยให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่ได้ใช้เป็นโอกาสนี้ในการปรับตัวให้ได้ เพราะศึกครั้งนี้มาแน่นอน

ทั้งนี้ หากดูการวางโครงสร้างซัพพลายเชนของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยวางโครงสร้างซัพพลายเชนและการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย บนพื้นฐานของโลกาภิวัฒน์ (globalization) โดยไทยได้ผนวกตัวเองเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก (global supply chain) และอยู่ในกฎเกณฑ์ของโลกเช่น องค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงหลักการ MFN Most Favored Nation ที่มีหลักปฏิบัติเท่าเทียมภายใต้สมาชิก WTO เว้นแต่ในกรณีของข้อตกลงการค้าเสรี FTA

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันโดนัลด์ ทรัมป์กำลังเปลี่ยนแปลงหลักการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง มาเป็นการให้ความสำคัญกับสหรัฐเป็นพิเศษ หรือสหรัฐต้องมาก่อน (preferential treatment) ไม่เช่นนั้นอาจโดนผลกระทบ ซึ่งสหรัฐมีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ประกอบด้วย

  • การเปิดอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการลดอัตราภาษี ยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี (non-tariff barriers) และปรับปรุงพิธีการศุลกากร
  • การย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในสหรัฐ
  • ประเด็นเรื่อง Transhipment ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐจากการขู่ใช้มาตรการภาษีเหล่านี้ คือต้องการ disrupt ซัพพลายเชนของทั้งภูมิภาค หรือการรบกวนห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคทั้งหมด โดยมีจีนเป็นเป้าหมายสำคัญ สหรัฐกำลังบีบให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับ trade-off ในประเทศ หรือการตัดสินใจเลือกในหลายมิติ ทั้งให้เลือกระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตรและบริการ ที่ต้องการให้ไทยเปิดตลาดมากขึ้น

“พิพัฒน์” แนะไทยปรับตัวฝ่าวิกฤติสหรัฐ เปิดเสรีเกษตร-บริการ

ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมของไทยได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เนื่องจากสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งตามข้อมูลระบุว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สหรัฐเป็นเพียง 10% ของการส่งออกของไทย แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 18% การเติบโตดังกล่าวอาจมาจากการเพิ่มขึ้นของความสามารถในการแข่งขันของไทยเอง หรืออาจมีประเด็นเรื่อง transhipment และการสวมสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แต่โดยรวมสหรัฐถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทั้ง อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, ปิโตรเคมี, ยาง, จิวเวลรี่, และอาหาร ฯลฯ

ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยได้รับผลกระทบเท่าใด แต่อยู่ที่ว่าไทยได้รับผลกระทบ เมื่อเทียบกับคู่แข่งของไทยที่วันนี้ส่วนใหญ่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทย ดังนั้นความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรม เวลูแอดเดรจต่างๆได้รับผลกระทบแน่นอน

นอกจากผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแล้ว การลงทุนก็ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน อาจเกิดคำถามว่า ทําไมต้องมาอยู่ในเมืองไทย ในวันที่ความไม่แน่นอนหรือ unserity เต็มไปหมดซึ่งการใช้ unserity หรือความไม่แน่นอน เป็นเครื่องมือในการเจรจาของทรัมป์ หากไม่มีการตกลงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างจะยังคงอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนตลอดไป (up in the air) ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการการเดินฐานของการลงทุนมากกว่าความสามารถในการแข่งขัน สิ่งนี้จะกระทบภาพระยะยาวแน่ ดังนั้น หากไทยไม่สามารถเจรจาได้จะเหนื่อย

อย่างไรก็ตามมองว่าวันนี้ ไทยกำลังถูกบังคับให้เลือกระหว่างสองทางเลือกที่สำคัญ ทั้งภาคอุตสาหกรรมกับการลงทุน ภาคเกษตรและบริการ เพื่อให้ไทยเปิดตลาด ดังนั้นควรใช้โอกาสจากวิกฤตสถานการณ์นี้อาจถูกใช้เป็น โอกาสที่ดีในการเปิดเสรีภาคเกษตรอย่างค่อยเป็นค่อยไป เปิดเสรีภาคบริการอย่างเป็นค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบ

เพราะหากความท้าทายหลังจากนี้จะเพิ่มขึ้น จากการเปิดเสรีภาคเกษตร หากไทยต้องเปิดเสรีภาคเกษตร จะต้องมีกลไกในการชดเชย และกลไกในการบรรเทาผลกระทบ เพราะการเปิดเสรีโดนแน่นอน เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรม เกษตรกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันได้ และแม้ว่าภาคเกษตรอาจมีผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม แต่จํานวนแรงงานคนที่รับผลกระทบต่างกันเยอะมากทำให้การตัดสินใจนี้ยิ่งซับซ้อน

“พิพัฒน์” แนะไทยปรับตัวฝ่าวิกฤติสหรัฐ เปิดเสรีเกษตร-บริการ

“วันนี้ไทยกำลังถูกให้เลือกระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทยและเป็นผู้ซื้อที่ใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก และมีนัยสำคัญในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค และรวมถึงประเทศไทย

นอกจากนี้ในประเด็นเรื่อง transhipment นั้นสหรัฐอาจใช้คำว่า regional value content (RVC) มากกว่า domestic value added มูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศ มีการพูดถึงตัวเลข RVC เช่น 60% คำถามคือ หากสินค้ามี privactive ของจีน หรือส่วนประกอบจากจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง จะนับอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่การสวมสิทธิ์ ที่หมายถึงมูลค่าสินค้า 80-90% มาจากจีนแล้วส่งออกไป แต่สหรัฐอาจบีบให้มีคอนเทนต์จากเมืองจีนน้อยกว่า 50% ซึ่งในหลายอุตสาหกรรม อาจจะทําได้ยากมาก เหล่านี้คือความท้าทายและมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในเมืองไทยค่อนข้างเยอะ

ดังนั้นหากต้องเลือกข้าง คงเลือกไม่ง่าย หรือจะเก็บไว้ทั้งสองประเทศ ทั้งสหรัฐและจีน สหรัฐคงไม่ต้องการเห็นภาพนั้น ซึ่งจีนเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ดังนั้นก็ยืนยันว่าคงไม่สามารถเลือกทั้งสองประเทศได้

ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในปัจจุบันที่แรงกดดันค่อนข้างรุนแรง ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นวิกฤต หรือที่เน้นย้ำว่า Don't waste a good crisis ซึ่งหมายความว่า ควรหาวิธีใช้ประโยชน์จากแรงกดดันเหล่านี้ ทั้งผ่านการปรับโครงสร้าง ต้องมีการเปิดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องหาวิธีชดเชยเยียวยา

อย่างไรก็ตาม มองว่าการชดเชยเยียวยา อาจฟังดูเหมือนเป็นการชดเชยอย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือจะทำอย่างไรเพื่ออัพสกิล (up-skill) คนที่อยู่ในกลุ่มแรงงานนั้นให้มากขึ้น รวมถึงรัฐบาลต้องหาช่องทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น

เพราะการใช้เงินอาจจะไม่ใช่แค่การชดเชยเยียวยาอย่างเดียวแต่ควรเน้นที่การทำอย่างไรให้เราสามารถแข่งขันได้ในระยะยาวเพราะหากเงินหมดลง การเยียวยาอาจทำได้ไม่มากนัก แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

“หากกลับไปตอน WTO ที่เข้ามาบังคับให้มีการเปิดเสรี ซึ่งในเวลานั้นหลายอุตสาหกรรมของไทยก็สามารถแข่งขันได้ แต่รอบนี้ยากกว่า เพราะแทนที่ทุกคนจะเปิดเสรีพร้อมๆ กัน มันกลับกลายเป็น deal based transaction ซึ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ขณะที่อาจไม่มีเวลาเหลือเยอะนักในการคุ้มครองอุตสาหกรรม บนความไม่แน่นอนสูง และยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไปเยียวยากลุ่มไหน เพราะสถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด ดังนั้นเรื่องนี้ท้าทายมาก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...