โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดอาณาจักรครอบครัวมหากิจศิริ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เจ้าของ Krispy Kreme

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 23 ก.ค. 2567 เวลา 15.55 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2567 เวลา 08.55 น. • HELLO! Magazine Thailand

ภายในหมู่อาคารสูง 5 ชั้น จำนวน 5 อาคาร บนเนื้อที่ 6 ไร่ใจกลางกรุงของครอบครัวมหากิจศิริ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างเป็นเวลานานสิบปีกว่าจะแล้วเสร็จ ได้เปิดอาคารแห่งแรกเพื่อต้อนรับ HELLO! โดยมี คุณตุ๊ก-ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เชื้อเชิญ ให้เข้าสู่โลกส่วนตัวของตน โดยครอบครัวขนาดกะทัดรัดของเธอเป็นครอบครัวแรกที่เข้ามาอาศัยที่นี่ หมู่ตึกที่ยังไม่เสร็จมีทั้งตึกที่พำนักของคุณพ่อ คุณแม่เธอ (ประยุทธ - สุวิมล มหากิจศิริ) ตึกของคุณกิ่ง (เฉลิมชัย มหากิจศิริ) ผู้เป็นน้องชาย และตึกของครอบครัวคุณนา (อุษณา มหากิจศิริ ทัพพะรังสี) น้องสาวคนสุดท้อง โดยมีต้นจามจุรีขนาดยักษ์ยืนตระหง่านอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง เปรียบเสมือนหัวใจของบ้านที่คอยให้ร่มเงาและความอบอุ่นแก่สมาชิกทุกคนของครอบครัวที่พำนักอาศัยอยู่ในที่นี้

“ตุ๊กชอบต้นจามจุรีต้นนี้เพราะเหมือนเขาคอยปกป้องคุ้มครองพวกเราให้มีความอบอุ่นท่ามกลาง เมืองใหญ่แห่งนี้ เหมือนเป็นที่พึ่งให้เรา เวลากลับจากทำงานข้างนอกเหนื่อยๆ มานั่งหายใจมองดู ต้นจามจุรีต้นนี้นิดหนึ่ง ก็จะรู้สึกผ่อนคลาย เพราะนอกจากเขาจะมีรูปทรงที่สวยงามแล้ว ยังเป็นความร่มรื่นเขียวขจีที่ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว”

คุณตุ๊กยังบอกอีกว่า มุมโปรดของเธออีกมุม หนึ่งก็คือห้องแต่งตัวที่เป็น walk-in closet สีชมพู อ่อนอันเป็นสีโปรดที่จัดวางเครื่องแต่งกายอย่างมีระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือของ Judith Lieber หรือกระเป๋าสะพายแบรนด์ดัง รวมทั้งเครื่องประดับต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในตู้กระจกให้เลือกใช้ได้อย่างสะดวกดาย และยีราฟตัวย่อมคาบโคมไฟจากอิตาลี แต่ยังไม่วายแอบมีตุ๊กตามิกกี้เมาส์สีชมพูที่คุณตุ๊กหิ้วจากอิตาลีวางโชว์อยู่ด้วยอีกเช่นกัน

“ตุ๊กเป็นคนชอบตุ๊กตุ่นตุ๊กตาและชอบสีชมพูมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว (หัวเราะเขิน) พอเห็นมิกกี้เมาส์วางขายอยู่พอดีก็เลยซื้อเลย และถือมาเองจากอิตาลีเลยนะคะ ห้องแต่งตัวนี้ถือเป็นโซนส่วนตัวของตุ๊ก เพราะสามี (ลอภ์เรนซ์ ลีโอณีโอ) เข้านอนเร็ว ตุ๊กก็เลยมีเวลาของตัวเอง สามารถดูหนัง ฟังเพลงในห้องนี้ได้สบาย แล้วตุ๊กก็ชอบแชนเดอเลียร์ของห้องนี้ ทั้งหมดดูรวมๆ แล้วสะท้อนความเป็นตัวตุ๊กมากเลยค่ะ"

น่าเสียดายที่คุณลอภ์เรนฆ์มีภาระงานเต็มบ่า ทำให้ไม่สามารถมาพบ HELLO! ทว่าอาคารหลังนี้ ทั้งคุณตุ๊กและคุณลอภ์เรนฟช่วยกันวางเลย์เอาต์ โดยที่คุณลอภ์เรนฆ์เป็นคนต้นคิดว่าจะต้องมีห้องนั้น ห้องนี้และเลือกว่าจะทาสีอะไร

“เขาเป็นคนละเอียด แต่พอถึงช่วงที่ต้องตกแต่งภายใน เขาบอกเลยว่าให้ตุ๊กทำคนเดียว เพราะกลัวว่าจะทะเลาะกัน ไม่อย่างนั้นคนหนึ่งอยากได้แบบนี้ อีกคนอยากได้แบบนั้น ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานเป็น 10 ปี ก็เพราะเปลี่ยนแบบ ตอนแรกจะไม่ให้ซินแสดูฮวงจุ้ย แต่เพื่อนบอกว่าควรดูนิดหนึ่ง ก็เลยให้ดู แต่ซินแสก็ไม่ได้แก้อะไรมากนะคะ เพราะหลักการของฮวงจุ้ยก็ไม่ต่างจากหลักการออกแบบว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน

“ตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็ก คิดว่าจะทำเป็นห้องเดียว โล่งๆ ยาวถึงกัน แต่ทำไปทำมาลูกสาวเริ่มเป็นวัยรุ่น เขาอยากได้ความเป็นส่วนตัว ก็เลยต้องเปลี่ยนแบบ และทุกคนในครอบครัวต่างคนต่างยุ่งไม่มีใครมีเวลามาดูแลการก่อสร้าง ก็เลยใช้เวลานานนิดหนึ่งค่ะ พอใกล้ก่อสร้างเสร็จ คุณพ่อคุณแม่บอกว่าให้แต่ละคนตกแต่งภายในตึกของตัวเองไป แต่ให้ตุ๊กดูแลตึกกลางด้วย"

ตึกกลางที่ว่าอยู่ติดกับตึกของคุณตุ๊กเพียงแค่เดินไม่กี่ก้าวถึงชั้นล่างเป็นห้องโถง ด้านหนึ่งเป็นฝั่งนั่งเล่น อีกด้านหนึ่งเป็นฝั่งรับประทานอาหาร สามารถรองรับเพื่อนๆ ของครอบครัวได้ ผนังด้านหนึ่งวาดภาพนก กระเรียนสัญลักษณ์แห่งความโชคดี เป็นนก 5 ตัว พ่อแม่ลูก ตรงกลางวางเปียโนและโต๊ะกลมที่จัด ดอกไม้ตามฤดูกาล ซึ่งคุณตุ๊กได้ไอเดียจากล็อบบี้โรงแรมโฟร์ซีซันส์เก่าที่ราชดำริและครัวขนาดใหญ่ สำหรับกินข้าวร่วมกันในครอบครัวและเลี้ยงแขกที่มาเยี่ยมเยียน

แม้ว่าจะยังไม่ได้มีพิธีทำบุญบ้าน แต่สมเด็จพระสังฆราชแห่งศรีลังกาก็ได้เสด็จมาเยือนเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“วันแรกที่เข้าพัก หลังจากอัญเชิญพระพุทธรูปมาตั้งที่ชั้น 4 พอลงมาถึงชั้น 2 เสียงเพลงก็ดังจากลำโพงมาเลยค่ะ โดยที่ไม่มีใครเปิด เป็นท่อนฮุกของเพลงไม่เป็นรองพอดีที่ว่า “ไม่เป็นสองไม่รองใคร” แปลกมากเลย แล้วพอลงมาชั้นล่างเดินออกจากตึก ปรากฏว่าฝนโปรยลงมา แต่พอเงยหน้ามองฝนกลับหยุด ฟ้าใสไม่มีเมฆ แล้วพอถ่ายรูปปรากฏว่า พระอาทิตย์ทรงกลด ตุ๊กคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ท่านคงเมตตาพรมน้ำมนต์ให้

คุณตุ๊กพา HELLO! ขึ้นชมชั้นดาดฟ้าของบ้านที่กรุกระจกแบบกลาสเฮาส์ ตกแต่งด้วยเลมอนสี เหลืองจี๊ด และมีโต๊ะปิงปองของ LV เพราะลูกชาย ชอบเล่น จากนั้นเธอก็พาเราลงลิฟต์ไปชมห้องหับต่างๆ ที่พิเศษคืองานศิลปะและโคมไฟ ซึ่งแต่ละอย่างล้วนมีความหมายที่ดี ก่อนเราจะลงนั่งคุยกับคุณตุ๊กบนโซฟาของ Hermès อันสวยงามที่ชั้นล่าง ถึงเรื่องราวต่างๆ ของเธอ สามี และลูกๆ ทั้งสาม รวมทั้งเรื่องการใช้ชีวิตที่มีสามีรูปหล่อเป็นลมใต้ปีก ให้เธอมาโดยตลอด ตั้งแต่แรกพบกันที่สหรัฐอเมริกา

ตัดสินใจรับราชการ

หลังเรียนจบจาก Babson College ซึ่งเป็นโรงเรียนธุรกิจชั้นนำของอเมริกา คุณตุ๊กเลือกที่จะรับราชการแทนที่จะทำธุรกิจของครอบครัว “ตอนนั้นคิดว่าถ้าทำงานกับคุณพ่อคุณแม่ เราจะไม่มีอิสระพอจะทำอะไรได้ จะไปสมัครงานบริษัท เอกชนเขาก็ไม่ค่อยรับ เพราะเป็น conflict of interest ทีนี้ตุ๊กมีเพื่อนรับราชการอยู่ ก็เลยตัดสินใจลองสมัครดู วันแรกที่ไปสัมภาษณ์ เขาไม่ถามเลยว่าจบอะไรมา แต่ถามว่าที่บ้านทำอะไร ก็บอกว่าพ่อขายกาแฟค่ะ เพราะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับการรับราชการด้วย เขาก็ยื่นเรซูเม่กลับให้แล้วมองตุ๊กตั้งแต่หัวจรดเท้า บอกว่างั้นคุณกลับไปถามพ่อก่อนว่าต้องช่วยเปิดปิดร้านหรือเปล่า เพราะเงินเดือนที่นี่ไม่พอใช้หรอก เลยกลายเป็นว่าเขาไม่รับก็เดินคอตกออกมา งงมากว่าเราตอบผิดหรือ

“บ่ายวันนั้นไปเจอคนสัมภาษณ์ที่โปโล ตุ๊กก็เลยเข้าไปทักทายเผื่อเขาจะเปลี่ยนใจ สวัสดีค่ะท่าน จำหนูได้ไหมคะ เขาหันมามองหัวจรดเท้าอีกครั้งและบอกว่าเข้ามาในนี้ได้ไง ตอนนั้นก็คิดในใจว่าทำไม ฉันจะเข้าไม่ได้ ฉันเป็นเมมเบอร์นี่นา แต่ก็คิดว่าให้เขาเข้าใจผิดต่อไปดีกว่า เลยตัดสินใจบอกไปว่าตามเพื่อนเข้ามาค่ะ เขาเลยรีบไล่ให้ไปอยู่กับเพื่อน

แม้จะถูกปฏิเสธ แต่คุณตุ๊กก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงกลับไปสมัครอีก เมื่อมีตำแหน่งว่าง ทว่าคราวนี้เปลี่ยนคนสัมภาษณ์ “เขาดูนามสกุลแล้วถามว่าเป็นอะไรกับคุณประยุทธ ตอนนั้นนึกในใจว่าแย่แล้ว คราวก่อนบอกไปว่าขายกาแฟแล้วไม่ได้ คราวนี้จะตอบยังไงดี (หัวเราะ) ตอบไปตามความจริงแล้วกันว่าเป็นลูกสาวคนโต เพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศ

“พอเขาฟังคำตอบแล้วก็ถอนใจถามว่าแล้ว จะทำงานเป็นหรือ ตุ๊กเลยโม้ไปว่าทำไมโครซอฟต์ เอ็กซ์เซล และโปรแกรมต่างๆ นานาได้ เขาก็เลยรับ แต่ยังไม่วายปรามาสว่าไม่รู้จะทำงานเป็นหรือเปล่า ก็เลยได้เข้าทำงานที่กระทรวงการคลังเป็นที่แรก

สัญญาสุภาพบุรุษ

คุณตุ๊กกับสามีเป็นเพื่อนนักเรียนปริญญาโทที่ Babson College และเป็นชาวเอเชียสองในสี่คนของรุ่น ด้วยความที่คุณตุ๊กได้คะแนนดี และเป็น TA คุณลอภ์เรนฆ์จึงขอให้คุณตุ๊กช่วยติวให้

“ติวให้เขาแป๊บเดียว คะแนนเต็ม 100 เขาได้ 94 คะแนน ตุ๊กได้ 97 ตุ๊กก็ตกใจคิดว่าเขาแกล้งทำเป็นเรียนไม่เก่งหรือเปล่า ก็เป็นเพื่อนกันจนกระทั่งเรียนจบ ตั้งแต่แรกตุ๊กคิดว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาน่ารักดี คนที่เป็นแฟนเขาคงโชคดี อยากเห็นหน้าแฟนเขาจังเลย แต่ก็ไม่ได้ คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะเขาเป็นคนต่างชาติด้วย”

แต่ก่อนที่คนทั้งสองจะแยกย้ายกันกลับประเทศ ปรากฏว่าคุณลอภ์เรนฆ์เผยความในใจว่าชอบสาวไทยอย่างคุณตุ๊ก แต่คุณตุ๊กก็ยังไม่ตอบอะไร เพื่อแสดงความตั้งใจจริงให้หญิงสาวเห็น คุณลอภ์เรนฆ์จึงบินไปบินมาระหว่างกรุงเทพฯ - มะนิลาตลอดระยะเวลา 6 ปีที่คบหากัน

“ตุ๊กเองไม่คิดว่าเรื่องเราสองคนจะเป็นไปได้ เวลาเขามาก็ไปเดตด้วยการดูหนังกับตุ๊กและคุณพ่อคุณแม่ตุ๊กด้วย เพราะตุ๊กเป็นลูกสาวคนโต ท่านหวงมาก ระหว่างนั้นตุ๊กก็ทำงานที่กระทรวงการคลังไปด้วย ด้วยความที่คุณพ่อสงสัยว่าเขาก็พร้อมทุกอย่างแต่ทำไมจนป่านนี้ถึงยังไม่มีแฟน ก็เลยให้คนไปสืบ ปรากฏว่าคนสืบไปบอกคุณพ่อสามีว่ามีสาวแอบชอบลูกชายอยู่ เลยให้มาสืบว่าลูกชายเป็นยังไงบ้าง (หัวเราะ) พอเขา รู้เข้าเขาก็เลยมาบอก

“ตุ๊กก็เลยไปถามคุณพ่อว่าส่งคนไปสืบหรือ คุณพ่อก็บอกว่าใช่ เขาเป็นเพื่อนพ่อเอง ตุ๊กก็ยังรู้สึกขอบคุณเพื่อนคุณพ่ออยู่เลยที่บอกว่าตุ๊กเป็นคนดี แล้วระหว่างนั้นตุ๊กอยากเรียนปริญญาเอกต่อ ก็ไปขอคุณพ่อ แต่ท่านบอกว่าไม่ได้ ถ้าเรียนด็อกเตอร์โดยที่หน้าตาแบบนี้ เดี๋ยวไม่มีคนชอบนะ ต้องแต่งงานก่อนถึงจะได้เรียนต่อ”

เมื่อยังไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนต่อ ก่อนแต่งงาน คุณตุ๊กจึงพาคุณลอภ์เรนฆ์ไปกราบคุณปู่ของคุณตุ๊ก ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานรถตุ๊กตุ๊กคนแรกของไทย ท่านขอเป็นเจ้าของสมบทสัญญาจากคุณลอภ์เรนฆ์ว่าหลังจากแต่งงานแล้ว ขอให้เขาปักหลักในประเทศไทย เขาจึงให้สัญญาลูกผู้ชาย กับคุณปู่จนกระทั่งท่านสิ้นอายุขัย คุณลอภ์เรนฆ์ก็ยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้ และไปมาระหว่างฟิลิปปินส์กับไทย ครอบครัวของคุณลอภ์เรนฆ์มีธุรกิจหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการทำเหมืองนิกเกิล ธุรกิจเรือเดินทะเลและพัฒนาเมือง Alviera ซึ่งเป็นเมืองใหม่ ใกล้กับสนามบินแห่งใหม่ของฟิลิปปินส์

“เขาเป็นลูกชายคนโตก็เลยต้องรับผิดชอบธุรกิจครอบครัวเขาทั้งหมด เขาจึงทำงานหนักมากค่ะ และเป็นคนขี้อาย ไม่ชอบถ่ายรูป มีโลกส่วนตัวสูง อยากอยู่แต่กับภรรยาคนเดียว อันนี้ภรรยาคิดเอง สามีเห็นด้วยหรือเปล่าไม่รู้ (แซวตัวเองพลางหัวเราะ) เขาพูดไทยไม่ได้เลย แต่คิดว่าคงแอบฟังรู้เรื่องบ้าง” คุณตุ๊ก กล่าวติดตลก

ทำคริสปี้ครีม เพราะสามี

หลังจากแต่งงาน และพอท้องลูกคนแรกคุณตุ๊กก็บินไปเรียนจนจบด็อกเตอร์สมใจ แต่สาเหตุที่ทำให้เธอ ตัดสินใจทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ก็เพราะสามี

“พอท้องลูกคนรองได้เจ็ดเดือน ตุ๊กคิดถึงสามีก็เลยโทร.ไปเรียกสามี แต่เขาไม่ยอมกลับ ก็เลยโทร.หาคุณพ่อสามี บอกว่าส่งสามีกลับมาได้แล้ว ไอจะคลอดวันนี้ คุณพ่อสามีบอกว่าเจ็ดเดือนเองไม่ใช่หรือ สามีก็เลยต้องบินกลับมา แล้วหากุศโลบายให้ตุ๊กทำธุรกิจ เขาบอกว่าถึงเวลาที่ยูต้องตั้งใจทำงานแล้ว เพราะเด็กสมัยนี้เขาไม่ฟังหรอกว่าลูกต้องตั้งใจเรียน แต่เขาจะ ดูว่าแม่ทำอะไร ยูจะมาใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ได้ ต้องทำงานเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น”

ด้วยความที่คุณตุ๊กเป็นคนชอบกิน จึงตัดสินใจทำธุรกิจอาหารในนาม KFU และทำ Krispy Kreme เป็นอย่างแรก ตามด้วย Cinnabon, Bulgogi Brothers, Pie Face, Jamba และล่าสุดร้านเจริญพุ่ง ซึ่งเป็นแบรนด์ไทย

“ทุกวันนี้ตุ๊กรู้สึกดีใจนะคะ ที่พอลูกโตขึ้นแล้วบอกว่าอยากทำงานเก่งเหมือนแม่ ตุ๊กบอกลูกได้ว่าให้ขยันเรียนนะ เพราะว่าแม่ก็จบด็อกเตอร์ แต่ลูกบอกว่าแม่ทำเยอะขนาดนี้ เขาจะทำอะไรเพื่อให้แม่มีความสุขได้อีก มันยากสำหรับเขานะ แม่เลิกทำเถอะ เขาเหนื่อยแล้ว เพราะถ้าแม่จบด็อกเตอร์ได้ เขาต้องจบอะไรล่ะ เพื่อให้เขารู้สึกว่าคู่ควร เขาต้องกดดันตัวเองแค่ไหนเพื่อจะประสบความสำเร็จเหมือนแม่บ้าง ก็ดีใจที่แผนของสามีสัมฤทธิ์ผล (หัวเราะ) เพราะลูกสาวเห็นแม่ทำงานก็เลยขยันเรียน

“และตุ๊กก็เล่นกีฬาเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่าแม่ ยังเล่นเลย ชอบให้ลูกไปแข่งเทนนิสที่นั่นที่นี้สุดท้ายเขาบอกแม่มาลงแข่งคู่กับเขาก็แล้วกัน ตุ๊กเลยลงแข่งคู่กับเขาที่สปอร์ตคลับ ตอนแรกมีคนลงสมัครทั้งหมด 5 คู่ พอใกล้วันแข่งก็มีคู่หนึ่งขอถอนตัวเพราะต้อง ไปประชุมต่างจังหวัด ต่อมาถอนตัวอีกคู่เพราะต้อง เดินทางต่างประเทศ อีกคู่หนึ่งถอนตัวเพราะติดธุระด่วน คู่ตุ๊กก็เลยได้เข้ารอบชิงเลย โดยที่ตุ๊กไม่เคยแข่งกีฬามาก่อน

“วันแข่งก็เลยเครียดมาก พูดกับใครไม่รู้เรื่อง กินอะไรไม่ลง ยืนเบลอ เกร็งไปหมด แข่งหกโมงเย็น ห้าโมงทุกคนถามหาตุ๊กหายไปไหน ปรากฏว่าอยู่ ร้านทำผม เพราะเราพยายามทำให้ตัวเองสงบ แต่ไม่รู้จะทำยังไง คุณแม่ถามว่าทำผมทำไม ยังไงผมก็พังอยู่ดี ก็บอกท่านว่าขอเถอะ เพราะเครียดมาก ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจเราไม่หวั่น แต่เรื่องกีฬาเราเกร็ง เมื่อ ถึงตอนแข่งคู่ตุ๊กนำ 3 ต่อ 0 ก็งงว่าเราจะเป็นแชมป์เลยหรือ เป็นไปได้ไง จากนั้นมาตีไม่ได้อีกเลย ก็เลยได้รองแชมป์ของสปอร์ตคลับคู่กับลูก

“ต้องเท้าความก่อนว่า จริงๆ ตุ๊กเล่นเทนนิสมา ตั้งแต่เด็ก ตอนไปเรียน Babson ตุ๊กคิดว่าตัวเองเล่นเก่งมาก (เน้นเสียง) ก็เลยชวนเพื่อนมาเล่นเทนนิส กันสามีซึ่งเป็นนักเทนนิสทีมชาติฟิลิปปินส์และเป็นมือวางอันดับที่ 300 กว่าของโลก เพิ่งจะมาบอกหลังจากเป็นแฟนกันแล้วว่ายูเล่นเทนนิสแบบนั้น อย่าไปชวนคนอื่นตีอีกนะ เพราะยูสวิงมั่วไปหมด ซ้าย ขวาโน่นนี่นั่นอะไรก็ไม่รู้ ไอเห็นแล้วยังอายแทนเลย (หัวเราะ) แต่ตอนแรกยังไม่สนิทกันเลยไม่กล้าบอก แล้วเขาก็เลยให้โค้ชมาสอน

“ตุ๊กกลับมาเล่นเทนนิสอีกทีตอนโควิด-19 ระบาด เพราะไม่มีอะไรทำ ตอนนั้นทุกอย่างปิดหมดเลย เลยได้กลับมาเล่นเทนนิส แล้วก็ติดเลยเล่นเกือบทุกวัน ตอนเย็นก็อยากกลับมาเล่นเทนนิสที่บ้าน ตุ๊กเลยสั่งปูพื้นชั้นดาดฟ้าของตึกกลางแบบเดียวกับสนามออสเตรเลียนโอเพน ซึ่งต้องปูหนาถึง 9 ชั้นด้วยกัน แล้วตุ๊กก็ชวนเพื่อนมาเล่น ชวนคุณพ่อ มาเล่น คุณพ่อก็เลยชอบไปด้วย

“เรียกได้ว่าเทนนิสเป็นกีฬาประจำครอบครัวเราก็ว่าได้ สามีก็เคยเป็นนักเทนนิสอาชีพมีสปอนเซอร์ เป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน แต่จากนั้นเขาก็ถึงจุดอิ่มตัว พอแล้ว…ไม่เอาแล้ว ทำธุรกิจดีกว่า เวลาว่างเขาก็ สอนลูกและตีเล่นๆ มากกว่า"

ลูกทั้งสาม…หัวใจของครอบครัว

ศูนย์กลางของครอบครัวคุณตุ๊กและคุณลอภ์เรนฆ์ นั้นอยู่ที่ลูกๆ ทั้งสามซึ่งต่างก็หาเส้นทางที่ตัวเองอยาก เป็น และที่พิเศษคือทุกคนล้วนเป็นนักกีฬาเทนนิส ของโรงเรียน และยังสามารถพูดได้หลายภาษา ไทย อังกฤษ สเป็นจีน สำหรับภาษาตากาล็อกซึ่งเป็นภาษา ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นถิ่นเกิดของคุณลอภ์เรนฆ์นั้น พวกเขาฟังออก แต่น่าเสียดายที่พูดไม่ได้

“เพราะตอนตุ๊กท้องเชิร์ชอินเทอร์เน็ตว่าภาษาอะไร ที่คนนิยมใช้มากที่สุดในโลก ก็มีสเป็นกับจีน ก็เลยต้อง ให้เขาเรียนสองภาษานี้ แต่ลูกชายยังไม่ค่อยคล่องค่ะ”

เด็กสาวสองคนโตอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน น้องอิสรีย์ คนโตกำลังย่างเข้าสู่วัยสวีต 16 ปี ซึ่งในอดีตเคยมีชื่อเล่นว่า 'ต้นน้ำ' แต่พอเธออายุได้ 3 ขวบก็บอกทุกคนว่าไม่ขอใช้ชื่อนี้โดยให้เหตุผลว่าเหมือนต้นไม้ เธออยากชื่อเหมือนดอกไม้มากกว่า เมื่อโตขึ้นเธอจึงตั้ง ชื่อเล่นใหม่ให้ตนเองว่า 'สิรี' และให้ทุกคนเรียกขานเธอด้วยชื่อใหม่นี้ ถ้ายังเรียกชื่อเก่าเธอจะไม่หัน…มั่นใจสุดๆ

น้องสิรีบอก HELLO! ว่าตอนนี้เธออยู่โรงเรียน ISB เกรด 11 และขณะนี้กำลังซุ่มซ้อมกับแทมมารีน ธนะสุกานต์ ตำนานนักเทนนิสสาวมือหนึ่งของไทย

“ปีที่แล้วหนูไปแข่งกีฬาสาธิตก็ได้เหรียญทองแดงกลับมาค่ะ แข่งทั้งแบบคู่แบบเดี่ยว ชอบเพราะสนุกตอนที่ลงแข่งคู่กับคุณแม่ที่สปอร์ตคลับแล้วได้เหรียญ เงินมาก็ดีใจ ที่ชอบเทนนิสเพราะเห็นคุณพ่อเล่นตั้งแต่เด็ก เลยเป็นแรงบันดาลใจให้หนูอยากเล่นตาม”

และเป็นธรรมเนียมของครอบครัวเล็กๆ นี้ว่า เมื่อใกล้ถึงวันเกิดคนใดก็ตามในครอบครัวจะสามารถบอกคุณตุ๊กและคุณลอภ์เรนซ์ได้เลยว่าอยากไปเที่ยวประเทศไหน น้องสิรีเล่าต่อว่า “ลีโอบอกว่าอยากไปฟิลิปปินส์ เราก็เลยได้ไปฉลองวันเกิดเขาที่นั่นและปีก่อน อัญญ่าก็บอกว่าอยากไปมัลดีฟส์ เราก็เลยได้ไปด้วย"

แกรนด์เปียโน Steinway สีขาวหลังใหญ่ที่ชั้นล่าง ของตัวบ้านที่สั่งทำพิเศษ เพราะคุณตุ๊กชื่นชอบแบรนด์นี้อยู่แล้ว และคิดว่าจะได้เป็นที่แสดงฝีมือด้านดนตรีของน้องสิรี โดยมีน้องอัญญ่าเป็นนักร้องเสียงทอง เพราะตอนอยู่บ้านหลังเก่าเมื่อมีโอกาสสำคัญ ทั้งสองจะเปิดการแสดงย่อยๆ เรียกเสียงชื่นชมได้มากมาย ที่สำคัญแกรนด์เปียโนตัวนี้ยังสามารถเชื่อม ต่อกับอินเทอร์เน็ต ยามใดที่มีการแสดงสดของนักเปียโนชื่อดังระดับโลกก็สามารถ live มาที่บ้านหลังนี้ได้ด้วย เช่นกัน โดยจะเห็นเลยว่าคีย์เปียโนถูกกดหนักเบาแตกต่างกันอย่างไร นับเป็นความอะเมซซิ่งอีกอย่างของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ด้านน้องอทิตาหรืออัญญ่า ลูกสาวคนรองซึ่งปัจจุบันอยู่ Year 9 ของ Shrewsbury คุณตุ๊กบอกว่านอกจากลูกสาวคนนี้จะเสียงดีแล้ว ยังมีความเฉียบขาดเป็นผู้ที่ควบคุมความเป็นไปในบ้านได้อย่างเรียบร้อยหมดจด จนแม้แต่เธอยังยกนิ้วให้ นอกจากนี้น้องอัญญายังทำขนมเก่งอีกด้วย

“หนูจะทำก็ต่อเมื่อพี่สิรีอยากกินอะไร ก็จะหาสูตรในยูทูบแล้วทำให้กิน ไม่ได้มีสูตรที่เป็นซิกเนเจอร์ค่ะ” น้องอัญญ่าบอก

“เขาทำบราวนี่กับคุ้กกี้อร่อยค่ะ” น้องสิรีเสริม น้องสิรีนั้นแต่เดิมเคยอยากเรียนแพทย์เมื่อโตขึ้น แต่มาวันนี้ทั้งสองสาวพี่น้องบอกว่าอยากเป็นนักธุรกิจแบบเดียวกับคุณพ่อคุณแม่จึงตั้งใจว่าหลังจบชั้นมัธยม แล้วจะเลือกสมัคร BBA ที่จุฬาฯ

สำหรับน้องปิยม์พัชรษ์หรือลีโอนั้น ขณะนี้เรียนอยู่ชั้น ป.6 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายประถม เขาชอบวิชาพละศึกษามากที่สุด และเลือกเรียนเทนนิสและฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่ตัวเองมีความถนัด นอกจากนี้น้องลีโอยังชอบกีฬาบาสเกตบอล เพราะสามารถชู้ตลูกเข้าห่วงได้สม่ำเสมอ

"ส่วนฟุตบอล ผมจำชื่อตำแหน่งที่ตัวเองเล่นไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องวิ่งเยอะ แล้วผมก็ยังลงแข่งเทนนิสได้ถ้วยมาหลายครั้งแล้วครับ"

ล่าสุดน้องลีโอได้สร้างความปลื้มใจให้กับครอบครัวด้วยการได้รับเลือกเป็นประธานสภานักเรียนของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ด้วยเหตุผลว่าตัวเองโชคดีที่มี คุณตา-คุณยาย คุณปู่-คุณย่า คุณพ่อ-คุณแม่ และน้าชายให้การสนับสนุนในการลองทำกิจกรรมหลายๆ อย่างทั้งเรื่องกีฬา ดนตรี และการทำอาหาร รวมทั้งการปลูกฝังเรื่องการแบ่งปัน

“ผมนำกิจกรรมที่ชอบจนหมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเอง และมีโอกาสไปแข่งขันมาแล้วมาเป็นนโยบายหลัก โดยใช้ชื่อพรรคว่า 'See U ดี พรรคนี้เพื่อเธอ และมีคำขวัญที่คุณตากับผมช่วยกันคิดว่า “เราจะรักกัน เรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน โตด้วยกัน และร่วมมือกัน ครับ"

HELLO! ถามคุณตุ๊กว่าคิดอย่างไรกับชีวิตทุกวันนี้ที่เพียบพร้อมไปทุกด้าน เธอส่ายศีรษะแล้วบอกว่า“ตุ๊กรู้สึกว่าทุกวันนี้เหมือนชีวิตเราเพิ่งเริ่มต้นมากกว่าค่ะ (หัวเราะเบาๆ) แม้ว่าตุ๊กจะจบปริญญาเอกแล้ว แต่ก็ยังอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งกว่านี้ อย่างช่วงโควิดตุ๊กก็เรียนปริญญาโททางด้านกฎหมายที่จุฬาฯ เพราะรู้สึกว่าเรายังสามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองได้อีกมาก

“และที่ตุ๊กทำไปทั้งหมดก็เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกๆ ไม่ใช่ว่าวันๆ แม่ไม่ทำอะไรเลย แล้วจะไปสอนให้เขาขยันตั้งใจเรียนได้ยังไง อยากให้เขาเห็นว่าถึงแม้แม่จะเป็นผู้หญิงก็ทำงานได้นะ อย่างคนโตกับคนกลางอยากทำธุรกิจขนมคล้ายแม่ เราก็ดีใจที่ลูกมีเป้าหมาย ส่วนคนเล็กทั้งที่อายุยังน้อยมาก แต่ก็เดินมาบอกว่าอยากลองทำกิจกรรมเพื่อน้องๆ ในโรงเรียนและคนอื่นดูบ้าง ก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าต่อไปจะเป็นยังไง แต่ตุ๊กขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดให้ลูกเห็น และจะกำชับลูกๆ ทุกคนเสมอเลยว่าสำคัญที่สุดเลยคือต้องเป็นคนดี ถ้าเราเป็นคนดี พระจะคุ้มครองเรา"

อ่านเรื่องราวฉบับเต็มได้ที่ นิตยสาร HELLO! ปีที่ 19 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...