ทำอย่างไร…รู้ไว้เผื่อเจอ ‘เงินสด’ ปริศนาก้อนโต
การพบเห็นเงินตกหล่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เงินจำนวนมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องปกติ นำมาสู่ข้อสงสัย หากคนทั่วไปบังเอิญพบเงินสดปริศนาควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย และเงินนั้นถูกส่งคืนเจ้าของที่แท้จริง
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ไขข้อสงสัยหากพบเงินปริศนาที่ไม่ปรากฏเจ้าของ กับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระบุ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1323 เมื่อเก็บทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
ทั้งนี้ ต้องรักษาทรัพย์สินไว้ด้วยความระมัดระวังอันสมควรจนกว่าจะส่งมอบ อย่างไรก็ตาม หากตามหาเจ้าของได้ มีสิทธิได้รับเงินรางวัลจากเจ้าของได้ตามกฎหมาย และหากไม่สามารถหาเจ้าของได้ภายใน 1 ปี “ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นของผู้เก็บได้”
กลับกันหากเก็บทรัพย์สินผู้อื่นได้แล้วไม่ทำตามขั้นตอน อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (แล้วแต่กรณี) ได้แก่ 1.ลักทรัพย์ ตาม มาตรา 334 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท 2.ยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 352 วรรค 2 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณี “ไม่มี” เจ้าของมาแสดงตน (หรือพิสูจน์ที่มาไม่ได้) ตำรวจสามารถยึดทรัพย์สินนั้นไว้ตรวจสอบ เพื่อให้ทราบถึงที่มาและความเกี่ยวข้องกับคดีอาญา กรณีนี้ยังไม่เข้าข่ายเป็น “ของกลาง” ในคดีอาญา อาจเรียกเป็นของกลางอย่างอื่นที่ตำรวจยึดไว้เพื่อตรวจสอบ ซึ่งหากเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน จะส่งเรื่องให้
ส่วนวิธีขอทรัพย์สินคืน “ผู้มีสิทธิขอคืน” ต้องคืนให้ “เจ้าของแท้จริง” ที่ไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด และ “เจ้าของแท้จริง” ยื่นคำร้องขอคืนต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ขณะหลักการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของจนสิ้นสงสัย และได้เงินคืน ปปง. ระบุ ผู้อ้างเป็นเจ้าของต้องพิสูจน์ที่มา ประกอบด้วย เส้นทางการเงินและการทำธุรกรรม เช่น ใบถอน หลักฐานการโอน สายรัดธนบัตร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานการประกอบอาชีพ การเสียภาษี
ปปง. ระบุ เคยมีกรณีพบเงินสดหลายล้านบาทโดยไม่พบผู้แสดงตัว หรืออ้างเป็นเจ้าของในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย และมีการรายงานมาที่ ปปง. ซึ่งตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดยาเสพติด ศาลแพ่งมีคำสั่งถึงที่สุดให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน
สำหรับประเภทของกลางมี 2 แบบ 1.ของกลางในคดีอาญา ได้แก่ ที่เกี่ยวข้องต้องจัดการทางคดีอาญา เช่น ของที่บุคคลมีไว้ หรือใช้เป็นความผิด หรือเป็นของที่ใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิด 2.ของกลางอย่างอื่น คือ ของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะของกลางในคดีอาญา เช่น ของที่เก็บตก หล่น หลุด ลอย ไหลได้ เป็นต้น
โดยของกลางที่ศาลสั่งริบได้ 1.ทรัพย์สินที่เป็นความผิด สั่งริบได้แต่ไม่สามารถขอคืนได้ คือ ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิด เช่น ยาเสพติด ปืนเถื่อน ธนบัตรปลอม
2.ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ใช้ดุลพินิจสั่งริบแต่สามารถขอคืนได้ คือ ทรัพย์สินที่ใช้หรือตั้งใจใช้ทำความผิดโดยตรง เช่น อาวุธ (ปืนที่ใช้ยิง มีดที่ใช้แทง) ยานพาหนะ น้ำมันที่เตรียมไว้จะวางเพลิง, ทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้ทำความผิดโดยตรง เช่น ไม้เถื่อน แร่เถื่อน ทองที่ได้จากลักทรัพย์ เงินที่ได้จากการวิ่งราว
ส่วนทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริตของเจ้าพนักงาน สั่งริบแต่สามารถขอคืนได้ (สินบน เงินใต้โต๊ะ เงินแป๊ะเจี๊ยะ) ได้แก่ 1.ทรัพย์สินที่มอบให้เป็นการตอบแทน/จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด/เทศบาล โดยวิธีทุจริต/ผิดกฎหมาย/อิทธิพลให้ทำหรือไม่ทำหน้าที่
2.ทรัพย์สินมอบให้เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานฯ ให้ทำหรือไม่ทำ หรือประวิงการกระทำ 3.ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานฯ เรียกรับ ยอมจะรับ เพื่อทำหรือไม่ทำการอย่างใดในตำแหน่งทั้งชอบและไม่ชอบ 4.ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานเรียก รับ ยอมจะรับ ก่อนได้รับแต่งตั้ง
5.ทรัพย์สินที่ตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี/พนักงานสอบสวนได้รับ เพื่อทำหรือไม่ทำ หรือประวิงการกระทำที่ไม่ชอบ 6.ทรัพย์สินที่ตุลาการฯ เรียก รับ ยอมจะรับ เพื่อทำหรือไม่ทำการอย่างใดในตำแหน่งทั้งที่ชอบหรือไม่ชอบ 7.ทรัพย์สินที่ตุลาการฯ เรียก รับ ยอมจะรับก่อนได้รับแต่งตั้ง
ส่วนทรัพย์ที่ได้จากการจูงใจให้ทำความผิด ศาลสั่งริบ แต่สามารถขอคืนได้ คือ ทรัพย์สินที่มอบให้เพื่อจูงใจ/เป็นรางวัลให้บุคคลทำความผิด.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน