"พิธา" โต้ "ทักษิณ" เย้ยกลัวแพ้ นายกฯ อบจ.อุดรธานี ชี้มีแต่เผด็จการเท่านั้นที่กลัว
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง นายคณิศร ขุริรัง ผู้สมัครนายก อบจ.อุดรธานี จากพรรคประชาชน กล่าวว่า การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้ ประเด็นหลักที่อยากสื่อสาร คือ การเชิญชวนให้มาใช้สิทธิ์กันเยอะ ๆ เพราะคนทราบว่าอุดรคือเมืองหลวงของประชาธิปไตย แต่การใช้สิทธิ์อาจจะน้อย เพราะพี่น้องชาวอุดรธานี ไปทำงานต่างประเทศเยอะ ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งปี 66 การเลือกตั้ง อบจ.มีแค่ 50 ต้น ๆ หรือ 60 ต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตย ก็พยายามเชิญชวนให้มาใช้สิทธิ์เยอะ ๆ
ส่วนกรณีที่มีการขนานนามเมืองอุดรว่าเป็นเมืองหลวงของเสื้อแดงนั้น นายพิธา ระบุว่า อ้างอิงผลการเลือกตั้ง สส. ปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้กว่า 300,000 คะแนน พรรคก้าวไกล ได้อันดับที่สอง 200,000 กว่าคะแนน ตามด้วยพรรคไทยสร้างไทยที่ได้ 100,000 กว่าคะแนน ซึ่งหากคะแนนเสียงของฝ่ายค้านพรรคประชาชน และพรรคไทยสร้างไทยรวมกันก็ชนะพรรคเพื่อไทยได้ และที่ตนตอบคำถามก็ใช้คำว่าเมืองหลวงประชาธิปไตย ไม่ใช่เมืองหลวงเสื้อแดง เพราะตัวเลขก็ฟ้องมาอย่างนั้น
ส่วนที่นายทักษิณ ปราศรัยเย้ยว่า นายพิธา กลัวแพ้จึงต้องบินกลับมาจากสหรัฐฯ นายพิธา กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 ประเด็น เรื่องกลัวแพ้ก็แพ้มาเยอะ ชนะมาก็แยะ อุดรเขต 1 ตอนปี 2562 ตอนเป็นอนาคตใหม่ก็แพ้ พอปี 2566 เป็นพรรคก้าวไกลก็ชนะ ผู้สมัครนายก อบจ.คนปัจจุบันของพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นมีแต่เผด็จการเท่านั้นที่กลัวแพ้การเลือกตั้ง
การเป็นนักการเมืองและการเป็นอดีตนักการเมือง ก็มีแพ้มีชนะเป็นเรื่องธรรมดา อย่างกรณีที่ตนกลับมาจากอเมริกาที่เคยแพ้ก็ชนะ ที่เคยชนะก็กลับมาแพ้ นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องแพ้ แพ้เยอะมาแล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายตนก็ชนะ
เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ด้วยตัวเองของนายทักษิณ ทำให้มีความกังวลหรือไม่นั้น นายพิธา กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวล รู้สึกดี เพราะทำให้มีสีสัน ทำให้ประชาชนมีความสนใจ เพราะในการเลือกตั้งระดับชาติก็มีกติกาหนึ่ง มีเลือกตั้งล่วงหน้า มีเลือกตั้งข้ามเขต ประชาชนให้ความสนใจ แต่เมื่อเป็นการเลือกตั้ง สส.หรือ อบจ.แค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ก็อาจจะไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์จาก กกต.เท่าที่ควร
ถ้ามีการแข่งขันของเบอร์ 1 เบอร์ 2 มีการลงพื้นที่กันเยอะ ประชันวิสัยทัศน์กันเยอะก็ทำให้ประชาชนสนใจ และหวังว่าการจะทำให้การใช้สิทธิ์ครั้งนี้สูงกว่า 56% เพราะครั้งที่แล้วก็เกินครึ่งมานิดเดียว การที่นายทักษิณ ต้องลงมาช่วยหาเสียงเอง ตนไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง
แต่การที่สื่อวิเคราะห์หรือมีการสัมภาษณ์นักวิชาการ รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ตนไม่แน่ใจว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่การทำงานของพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกล เวลามองการเลือกตั้ง เรามอง 2-3 การเลือกตั้งล่วงหน้า
ส่วนสนามเลือกตั้ง อบจ.เป็นโจทย์ยากหรือไม่นั้น นายพิธา กล่าวว่า เป็นโจทย์ยากที่บริหารได้ ในการเลือกตั้ง ปี 2566 คนมาใช้สิทธิ์ 76% พอเลือกตั้ง อบจ.เหลือแค่ 60% เพราะข้ามเขตไม่ได้ เลือกตั้งล่วงหน้าไม่ได้ จึงต้องทำนโยบายในพื้นที่ให้จับต้องได้ มีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน พอตนกลับจากสหรัฐอเมริกา เห็นเรื่องการเลือกตั้งก็มองว่าน่าจะมีการเลือกตั้งด้วยจดหมายแบบ เมลล์อิน เหมือนเลือกตั้งสหรัฐฯ จะได้ทำให้การเลือกตั้งง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และตรงกับเจตจำนงค์ของประชาชนมากขึ้น ต้องแก้ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งระดับชาติแต่รวมถึงเลือกตั้งอื่น ๆ น่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น
และหากพรรคประชาชนจะชนะ มาจากหลายปัจจัยทั้งตัวผู้สมัครและคู่แข่งก็มีความสำคัญ รวมถึงนโยบายตรงใจประชาชนแค่ไหน แต่ตนยังยืนยันในความสำคัญของผู้มาใช้สิทธิ์ หากเกิน 70% ก็ทำให้เกิดความชอบธรรมและมีโอกาสชนะมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันถ้าใช้สิทธิ์น้อยก็น่าจะยาก
ส่วนที่นายทักษิณ ประกาศว่า สมัยหน้าจะคว้า เก้าอี้ สส.ไม่น้อยกว่า 200 นั้น นายพิธา กล่าวว่า ก็เหมือนตอนนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยพูดเรื่องแลนด์สไลด์ ก็แค่นั้น พอถึงเวลา ผลลัพธ์หลังเลือกตั้งประชาชนเป็นคนตัดสิน วางแผนได้ ทางตนก็มี เคยวางไว้ตอนเป็นอดีตก้าวไกล เชื่อว่านายณัฐพงษ์ ก็คงวางแผนของตัวเองเช่นกัน ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน