โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม ร. 5 ตรัสบ่นกระทรวงมหาดไทยกลายเป็นกรมไปรษณีย์ไปเสียแล้ว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2566 เวลา 23.38 น.
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

“…พระอยู่หัว [รัชกาลที่ 5]ตรัสบ่นว่า กระทรวงมหาดไทย กลายเป็นกรมไปรษณีย์ไปเสียแล้ว…” คือความตอนหนึ่งใน “เทศาภิบาล” ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้เพื่อเล่าเรื่องและอธิบายลักษณะการปกครองหัวเมืองสยามสมัยเมื่อแรกทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

ส่วนเหตุที่ “ทรงบ่น” นั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ดังนี้ [จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน]

กระบวนการทำงานใน กระทรวงมหาดไทย ตามแบบเก่านั้น ถ้าหนังสือราชการจะเป็นจดหมายในกรุงฯ ก็ดี หรือใบบอกหัวเมืองก็ดี มาถึงศาลาลูกขุนในเวลาเวรของใคร เปรียบว่าเป็นเวรนายแกว่น [1] นายแกว่นก็เป็นผู้รับหนังสือนั้น แม้เป็นหนังสือของตัวบุคคลเช่น สลักหลังซองถึงปลัดทูลฉลองเป็นต้น ก็ส่งไปให้ผู้นั้นทั้งผนึก ถ้าเป็นใบบอกถึงกระทรวง อันเรียกว่า “วางเวร กระทรวงมหาดไทย” นายแกว่นก็เปิดผนึกออกอ่าน แล้วนำขึ้นเสนอต่อปลัดทูลฉลองให้พิจารณาก่อน

ถึงวันต่อมาเวลาเช้าปลัดทูลฉลองกับนายแกว่นเอาใบบอกนั้น กับทั้งหนังสือซึ่งปลัดทูลฉลองเห็นว่าเสนาบดีจะต้องสอบประกอบกัน ไปยังบ้านเสนาบดี เมื่อนายแกว่นคชสารอ่านใบบอกเสนอแล้ว เสนาบดีก็มีบัญชาสั่งให้ทําอย่างไรๆ

ถ้าเป็นเรื่องเพียงจะต้องมีท้องตราตอบหรือสั่งราชการอันอยู่ในอํานาจเสนาบดี ก็ให้ปลัดทูลฉลองรับบัญชามาให้ข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเป็นพนักงานร่างหนังสือร่างตรานั้น แล้วให้นายแกว่นเอาไปเสนอเสนาบดีให้ตรวจแก้ไขก่อน

ถ้าเป็นแต่ท้องตราสามัญมีแบบแผนอยู่แล้ว ก็ให้นายแกว่นร่างให้เสร็จไป ไม่ต้องเอาร่างไปอ่านเสนอ แล้วให้เสมียนเวรนายแกว่นเขียนลงกระดาษ มอบให้เสมียนตราเอาไปประทับตราที่บ้านเสนาบดีและส่งไป

ต้นหนังสือทั้งปวงในเรื่องนั้น นายแกว่น อันเป็นนายเวรที่ทำการเป็นพนักงานรักษาไว้ในกระทรวงต่อไป มักเก็บไว้บนเพดานศาลาลูกขุนเป็นมัดๆ ไม่ได้เรียบเรียงเรื่องเป็นลำดับ ถึงกระนั้นเมื่อข้าพเจ้าเป็นเสนาบดีตรวจพบใบบอกเก่าแต่ในรัชกาลที่ 4 ยังอยู่เป็นอันมาก

ถ้าใบบอกฉบับใดที่จะต้องกราบบังคมทูล เสนาบดีก็สั่งให้ปลัดทูลฉลองคัดความขึ้นกราบบังคมทูลลักษณะคัดความอย่างนั้น เรียกว่า “คัดทูลฉลอง” คือเก็บแต่เนื้อความใบบอก แต่ต้องระวังมิให้ผิดเพี้ยนบกพร่องขึ้นกราบบังคมทูล

วิธีกราบบังคมทูลนั้น ตามประเพณีโบราณซึ่งยังใช้มาจนรัชกาลที่ 3 อันพึ่งเห็นได้ในหนังสือ “จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ” ซึ่งหอพระสมุดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2458 โดยปรกติเจ้าแผ่นดินเสด็จออกขุนนางในท้องพระโรงวันละ 2 ครั้งเป็นนิจ เสด็จออกเวลาเช้า ทรงว่าราชการฝ่ายตุลาการ คือพิพากษาฎีกาของราษฎรเป็นต้น เสด็จออกเวลาค่ำทรงว่าราชการบ้านเมือง เสนาบดีต้องไปเฝ้าพร้อมกันหมด มีใบบอกราชการอย่างไรมาแต่หัวเมือง

เมื่อเสนาบดีเจ้ากระทรวงทูลเบิกแล้ว ปลัดทูลฉลองอ่านใบบอกที่คัดนั้นถวายทรงฟัง เมื่อทรงฟังตลอดแล้วตรัสปรึกษาหารือกับเสนาบดีเป็นยุติแล้วตรัสสั่งให้ทําอย่างไร ปลัดทูลฉลองก็เป็นผู้จดจำกระแสรับสั่งมาจัดการ ถ้าเป็นราชการสำคัญโปรดให้นำร่างตราขึ้นถวายทรงตรวจแก้ก่อน ก็เป็นหน้าที่ปลัดทูลฉลองที่จะนำร่างตราเข้าไปอ่านถวาย และแก้ไขตามรับสั่งในเวลาเสด็จออกขุนนางเหมือนเมื่ออ่านใบบอก

ราชการแผ่นดินทําเป็นการเปิดเผยดังพรรณนามา จึงถือกันว่าท้องพระโรง เป็นที่ศึกษาราชการของข้าราชการทั้งปวงอันมีตําแหน่งเฝ้าในท้องพระโรง

แต่ต่อมาข้าพเจ้าเข้าใจว่าในรัชกาลที่ 4 เมื่อมีกิจเกี่ยวข้องกับรัฐบาลฝรั่งต่างประเทศมากขึ้นจึงเริ่มกําหนดราชการเป็น 2 ประเภทต่างกัน คือราชการอันควรเปิดเผยประเภท 1 ราชการอันไม่ควรเปิดเผยประเภท 1 อ่านใบบอกกราบทูลในเวลาเสด็จออกขุนนาง แต่ราชการประเภทเปิดเผย ถ้าเป็นราชการประเภทที่ไม่เปิดเผย ให้ทําเป็นจดหมายบันทึกทูลเกล้าฯ ถวาย ถ้าจะทรงปรึกษาหารือเสนาบดีคนไหน ก็มีรับสั่งให้หาเข้าไปเฝ้าในที่รโหฐาน

เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก เคยเห็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อยังเป็นสมุหพระกลาโหมเข้าเฝ้าอย่างนั้นเนื่องๆ จดหมายบันทึกที่คัดเขียนในสมุดดําเหมือนอย่างใบบอกที่อ่านในท้องพระโรง แต่มีดินสอขาวเหน็บไปกับใบปกสมุดสำหรับทรงเขียนลายพระราชหัตถ์ตรัสสั่ง แล้วส่งกลับออกมา วิธีกราบทูลราชการหัวเมืองจึงเกิดเป็น 2 อย่าง คือ อ่านกราบทูลในเวลาเสด็จออกขุนนางอย่าง 1 กับเขียนเป็นจดหมายบันทึกทูลเกล้าฯ ถวายอย่าง 1

ต่อมาขนบธรรมเนียมในราชสำนักเปลี่ยนมาโดยลําดับ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวมีราชกิจอย่างอื่นมากขึ้น ไม่มีเวลาจะเสด็จออกขุนนางในท้องพระโรงได้วันละ 2 ครั้ง เหมือนอย่างโบราณ ราชการต่างๆ ที่เจ้ากระทรวงกราบบังคมทูลจึงใช้เป็นจดหมาย และดํารัสสั่งด้วยลายพระหัตถเลขามากขึ้น

ถึงรัชกาลที่ 5 ประเพณีที่เสด็จออกขุนนางเสด็จออกแต่เวลาบ่ายวันละครั้งเดียว และไม่มีการปรึกษาหารือราชการในเวลาออกขุนนางเหมือนอย่างแต่ก่อน เสนาบดีก็เลยไม่เข้าไปเฝ้าในเวลาเสด็จออกขุนนาง การอ่านใบบอกหัวเมืองกราบทูลก็กลายเป็นแต่อย่างพิธีเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมเดิมไว้ อ่านกราบทูลแต่ใบบอกราชการอย่างจืดๆ เช่นข่าวโจรผู้ร้ายหรือรายงานน้ำฝนต้นข้าวเป็นต้น เหมือนกันทั้งกระทรวงมหาดไทยและกลาโหม กรมท่า ส่วนราชการ ที่เคยทําจดหมายบันทึกทูลเกล้าฯ ถวาย

ถึงตอนนี้กระทรวงกลาโหม กรมท่า เปลี่ยนเป็นกราบทูลด้วยจดหมายเขียนกระดาษฝรั่ง แต่กระทรวง มหาดไทยคงเขียนในสมุดดําอยู่ตามประเพณีเดิม จึงแปลกกับกระทรวงอื่นมีอยู่แต่กระทรวงเดียว จนในกรมราชเลขาธิการเรียกว่า “หีบขนมปัง” ของกระทรวงมหาดไทย เพราะหอสมุดซึ่งส่งเข้าไปถวายได้ขนาดกับหีบขนมปังที่ขายในท้องตลาด

ใช่แต่เท่านั้นความที่เขียนในบันทึกก็คงเป็นอยู่เหมือนใบบอกเช่นอ่านกราบทูลในท้องพระโรงแต่โบราณ ก็กลายเป็นขอเรียนพระราชปฏิบัติ เหมือนอย่างทูลถามว่า “จะโปรดให้ทําอย่างไร” ไปทุกเรื่อง

จนพระเจ้าอยู่หัวตรัสบ่นว่า กระทรวงมหาดไทยกลายเป็นกรมไปรษณีย์ไปเสียแล้ว

มีราชการอะไรก็เกณฑ์ให้ทรงพระราชดําริวินิจฉัยเสียทั้งนั้น ไม่ช่วยคิดอ่านบ้างเลย แต่ก็ไม่ตรัสสั่งให้แก้ไขอย่างไร คงเป็นเพราะทรงพระราชดําริเป็นยุติแล้ว ว่าจะหาคนสมัยใหม่เป็นเสนาบดีให้ฟื้นราชการมหาดไทยทั้งกระทรวงทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ในชั้นเสมียนพนักงานมีนายเวร 4 คน รับประทวนเสนาบดีตั้งเป็นที่ “นายแกว่นคชสาร” คนหนึ่ง “นายชำนาญกระบวน” คนหนึ่ง “นายควรรู้อัศว” คนหนึ่ง “นายรัดตรวจพล” คนหนึ่ง นายเวร 4 คนนั้นกลางวันมาทำงานในศาลาลูกขุนด้วยกันทั้งหมด เวลากลางคืนต้องผลัดเปลี่ยนกันนอนค้างที่ศาลาลูกขุน คราวละ 15 วันเวียนกันไป เรียกว่า “อยู่เวร”

ข้อมูลจาก :

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “ภาวะของกระทรวงมหาดไทย” ใน, เทศาภิบาล. สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2545.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...