โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนเป็นหนี้ อาจไม่ได้โลภ แต่เพราะถูกโลกบีบบังคับ

The Momentum

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 15.00 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • THE MOMENTUM

หากกล่าวถึงในแง่วิชาการทางกฎหมาย ‘หนี้’ ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีการกำหนดตั้งแต่บ่อเกิดแห่งหนี้ ผลแห่งหนี้ การชำระหนี้ และหนทางการระงับหนี้ โดยที่การศึกษากฎหมายก็จะมักชักชวนให้นักนิติศาสตร์ หมกมุ่นอยู่กับการพิจารณาการกระทำของผู้เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้บนตรรกะของกฎหมายที่หนีไม่พ้นการตัดสินความถูกผิดตามข้อเท็จจริงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ การศึกษากฎหมายจึงไม่ได้ให้ความสนใจชำเลืองมองไปที่เหตุปัจจัยล้อมรอบที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้บุคคลต้องกลายเป็นลูกหนี้ จนอาจเป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่ที่กฎหมายไม่สามารถครอบคลุมถึง นำไปสู่การเกิดหนี้ที่ไม่เป็นธรรม หนี้ภายใต้ข้อสัญญาที่บกพร่องหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่าทางเศรษฐกิจ

บทความชิ้นนี้ จะเป็นการลองนำพาการศึกษาวิเคราะห์กฎหมายหนี้ให้นอกเหนือบริบทระบบกฎหมายที่เป็นทางการ แต่จะเป็นการพิจารณาปัจจัยที่แฝงอยู่ล้อมรอบการกระบวนการก่อหนี้ของปัจเจกบุคคลว่ามีอยู่อย่างไรบ้าง เพื่อสะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบกฎหมายที่ยังไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ผลักให้บุคคลตกอยู่ในภาวะหนี้สิน โดยเฉพาะในกรณีที่หนี้มิได้เกิดจากการเลือกโดยเสรี หรือเสรีภาพแห่งการทำสัญญา (Freedom of Contract) แต่เป็นผลผลิตทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาส

หนี้ในกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจ

หนี้ย่อมเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ถูกกระตุ้นจากระบอบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) ที่แฝงฝัง (Embeddedness) ในระบบความสัมพันธ์ทางสังคม ตามความคิด คาร์ล โปลานยี (Karl Polanyi)1นักสังคมวิทยาเศรษฐศาสตร์ที่มีผลงานสร้างชื่อคือ ‘The Great Transformation’ ความคิดดังกล่าวได้พูดถึง เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ถูกกำกับควบคุมจากปรากฏการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรมและกิจกรรมต่างๆ ของผู้คนในสังคมโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างการสร้างหนี้หรือการกู้หนี้ยืมสินกันของปัจเจกบุคคลก็มาจากเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่ดำรงอยู่แวดล้อมชีวิตของมนุษย์

สังคมที่ระบบตลาดฝังรากลึกลงในระบบความสัมพันธ์ทางสังคม เงินที่เคยเป็นเพียงสื่อกลางการแลกเปลี่ยนหรือเครื่องวัดมูลค่าสินค้าและบริการ ก็ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า นายทุนหรือผู้ที่สามารถครอบครองเงินตราได้จำนวนมากเงินตราถูกทำมาปล่อยกู้ เพื่อให้เจ้าของเงินแสวงหากำไรจากอัตราดอกเบี้ย และเวียนกลับมาเป็นเงินในมือของนายทุนที่เพิ่มขึ้นผ่านกระบวนการชำระหนี้ ทั้งในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติชำระหนี้ ยังสามารถบังคับเอาทรัพย์สินของลูกหนี้มาแทนได้ด้วย

ขณะเดียวกันระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ที่เน้นตลาดเหนือรัฐ ลดกฎเกณฑ์กำกับที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายทุน ลดงบประมาณภาครัฐในการส่งเสริมสวัสดิการสังคม และแปรรูปกิจการรัฐและบริการสาธารณะให้เป็นของเอกชน ในงานของ อดินันท์ พรหมพันธ์ใจ2สะท้อนให้เห็นว่า เสรีนิยมใหม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาคทางเศรษฐกิจในสังคม รัฐที่เปิดรับนโยบายเศรษฐกิจดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับระบบทุนนิยมที่แผ่ขยายอำนาจและอิทธิพลไปทั่วโลก ซึ่งมีศูนย์กลางคือสหรัฐอเมริกา โดยรัฐมักมุ่งพัฒนาที่เพ่งเล็งเฉพาะการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจ เร่งรัดให้เกิดการไหลบ่าของทุนอย่างเสรี แต่กลับไม่ใส่ใจโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมกับกระตุ้นการบริโภคที่ไม่มีเหตุผล สร้างระบบเศรษฐกิจผ่านภาคการเงินด้วยผลตอบแทนจากการเก็งกำไร ซึ่งได้นำพาให้หลาย ๆ ประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ที่เปราะบางและอ่อนไหวง่าย

ระบบเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบต่อชีวิตในทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคลอย่างลึกซึ้ง ปฐมพงศ์ มโนหาญ3และอรรถจักร สัตยานุรักษ์4ได้พูดถึง สังคมของคนระดับรากหญ้าหรือในชนบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสลับซับซ้อนในทุกมิติภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการเผชิญหน้ากับสภาวะตึงเครียดภายใต้ผลกระทบความเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ย่อมผลักดันให้ปัจเจกบุคคลต้องต่อสู้เพื่อการขยับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีการต่อสู้ที่สำคัญก็คือ การลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎรผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

ด้านปฐมพงศ์กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของสังคมชนบทที่เริ่มจากยุคเศรษฐกิจชาวนา สู่การทำงานนอกภาคเกษตร ซึ่งส่งผลต่อระบบความสัมพันธ์ในสังคม จากเดิมที่อยู่ภายใต้การกำกับโดยจารีตของสังคมชาวนา เริ่มเกิดนายทุนอุปถัมภ์ และมีเครือข่ายการเงินนอกระบบของชาวบ้านที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ

อีกทั้งงานศึกษาของ อานุภาพ นุ่นสง5ที่ได้นำเสนอเพิ่มเติมว่า การขยายตัวของการปลูกพืชพาณิชย์เพื่อการอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ทำให้บางพื้นที่กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าขนาดใหญ่ เกษตรกรในฐานะปัจเจกบุคคลย่อมถูกบีบบังคับให้ต้องปรับตัว เสริมสร้างประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพให้ตนเองไปถูกตัดขาดจากตลาด6จึงตามมาด้วยกระบวนการสร้างหนี้ เช่น กรณีการก่อสร้างเส้นทางเส้นหลักตัดเข้าสู่ไร่ข้าวโพด ทำให้สามารถขนส่งผลผลิตจากไร่ออกสู่ถนนใหญ่ได้สะดวก ชาวบ้านจึงซื้อรถ ทั้งรถกระบะและรถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้ทุ่นแรงในการขนส่งข้าวโพดออกจากไร่ รถยนต์เหล่านี้นอกจากทำหน้าที่ลำเลียงผลผลิตแล้วยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการเดินทางแก่ชาวบ้านให้เชื่อมต่อกับโลก ภายนอกได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายดายอีกด้วย

หนี้ ภายใต้แรงบีบบังคับ การเอาชีวิตรอด

การพิจารณาการเกิดขึ้นของหนี้ที่มิใช่เพียงการกู้ยืมมาเพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน หรือการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวของลูกหนี้ ในงานเรื่องปรัชญาว่าด้วยหนี้ (Philosophy of Debt)7ของ อเล็กซานเดอร์ ดักลาส (Alexander Douglas) ช่วยให้เข้าใจได้ว่า หนี้อาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะด้อยทางสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเอาชีวิตรอด ณ ช่วงเวลาวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เช่น สงคราม ภัยแล้ง โรคระบาด ฯลฯ ดักลาส มองย้อนไปว่า ‘หนี้’ ในยุคโบราณ เมื่อสังคมเผชิญกับช่วงวิกฤตดังกล่าว ลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรจำเป็นต้องหวังพึ่งพาการกู้ยืมเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยสุดโหด สะท้อนภาพของการขูดรีดคนจนด้วยการบีบบังคับให้พวกเขาต้องกู้ยืมเงิน เพื่อความอยู่รอด จนนำพาไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน การขายสมาชิกครอบครัวให้ตกเป็นทาสรูปแบบต่างๆ ของเจ้าของเงิน เพราะการชำระหนี้เต็มจำนวนเป็นเรื่องที่อยู่บนภาระผูกพันทางศีลธรรมอย่างหนึ่ง

ข้ามมายังห้วงเวลาปัจจุบัน การปล่อยกู้กินดอกเบี้ย ด้านหนึ่งอาจเป็นกรณีที่ผู้มีเงินทุนหนานำเงินออมที่ไม่ได้ใช้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์โดยผู้อื่นไม่ให้เงินจมอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งความเลวร้ายก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน จากกรณีที่คนรวยปล่อยเงินให้คนจนกู้ยืม โดยที่รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะจนลงกว่าเดิม เพราะไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถูกยึดทรัพย์สิน ฯลฯ แต่ทว่าสุดท้าย สำหรับผู้ที่ยากจนข้นแค้นไม่มีทางเลือกอาจต้องยอมรับเงื่อนไขในข้อสัญญาเงินกู้ด้วยความสิ้นหวัง

การต่อสู้เอาตัวรอดในภาวะที่มนุษย์ต้องพึ่งพาตนเองและบนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจย่อมเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการสร้างหนี้ งานของ สจวร์ต รัทเทอร์ฟอร์ด(Stuart Rutherford)8 ที่ส่วนหนึ่งของงานเสนอว่า กระบวนการสร้างหนี้ของปัจเจกบุคคลที่ไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการใช้บริการ ‘การออม’ โดยเรียกว่าเป็น การออมแบบผ่อนส่ง (Saving Down)9หรือการออมเงินล่วงหน้าโดยใช้เงินออมในอนาคตเป็นหลักประกัน ซึ่งเกิดจากความต้องการเงินก้อนบนความจำเป็น 3 เรื่อง ได้แก่10หนึ่ง เหตุการณ์ตามวงจรชีวิต เช่น การแต่งงานที่ต้องมีสินสอด ค่าใช้จ่ายในการคลอดลูก ส่งเสียลูก ๆ เข้าเรียน งานเลี้ยงฉลองปีใหม่ ฯลฯ11สอง เหตุฉุกเฉิน เช่น กรณีเจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ หรือสภาวะวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม อุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ ที่ทำให้คนจำเป็นต้องใช้เงินสดมากกว่าเงินที่มีปกติในครัวเรือน และสาม การสร้างโอกาส ยกระดับสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เงินก้อนยังจำเป็นสำหรับการลงทุน ริเริ่มธุรกิจ ซื้อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้

ในงานรัทเทอร์ฟอร์ดเสนอข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนจนบางคนชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลถ้าเขาสามารถจ่ายสินบนเพื่อให้ได้งานประจำ หรือจ่ายให้ใครสักคนได้ย้ายเข้าไปในเมือง หรือไปต่างประเทศเพื่อทำงานหารายได้ ส่งลูกเรียนระดับสูงให้มีหน้าที่การงานที่ดี ก็เป็นอีกหนทางในการทำให้สถานภาพดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

หนี้กับการสร้างตัวตน

การก่อหนี้สิน อาจเกี่ยวข้องกับกรณีการสร้างตัวตนของปัจเจกบุคคล กล่าวคือ หนี้ยังเป็นประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่ถูกใช้เพื่อประกอบการตัดสินในการกระทำต่าง ในชีวิตประจำวัน การสร้างตัวตน การสร้างอัตลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับในสังคม ตลอดจากการแสวงหาความสุขจากการบรรลุเป้าหมายในชีวิตที่สังคมโดยรอบมีส่วนในการปลุกเร้าอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างสำคัญปรากฏในงานศึกษาของ รอนนี โคเฮน (Ronnie Cohen) และแชนนอน โอไบรน์ (Shannon O'Byrne)12ที่ศึกษาให้เห็นถึงประเด็นอิทธิพลหรือปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อ อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนอเมริกัน ในการตัดสินใจเข้าทำสัญญาเงินกู้เพื่อซื้อบ้านที่ดิน ก่อนเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime crisis)13งานศึกษานี้ได้อ้างถึงกระแส ‘American Dream’ ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของอเมริกันชนกับความฝันในการมีบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การได้รับประโยชน์จากสวัสดิการต่างๆ การเป็นที่ยอมรับ การมีชีวิตที่ดีขึ้น การเป็นพลเมืองอเมริกันที่สมบูรณ์แบบ14แต่อีกด้านหนึ่ง อารมณ์ความรู้สึกก็ส่งกระทบต่อเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง การเข้าทำสัญญามีปัญหาที่ถูกมองข้ามโดยเฉพาะเรื่องความสมมาตรของข้อมูล กล่าวคือ ข้อมูลระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้นั้นต่างกัน ธนาคารผู้ให้กู้ ก็พยายามปล่อยสินเชื่อให้ได้มากที่สุด เพื่อหวังว่าจะได้เก็บดอกเบี้ยได้15

ขณะที่กฎหมายสัญญากลับไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปจัดการกับการทำสัญญาที่ถูกยอมรับว่า เป็นไปตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญาของปัจเจกบุคคลได้ และโดยทั่วไป พัฒนาการของระบบกฎหมายจะพยายามปลดเปลื้องให้กฎหมายปลอดจากสิ่งที่อยู่บนฐานอารมณ์ความรู้สึก แต่ต้องเป็นไปตามหลักการและเหตุผลเท่านั้น กฎหมายจะไม่สนใจ และพร้อมจะลงโทษทันทีสำหรับบุคคลที่กระทำการใดๆ แบบไม่มีเหตุผล ไม่ยั้งคิด16ดังนั้น ด้วยกฎหมายสัญญาที่เป็นอยู่ การกู้ยืมเงินที่ไม่มีการปฏิบัติตามสัญญา ชดใช้คืนภายหลัง จึงเป็นสิ่งที่สมควรแก่การถูกลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นการถูกยึดทรัพย์สินบังคับขายทอดตลาด เสียประวัติการเป็นลูกหนี้ที่ดีเป็นต้น

นอกจากนี้ในบริบทของระบบทุนนิยมยุคใหม่ ความปรารถนาในการขยับฐานะทางสังคมได้กลายมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้บุคคลเข้าสู่กระบวนการก่อหนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานศึกษาของ Christoph Sorg ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้โครงสร้างของ ‘เศรษฐกิจแห่งหนี้’ (Debt Economy) ปัจเจกบุคคลถูกกระตุ้นให้ ‘ลงทุนในตนเอง’ ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเพื่อการศึกษา ประกอบอาชีพ หรือแม้แต่สร้างภาพลักษณ์ เพื่อยกระดับตนเองให้เป็นทุนมนุษย์ (Buman Capital) ที่มีศักยภาพในการแข่งขันและไต่เต้าสถานะในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่17

กระบวนการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่ดำรงอยู่ภายใต้กรอบคิดที่ทำให้ ‘หนี้’ กลายเป็นทั้งเครื่องมือและหลักฐานแห่งความมุ่งมั่นในตนเอง กล่าวคือ การกู้ยืมเงินถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการเสี่ยงที่ ‘จำเป็น’ เพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคล และในขณะเดียวกัน ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการบริหารหนี้ยังถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดศักยภาพ ความรับผิดชอบ และคุณค่าของบุคคลในสายตาระบบ18Sorg ให้ข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจแบบนี้ไม่ได้เพียงส่งเสริมความทะเยอทะยานของบุคคลเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงทางโครงสร้าง กล่าวคือ แม้หนี้จะดูเป็นการลงทุนในอนาคต แต่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือของการควบคุม กีดกัน และสร้างความไม่เท่าเทียมทางสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีทรัพยากรจำกัดซึ่งต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยสูง ความไม่มั่นคงทางรายได้ และการขาดหลักประกันทางสังคม19

ดังนั้นความต้องการในการขยับสถานะทางสังคมจึงไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายส่วนบุคคล แต่ยังเป็นกลไกที่ระบบเศรษฐกิจร่วมสมัยใช้ในการผลักให้ผู้คนเข้าสู่หนี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องการการวิเคราะห์อย่างวิพากษ์และเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจและอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลัง

บทสรุป

การศึกษาว่าด้วย ‘หนี้’ ในบทความนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการทำความเข้าใจหนี้เฉพาะในกรอบกฎหมายที่เป็นทางการ ซึ่งมักพิจารณาบนฐานของความสมัครใจ เสรีภาพในการทำสัญญา และหลักการรับผิดส่วนบุคคล โดยละเลยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ผลักให้บุคคลกลายเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ฝังรากลึกในสังคม วัฒนธรรมบริโภคนิยมที่เร้าแรงปรารถนาในการขยับสถานะ หรือภาวะการดำรงชีวิตที่เปราะบางในบริบทที่ขาดระบบสวัสดิการ

จากการทบทวนแนวคิดของ Polanyi, Douglas, Rutherford รวมถึงการวิเคราะห์จากงานของ Christoph Sorg บทความนี้สะท้อนว่า หนี้มิใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่สัมพันธ์กับอำนาจ ความไม่เท่าเทียม และการต่อสู้เพื่ออยู่รอดในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ความปรารถนาในการพัฒนาตนเอง การมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือแม้แต่การแสดงตนให้เป็นที่ยอมรับ ล้วนถูกกลไกของตลาดแปลงเป็นภาระหนี้ที่บุคคลต้องแบกรับโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นหากจะสร้างความเข้าใจที่ครอบคลุมและเท่าทันต่อปรากฏการณ์ ‘หนี้’ อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องเคลื่อนออกจากกรอบความเข้าใจแบบนิติศาสตร์ดั้งเดิม และเปิดรับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่ตระหนักถึงบริบททางโครงสร้าง อารมณ์ความรู้สึก และพลวัตทางอำนาจ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการก่อหนี้ในโลกปัจจุบัน

อ้างอิง

1 คาร์ล โปลานยี, เมื่อโลกพลิกผัน : การปฏิวัติอุตสาหกรรม จุดกำเนิดการเมืองและเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน, แปลโดย ภัควดี
วีระภาสพงษ์, (นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, 2559)

2 1996), วารสารสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, 43(2) กรกฎาคม – ธันวาคม 2556, 124 – 156.

3 ปฐมพงศ์ มโนหาญ, การเมืองเรื่องการเลือกตั้งบนวิถีความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบท (ปี พ.ศ.2520 - 2554): กรณีศึกษา ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2555).

4 สัตยานุรักษ์ อรรถจักร์, “ความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็น “เมือง” ของสังคมชนบท : กระบวนการเคลื่อนไปสู่ ‘ประชาธิปไตย’”, วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, 6(2) (ธันวาคม 22, 2014), 93 –120.

5 อานุภาพ นุ่นสง, ความเปลี่ยนแปลงในชนบทภาคเหนือ : ศึกษาการจัดการสมบัติชุมชนของ “ชุมชน” และ “หย่อมบ้าน” อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2500 – 2550 (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2555).

6 สัตยานุรักษ์ อรรถจักร์, เรื่องเดียวกัน, 114.

7 Alexander X. Douglas, The Philosophy of Debt, (London: Routledge, 2016)

8 สจวร์ต รัทเทอร์ฟอร์ด, การเงินคนจน, แปลโดยสฤนี อาชวานันทกุล, (ซอลท์ พับลิชชิ่ง: กรุงเทพฯ, 2563).

9 เรื่องเดียวกัน, 45 – 46.

10 เรื่องเดียวกัน, 27.

11 เรื่องเดียวกัน, 28.

12 Cohen, R., & O'Byrne, S., Burning down the house: law, emotion, and the subprime mortgage crisis. Real Property, Trust and Estate Law Journal, 45(4), 677-730.

13 วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549 ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหมดเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างง่าย ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึดทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549และทำให้ปัญหาทางการเงินนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2551 ใน Justin Lahart, “Egg Cracks Differ In Housing, Finance Shells,” 24 December 2007, The Wall Street Journal, https://www.wsj.com/articles/SB119845906460548071 (Retrieve on 26 February 2024)

14 Cohen, R., & O'Byrne, S., ibid, 685.

15 Ibid, 711.

16 Ibid, 717.

17 Christoph Sorg, Social Movements and the Politics of Debt: Transnational Resistance against Debt on Three Continents (Amsterdam: Amsterdam University Press, 2022), 34.

18 Ibid, 34–35

19 Ibid, 35–36

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...