โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส เหมือนหรือต่างจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ไทยทำกับอังกฤษ อย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ต.ค. 2567 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2567 เวลา 05.25 น.
ภาพประกอบ - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (ถ่ายโดย John Thomson)

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส เหมือนหรือต่างจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ไทยทำกับอังกฤษ อย่างไร?

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) คือข้อตกลงระหว่างสองชาติที่สืบเนื่องจากนธิสัญญาเบาว์ริง ระหว่างสยาม-อังกฤษ ซึ่งกระทำร่วมกันไปก่อนหน้านั้นไม่นาน (18 เมษายน ค.ศ. 1855) สนธิสัญญานี้เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ของสยาม และจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (Emperor Napoleon III) แห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส ก่อนการคุกคามจากฝรั่งเศสต่อสยามจะยกระดับขึ้นแล้วนำไปสู่ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ใน ค.ศ. 1893

การเกิดสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1856 รวมถึงสนธิสัญญาเบาว์ริง เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ในการโอนอ่อนต่อชาติมหาอำนาจตะวันตก เพราะทรงเห็นตัวอย่างความปราชัยของชาติเอเชียทั้งหลายหลังต่อต้านหรือขัดขืนมหาอำนาจตะวันตกมาแล้ว ทั้งทรงเชื่อว่าการผูกมิตรกับชาติมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสจะช่วยรักษาเอกสารของสยามไว้ได้

หลังข่าวคราวเกี่ยวกับสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษถูกแพร่ออกไปไม่นานชาร์ล เดอ มงติญี (Charles de Montigny) กงศุลฝรั่งเศสแห่งเซี่ยงไฮ้ รับหน้าที่ราชทูตพิเศษแห่งองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 มาทำสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งพระทัยไว้ว่าอยากติดต่อฝรั่งเศสเพื่อมาคานอำนาจของอังกฤษอยู่พอดี สำหรับการเป็นตัวแทนชาติฝรั่งเศสครั้งนี้ ชาร์ล เดอ มงติญี ยึดหลักการว่า “อังกฤษได้อะไร ฝรั่งเศสต้องได้เท่ากับหรือมากกว่า” จึงเกิดเป็นสนธิสัญญาที่มีรายละเอียดสำคัญของแต่ละมาตรา ดังนี้

มาตราที่ 1 ว่าด้วยสันติภาพระหว่างสยามและฝรั่งเศส พร้อมกำหนดภาระหน้าที่ของกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ มาตรานี้ประกันความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของคนฝรั่งเศสซึ่งพำนักในสยาม รวมถึงคนสยามที่พำนักในฝรั่งเศส

กงสุลที่กรุงเทพฯ มีหน้าที่สำคัญด้านกฎหมาย จดทะเบียนชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรสยาม ผู้ซึ่งมีอาคารบ้านเรือนซึ่งจำเป็นต่อการประกอบการค้ากับชาวสยาม รวมถึงการออกหนังสือเดินทาง

มาตราที่ 2 เพื่อให้คนฝรั่งเศสไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของศาลสยาม สัญญาจึงยอมเคารพสิทธิ์และเอกสิทธิ์บางประการ แต่ยังคงยึดแนวทางไม่พึ่งอำนาจศาลสยาม แต่ใช้อำนาจกฎหมายของสถานกงสุลซึ่งเป็นตัวแทนประเทศฝรั่งเศสแทน

มาตรที่ 3 เกี่ยวกับบาทหลวงสอนศาสนา บุคคลเหล่านี้มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเทศน์/สั่งสอน สร้างโบสถ์และโรงเรียนบนผืนแผ่นดินสยาม โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายของสยาม

มาตรา 4 และ 5 ชาวฝรั่งเศสทุกคนที่พำนักอยู่ในสยามจะต้องจดทะเบียนที่สถานกงสุล บุคคลเหล่านี้จะพำนักอย่างถาวรเพียงในกรุงเทพฯ เท่านั้น และในรัศมีเทียบได้กับระยะทางเรือแจวหรือเรือพายจากกรุงเทพฯ สามารถแล่นได้ถึงภายใน 24 ชั่วโมง หากพ้นขอบเขตนี้ไปแล้วจะต้องมีหนังสือเดินทาง มิฉะนั้นต้องมีโทษถึงขั้นจับกุม

ความในมาตราที่ 5 ยังระบุว่า คนฝรั่งเศสมีเสรีภาพทางการค้า การผูกขาด หรือเอกสิทธิ์เฉพาะ มิอาจขัดขวางการค้าขายของบุคคลเหล่านี้ได้ สำหรับการซื้อที่ดินจำกัดขอบเขตอยู่ในรัศมี 6 กิโลเมตร โดยรอบกรุงเทพฯ ที่ดินที่ซื้อจะต้องถูกนำมาใช้ประโยชน์ภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี มิฉะนั้นจะมีโทษหรือล้มเลิกสัญญาซื้อนั้น

มาตรา 15 และ 16 เรือฝรั่งเศสเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยเสรี สินค้าที่บรรทุกมาสามารถลำเลียงไปยังดินแดนต่าง ๆ ในสยามได้อย่างเสรี แตกต่างจากสนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ หรือ สนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ระบุว่าเรืออังกฤษทุกลำจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลสยามเพื่อจะผ่านเข้าปากน้ำ ข้อตกลงนี้จึงเอื้อประโยชน์ต่อฝรั่งเศสเป็นพิเศษ

มาตรา 15 ยังระบุว่า เรือรบฝรั่งเศสจะเข้ามายังแม่น้ำได้และทอดสมอได้ที่เมืองปากน้ำ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องแจ้งทางการสยามล่วงหน้าก่อนเข้ามายังกรุงเทพฯ และต้องทำการตกลงกับทางการในเรื่องตำแหน่งที่จะจอดทอดสมอ ยิ่งกว่านั้น เรือที่ประสบภัยไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้าหรือเรือรบสามารถเข้าอู่เรือของไทยได้เพื่อทำการซ่อมแซมตามความจำเป็น ยามฝั่งทั้งหลายจะต้องให้ความช่วยเหลือแก่เรือฝรั่งเศสที่กำลังประสบอันตราย

มาตรา 17 กล่าวถึงการไม่เก็บภาษีใด ๆ เกี่ยวกับระวางเรือ การนำร่อง การทอดสมอ และร่องน้ำ มาตรา 18 เพียงแต่กำหนดภาษีตายตัวร้อยละ 3 ของสินค้า ส่วนมาตรา 19 กำหนดว่าการส่งออกหรือการค้าอาวุธเป็นสิ่งต้องห้าม ฝรั่งเศสขายอาวุธให้ทางการสยามเท่านั้น

มาตรา 20 ให้ฝรั่งเศสมีเสรีภาพทางการค้าอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการส่งออกและนำเข้า ยกเว้นสินค้าที่ทางการห้าม หรือที่ผูกขาดเป็นพิเศษ

มีข้อยกเว้นสำหรับผลผลิตจากกิจการของพระเจ้าแผ่นดิน คือ ฝิ่นและอ้อย ซึ่งยังคงเป็นสินค้าผูกขาดของพระเจ้าแผ่นดินหรือของเจ้าภาษีนายอากรที่ได้รับพระราชทานสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผลผลิตบางอย่างของเหล่าเสนาบดีหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เช่น เกลือ ข้าวเจ้า และปลา ยังคงเป็นสิ่งต้องห้ามยามขาดแคลน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งมีเสรีภาพในการซื้อผลผลิตเหล่านี้ในยามปกติ ทูตฝรั่งเศสจึงพยายามกำจัดสิทธิในการหวงห้ามนี้โดยระบุว่า “ข้อห้ามนี้จะต้องพิมพ์ล่วงหน้าหนึ่งเดือนและจะต้องไม่มีผลย้อนหลังไม่ว่าในกรณีใด ๆ”

ฝรั่งเศสยังพยายามทำให้เหล้าองุ่นของฝรั่งเศส สุราประเภทบรั่นดี แอลกอฮอล์จากองุ่น และบรรดาเหล้าหวานคอนยัคเป็นสินค้าปลอดภาษีทุกชนิด เสียเฉพาะภาษีขาเข้าร้อยละ 3 เท่านั้น จากนั้นสามารถนำออกขายได้โดยเสรี ไม่ต้องเสียภาษีหรืออากรใด ๆ เพิ่มเติม

แม้สนธิสนญาจะมีพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงสันติภาพของสยามและฝรั่งเศส แต่เงื่อนไขต่าง ๆ กับข้อตกลงมักเป็นเหตุแห่งความไม่เข้าใจกันระหว่างสองประเทศบ่อยครั้ง สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้การค้าของสยามเติบโตขึ้นจริง แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่มักตกอยู่กับฝรั่งเศส ทั้งการให้สัตยาบันยังกระทำบนเรือสินค้าลำหนึ่งชื่อ L’Aigle จากมาร์เซย์ ซึ่งแวะพักที่กรุงเทพฯ ก่อนมอบสนธิสัญญาที่ได้รับสัตยาบันแล้วแด่พระเจ้าแผ่นดินสยามโดยปราศจากพิธีรีตอง เมื่อเทียบกับพิธีของอังกฤษซึ่งสุภาพและเคารพธรรมเนียมสยามอย่างยิ่งตอนทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ด้วยเหตุนี้ราชสำนักสยามจึงมองว่าฝรั่งเศสลบลู่พระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดินสยามอย่างมาก

ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติหลังสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1856 จึงไม่แน่นแฟ้นอย่างที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งพระทัยเอาไว้ และสภาวการณ์ต่าง ๆ ก็เป็นที่ประจักษ์แจ้งยิ่งขึ้นเมื่อเกิดกรณีข้อพิพาทเหนือดินแดนเขมรระหว่างสยามและฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ไกรฤกษ์ นานา. (2547). พระจอมเกล้ารู้เท่าทันตะวันตก “มิตรภาพอาบยาพิษ”. กรุงเทพฯ : มติชน.

ไกรฤกษ์ นานา. (2560). ประวัติศาสตร์นอกตำรา สยามรัฐตามทรรศนะโลกตะวันตก. กรุงเทพฯ : มติชน.

เพ็ญศรี ดุ๊ก. (2539). ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับประเทศฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตามเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 สิงหาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส เหมือนหรือต่างจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ไทยทำกับอังกฤษ อย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...