ปลาตัวนี้ไม่ได้เครื่องประดับ แต่ถูกปรสิตเกาะหัว 2 ข้าง แล้วกินเนื้อเยื่อจากข้างใน
นักวิทยาศาสตร์พบปลาน้ำลึกสุดประหลาด ที่มีความจริงอันน่ากลัวซ่อนอยู่ในภาพที่น่าขนลุกนี้
สถาบันวิจัย Schmidt Ocean ได้เผยแพร่ภาพใหม่ในขณะทำการสำรวจพื้นทะเลและตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพของหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะภูเขาไฟใต้แอนตาร์กติกทั้งหมด 11 เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
จากการดำลึกลงไป 489 เมตร ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็พบกับภาพที่ดูประหลาดตานั่นคือ ปลาแมคโครรูส (Macrourus) เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อเกรนาเดียร์ (grenadiers) หรือหางหนู (rattails) เนื่องจากมันมีหัวขนาดใหญ่และหางเรียวจึงดูคล้ายกับหนู
ปลาน้ำลึกชนิดนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากและอาศัยอยู่ในน้ำเย็นของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและใต้ รวมถึงมหาสมุทรใต้ที่ติดกับน่านน้ำแอนตาร์กติกา ซึ่งสามารถพบได้ที่ระดับความลึก 400 ถึง 3,185 เมตร อย่างไรก็ตามภาพดังกล่าวมีความผิดปกติก็คือ ปลาหางหนูมีสายอะไรบางอย่างติดอยู่ที่ข้างลำตัว
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าสิ่งนั้นคือ ปรสิต ที่มีชื่อว่า Lophoura szidati มันเป็นปรสิตที่พบได้บ่อยที่สุดที่มักจะมาเกาะปลาสายพันธุ์นี้
“โคพีพอด(กลุ่มของปรสิต)เหล่านี้เป็น Mesoparasites (ปรสิตที่ดำรงชีวิตอยู่กึ่งกลางระหว่างปรสิตภายในและภายนอก) ซึ่งหมายความว่าพวกมันบางส่วนอยู่ภายในและบางส่วนอยู่ภายนอก” James Bernot นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติสมิธโซเนียน ซึ่งไม่ได้อยู่ในคณะสำรวจ กล่าว
สิ่งที่น่าขนลุกก็คือ “พวกมันกินเลือดและของเหลวจากปลาที่เป็นโฮสต์ โดยใช้ส่วนปากซึ่งฝังอยู่ในกล้ามเนื้อของปลา” Bernot เสริม หรือก็คือปรสิตสองตัวนี้กำลังกินเนื้อเยื่อของปลาจากข้างใน และปลาที่เป็นเหยื่อก็ไม่มีทางสู้ได้เลย
ปรสิตโคพีพอดหลายชนิดมีหลายระยะในวงจรชีวิตและโดยปกติจะพบกับโฮสต์ในระยะตัวอ่อน โดยจะฝังตัวอยู่ในผิวหนังของโฮสต์และเริ่มกินอาหาร ในช่วงนี้ พวกมันจะเปลี่ยนรูปร่างและพัฒนากล้ามเนื้อยึดไว้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสมอพร้อมกับเติบโต จากนั้นก็พัฒนาถุงไข่ขึ้นมาหลายร้อยฟองแบบในภาพ
"โคพีพอดเป็นแม่ที่ดีของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจนน่าประหลาดใจ" Bernot กล่าว "พวกมันแบกไข่ไว้ในถุงที่ติดอยู่กับตัวจนกว่าไข่จะฟักออกมาเป็นตัวอ่อนนอพลิอุสที่ว่ายน้ำได้ ซึ่งจะลอกคราบผ่านระยะตัวอ่อนหลายระยะและในที่สุดก็จะหาโฮสต์ของตัวเอง"
แต่โชคดีที่มันอยู่ในน้ำลึก ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายกับมนุษย์
ที่มา
https://www.facebook.com/watch/?v=573695022393554
https://www.livescience.com/…/scientists-capture…
Photo: Schmidt Ocean Institute