โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ ‘โต๋นแตร ทินกร’ ผู้จัด ‘ฉันคอยเธอ’ ซีรีส์วายจากช่อง 7 ที่ทำงานด้วยหัวใจ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 19.28 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 08.15 น.

ผ่านมาครึ่งทางแล้วสำหรับ “I Promise I Will Come Back ฉันคอยเธอ” ซีรีส์วายเรื่องแรกที่ออกอากาศทาง “ช่อง 7HD” ที่อ้างอิงมาจากเรื่องราวตำนานความรักอมตะ ของเจ้านางอรัญญาณี ที่ชาวแพร่เคารพนับถือ โดยเป็นผลงานในฐานะผู้จัดซีรีส์เรื่องจัดครั้งแรกของ “โต๋นแตร ทินกร ภูวศักดิวงศ์” ซึ่งตั้งใจทำงานออกมาด้วยหัวใจ หวังว่าจะสร้างรายได้และช่วยให้จังหวัดแพร่เป็นที่รู้จัก รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมในแง่มุมต่าง ๆ

กรุงเทพธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “โต๋นแตร ทินกร” เกี่ยวกับการลงมือคุมซีรีส์เรื่องนี้ในทุกขั้นตอน บทเรียนที่ได้จากการเป็นผู้จัดซีรีส๋ รวมถึภาพรวมของวงการซีรีส์วายไทย

I Promise I Will Come Back ฉันคอยเธอ” เล่าเรื่องของความรักระหว่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกับชายหนุ่มชาวแพร่ แม้จะได้เจอกันในช่วงสั้น ๆ แต่คู่สัญญาว่าสักวันหนึ่งจะต้องได้กลับมาเจอกันอีก โดยมีฉากหลังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ ซึ่งโต๋นแตรเล่าว่ากระแสตอบรับถือว่าดีมาก

“จริง ๆ พอได้มาออกอากาศช่อง 7 เป็นอะไรที่เกินฝันมากแล้ว มีคอมเมนต์จากอินเตอร์แฟน ทั้งจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาตินอเมริกา บราซิล จีน และไต้หวัน มีไวรัลใน TikTok ด้วย ถ้าเต็ม 10 ผมให้ 8.5 เลยด้วยซ้ำ สำหรับซีรีส์วัยกลางคน แถมเป็นเรื่องภาคเหนือที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม” โต๋นแตรกล่าว

เมื่อถามถึงความกดดันในการเป็นซีรีส์วายเรื่องแรกของช่อง 7 เขายอมรับว่า ในตอนแรกกลัวว่าจะทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวังมากกว่า กลัวว่าชิ้นงานอาจไม่เหมาะกับช่อง 7 แต่หลังจากที่คุยกับช่อง ก็พบว่าทั้งคู่มีโจทย์เดียวกัน

“โจทย์ของผมกับช่อง 7 เหมือนกัน เพราะฐานแฟนคลับช่องก็เป็นคนต่างจังหวัด ไม่รู้ซ้ำว่าบอยเลิฟ เกิร์ลเลิฟคืออะไร ตอนที่ผมมาคุยกับช่อง 7 เราก็มองกันเห็นตรงกันว่าเราต้องไปชนะใจคนกลุ่มเดียวกัน ถ้าจะกดดันก็คงกลัวแค่เราจะไม่เหมาะสมกับช่อง เพราะเราเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ แต่ผมก็มั่นใจในชิ้นงาน ผมเลือกสิ่งที่ดีที่สุด คัดเลือกทีมงานมาอย่างดี”

โต๋นแตรเป็นคนหนึ่งที่อยากเป็นนักแสดง และเคยขอแคสต์งานกับผู้ใหญ่หลาย ๆ คน แต่หลาย ๆ ครั้งพอพบว่าอาจจะยังไม่ถึงเวลา และถ้าไม่มีใครให้โอกาส เขาก็จะสร้างโอกาสขึ้นมาเอง

“พอเก็บเงินได้ 3-4 ล้าน ผมจึงรวบรวมเพื่อนพ้องที่มีความฝันเหมือนผมมาทำงานด้วยกัน ซีรีส์นี้จึงเหมือนรวมตัวคนที่ไม่เคยถูกเลือก รวมคนที่ไม่มีโอกาส เช่นเดียวกับจังหวัดแพร่ บ้านเกิดของผม ที่เป็นเมืองรอง เหมือนกับผมที่เป็นรองไม่ได้อยู่ในสายตา ผ่านความผิดหวังมาเยอะมาก ทุกคนในซีรีส์เรื่องนี้จึงใส่สุดมาก ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะอาจทำเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายของพวกเรา

อย่างเซี่ยเอิน และเซี่ยเต๋อก็เหมือนกัน ถึงเขาจะเป็นนักแสดงจากไต้หวัน เล่นบอยเลิฟมาก่อนก็จริง แต่เขาไม่ได้เป็นที่พูดถึงมากนัก เขามามีกระแสจากการโชว์กล้าม โชว์ซิกแพค ทั้งที่พวกเขามีแพชชั่น อยากทำงาน พอติดต่อไปมันเลยง่าย ไม่ว่าผมจะขอให้ทำอะไรเขาพร้อมช่วยหมด เพราะเรามีฝันเหมือนกัน”

คำว่า “ใส่สุด” ตามความหมายของโต๋นแตรคือ ในซีรีส์เรื่องนี้ก็เหมือนงานศิลปะ ที่เขาจะมีการซ่อน Easter Egg เล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทไต้หวันก็จะให้ตัวละครหันหน้าไปทางจังหวัดแพร่ หรือตัวเลขที่ปรากฏในเรื่องล้วนมีความหมายซ่อนไว้ทั้งหมด เช่น เลข 15 ก็มาจากผลรวมของตัวเลขระยะทางจากแพร่ถึงไต้หวัน 2,238 ก.ม. (2+2+3+8 = 15) นอกจากนี้เมื่อนำ 1+5 ก็จะได้ 6 ซึ่งเป็นตัวเลขมงคลของชาวไต้หวัน

อีกทั้งซีรีส์เรื่องนี้ ยังถือว่าเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ของจังหวัดแพร่ ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเผยแพร่เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของจังหวัด ในเรื่องจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “ถ้ำผานางคอย” เปลือยเปล่า ไม่มีเครื่องสักการะและผ้าสามสีมาพันที่หินงอกหินย้อยของเจ้านางอรัญญาณี เหมือนตอนที่เจอถ้ำครั้งแรก

“ปรกติแล้วจะไม่มีใครมาแตะต้อง แต่ผมอยากได้ซีนนี้ ผมไปขอผู้ใหญ่ในจังหวัดทุกคนก็ตกลง แต่ให้ผมไปขอเจ้านางเอง แล้วก็เชิญหมอผีมาเป็นสื่อกลาง ถ้าเจ้านางอนุญาตก็จะให้ไม้ยาวขึ้น ทุกคนในนั้นเห็นเหมือนกันหมดว่าไม้ยาวขึ้นจริง แสดงว่าเจ้านางอนุญาตแล้ว ผมก็ขึ้นไปเอาผ้าออกเองกับมือ ผมอยากให้ภาพที่สวยงามนี้ได้ออกไปสู่สายตาคนทั่วโลก พอถ่ายเสร็จผมกลับไปพันผ้า ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม” โต๋นแตรกล่าวด้วยความภูมิใจ

ถ้ำผานางคอย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่จังหวัดแพร่

แต่เนื่องด้วยเป็นซีรีส์วายที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย โต๋นแตรจึงต้องอธิบายให้คนในจังหวัดเข้าใจว่าซีรีส์เรื่องนี้ต้องการจะสื่อสารอะไร “ถ้าเราอยากให้จังหวัดของเราเป็นที่รู้จัก เราต้องเล่นกับกระแส แต่ทุกคนต้องยอมเปิดใจให้กับสิ่งที่ผมจะทำ นอกจากจะใส่วัฒนธรรมและสถานที่ที่สวยงามของจังหวัดเราแล้ว มันต้องมีความอิโรติกเข้าไปด้วย ผู้ใหญ่ก็สนับสนุนเต็มที่”

ซีรีส์วายถือเป็นอีกหนึ่ง “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่ช่วยให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และโต๋นแตรก็ไม่พลาดโอกาสนี้ที่จะช่วยให้ชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น

“ผมหวังว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ผมเอาเสื้อม่อฮ่อมมาดีไซน์ใหม่ทั้งหมดรวมถึงเอาเสื้อผ้าคอลเล็กชันที่ขายไม่ได้มาใช้ด้วยเพื่อมาใส่ในซีรีส์ เหมือนกับน้ำพริกน้ำย้อยของดีของแพร่ที่ผมเอามาใส่ในเรื่อง แล้วก็มีตุ๊กตาไม้ที่ผมก็ยกลิขสิทธิ์ให้แก่วิสาหกิจชุมชนผลิตออกมาจำหน่าย เผื่อวันหนึ่งคนดูซีรีส์ของเราแล้วอยากไปตามซื้อ อยากไปตามรอยก็จะได้ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน”

ขณะเดียวกัน ก็ยังสอดแทรกสถานที่และวัฒนธรรมสำคัญของไต้หวัน เช่น ชานมไข่มุก ตึกไทเป 101 รวมถึงภาษาเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาในซีรีส์ด้วย เพื่อหวังกระตุ้นให้ชาวไต้หวันหันมาดูซีรีส์เพิ่มมากขึ้น

“เวลาเราเห็นประเทศเราไปอยู่ในคอนเทนต์ของต่างชาติเรายังอยากสนับสนุน ประเทศเขาก็เช่นกัน มีสถานที่มีภาษาของเขาในงานของเรา ยังไงเขาก็เทใจให้เราไม่มากก็น้อย”

นอกจากนี้โต๋นแตรยังทำนิยายของซีรีส์เรื่องนี้ พร้อมแปลไปอีก 5 ภาษา โดยรายได้ 50% จากยอดขายจะนำไปมอบให้แก่จังหวัดแพร่เพื่อเอาไปพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมบูรณะถ้ำผานายคอยและศาลหลักเมือง ถ้าหากซีรีส์ได้รับความนิยมขึ้นมาจะได้รองรับนักท่องเที่ยวได้

ไม่เพียงแต่ซีรีส์วายจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ แต่ในมุมมองของโต๋นแตรยังมองว่า ซีรีส์วายสามารถช่วยให้คนเข้าใจหรือว่าเปิดรับ LGBTQ+ มากขึ้น ดังนั้นในซีรีส์เรื่องนี้จึงสอดแทรกไดอะล็อกต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เกิดการยอมรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ

“ตัวละครของผมก็ไม่เปิดเผยตัวตนเพราะกลัวที่บ้านจะผิดหวัง แต่ก็จะมีบทที่คนในครอบครัวปลอบว่า ไม่เป็นไร ทำไมต้องกลัวผิดหวังในเมื่อก็ช่วยพ่อแม่ตลอด เป็นที่รักของคนในหมู่บ้าน และจะทำให้คนอื่นผิดหวังได้ยังไง เราใส่บทแบบนี้เข้าไปเพื่อให้คนดูที่อาจจะยังไม่เข้าใจได้เห็นว่ามันไม่ได้ผิดอะไร ถ้าจะชอบคนเพศเดียวกัน ยิ่งได้ออกอากาศช่อง 7 ผมว่าซีรีส์เรื่องนี้น่าจะช่วยให้คนเปิดใจมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยถ้าประตูบานนั้นของเขาปิดอยู่ มันน่าจะแง้มออกมาบ้าง”

โต๋นแตรทำงานทุกอย่างอย่างมีระบบ เริ่มต้นจากการคัดเลือกนักแสดง ที่เปิดแคสติ้งครั้งแรกในจังหวัดแพร่ โดยคัดจาก 300 คน ให้เหลือประมาณร้อยกว่าคน เพื่อเข้าไปเรียนการแสดงแบบเข้มข้น ก่อนจะคัดให้เหลือนักแสดงที่เหมาะสมกับแต่ละบท

“ที่ต้องทำแบบนี้ เพราะเรามีนักแสดงมืออาชีพมาเล่นด้วยทั้งพี่ต่าย เพ็ญพักตร์ หรือ พี่สา ววรรณษา ไหนจะทีมจากไต้หวัน ผมกลัวว่าน้อง ๆ อาจจะทำให้พี่ ๆ เสียเวลา”

เมื่อไม่สามารถให้ทุกคนได้เล่น โต๋นแตรก็หาวิธีให้เด็ก ๆ ยังได้ทำตามความฝันต่อไป “ผมก็พยายามปลอบประโลมเหมือนที่ผมเคยได้รับมา โดยให้เด็ก ๆ ยังสามารถทำความฝันต่อไปได้ คนไหนที่อยากลองทำเบื้องหลังผมก็ให้มาทำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแต่งหน้าหรือเสื้อผ้า เขาจะได้เอาประสบการณ์ตรงนี้ไปใส่เป็นพอร์ตเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยต่อได้”

การก้าวมาเป็นผู้จัดซีรีส์ไม่ใช่เรื่องง่าย และได้สอนบทเรียนให้โต๋นแตรมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการเงิน

“เรามีความฝันอย่างเดียวไม่ได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงเราต้องมีเงินด้วย ผมมีความสุขได้ทำตามฝันแต่มันก็ต้องแลกมากับการที่ผมไม่ได้นอนเลย ผมไม่สามารถไปทำงานอื่นได้ ผมต้องทุ่มให้กับซีรีส์เรื่องนี้ทั้งหมด ทั้งเวลาและทั้งเงิน เมื่อก่อนผมมีร้านก๋วยก๋วยประมาณ 10 สาขา ผมทยอยปิดไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ผมเหลือแค่สาขาเดียวแล้ว

ผมต้องวางแผนให้ดีกว่านี้ ตอนนี้ความฝันเริ่มไม่สนุกแล้ว เริ่มกัดกินคนรอบข้าง ปรกติซีรีส์งบมันประมาณ 5-7 ล้าน แต่ด้วยงบประมาณที่ผมมีจำกัด ผมพยายามคุมงบไม่ให้เกิน 4 ล้าน ที่จริงผมแบ่งเงินไว้เผื่อฉุกเฉินแล้วก็ตาม ผมพลาดเองด้วย อาจไม่รอบคอบว่าทุกอย่างที่ทำมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเฉพาะการไปถ่ายที่ไต้หวัน

ตอนนี้อะไรที่ผมเซฟได้ผมก็เซฟหมดเลย อาหารกองผมก็มาจากร้านตัวเอง หรือเวลาออกงานอีเวนต์ ผมจะอยู่เป็นคนสุดท้าย คอยเคลียร์สถานที่ เพราะเราไม่ได้จ้างแม่บ้านมาทำ แต่พอมันเริ่มกินระยะเวลามายาวนาน เงินผมน้อยลงเรื่อย ๆ ผมเคยเหลือเงินอยู่ 200 บาททั้งตัว บางทีผมร้องไห้กับตัวเอง แบบผมไม่ไหวแล้วนะ แต่ทั้งหมดนี้คือบทเรียนที่ผมได้รับ ได้เจอมิตรภาพดี ๆ ได้เห็นความจริงใจของเพื่อน ๆ ผมเลยรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนดีแล้ว ยิ่งพอผลงานออกมามันก็คุ้ม หายเหนื่อยเลย”

เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับแฟนคลับมากขึ้น โต๋นแตรจึงจัดงานปิดโรงภาพยนตร์ชมซีรีส์กับแฟนคลับ ในตอนแรก ตอนที่ 5 และตอนจบของซีรีส์ ซึ่งทั้ง 3 งานไม่มีการขายบัตร เป็นงานให้ได้เข้าฟรี เนื่องจากเขาอยากให้แฟนคลับต้องเสียเงิน

“ผมไม่อยากได้เงินจากแฟนคลับ ผมแค่รู้สึกว่าผมมีความสุข เวลาที่แค่เค้ามาซัพพอร์ต แล้วตามเราไปในทุกทุกที่เรา แค่นี้ก็ดีกับเรามากแล้ว เปลี่ยนเป็นไปบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือ การก่อสร้างโรงพยาบาลราชวิถี ร่วมกับช่อง 7 ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เราตอบแทนช่อง 7 ด้วย ถือว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ทําแล้วผมมีความสุข อาจจะไม่ได้เป็นเม็ดเงิน แต่ผมคิดว่าหลังจากนี้ก็น่าจะมีโอกาสดี ๆ เข้ามา”

ซีรีส์วายมีมาเกือบ 10 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่มีซีรีส์วายเรื่องแรก และจนถึงตอนนี้ยังคงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ มีฐานแฟนคลับจากทั่วโลก ซึ่งโต๋นแตรเชื่อว่าซีรีส์วายไทยจะยังสามารถโตขึ้นได้อีก ตราบใดที่โลกใบนี้ยังมีความรักของ LGBTQ+ อยู่ แม้ว่าในตอนนี้จะออกมาเดือนละหลายสิบเรื่องแล้วก็ตาม เขาหวังว่าซีรีส์ของเขาจะช่วยให้ผู้ชมเข้าใจผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมากยิ่งขึ้น และก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่มีความฝันกล้าลุกขึ้นมาลงมือทำ

“ถ้างานชิ้นนี้เป็นโมเดลที่น่าสนใจ ผมหวังว่าจะมีคนแบบผมอีกสัก 70 คน มาเห็นแล้วคิดว่า พี่เขายังทำได้ เราก็ต้องทำได้บ้าง เพราะผมเชื่อว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...