ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Guangzhou Alibaba Literature lnmati TechnologY Co., Ltd
ประพันธ์โดย:冷香忆
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory forever public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลและเรียบเรียงโดย :จินดารัตน์ คนตรง
“หลี่ชิงชิง” แพทย์ทหารหญิงผู้เก่งกล้ามากไปด้วยความสามารถ
ถูกโชคชะตานำพาให้ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของทหารหนุ่มรูปหล่ออย่าง “หวังเฮ่า”
นางงามพร้อมทั้งความฉลาดเฉลียว เปี่ยมไปด้วยฝีมือในการทำอาหาร และหมอที่เก่งกาจแห่งยุค
สามีของนางนั้นสูงใหญ่หล่อเหลา ขยันขันแข็ง และกล้าหาญ
แม้ในคราแรก..นางจะไม่เต็มใจเพราะคิดว่านี่คือ “การคลุมถุงชน”
แต่เมื่อเห็นถึงความรัก ความดีของพ่อและแม่สามีแล้วนั้น
นางจึงอยากตอบแทนบุญคุณของพวกเขา
ประกอบกับสามี “หวังเฮ่า”เป็นนายทหาร นางจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า
การเป็นทหารไม่ใช่เรื่องง่าย เลยตั้งใจทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดี
คอยดูแลครอบครัวเมื่อยามที่สามีต้องไกลห่างบ้าน
สามีภรรยาช่วยกันฝ่าฟันความยากลำบาก เพื่อกอบกู้ฐานะครอบครัวตระกูลหวัง!
สรรหาช่องทางทำมาหากิน ไม่ว่าจะไข่เค็ม ข้าวปั้นผัก พริกสับดอง ซาลาเปา ก๋วยเตี๋ยว
และแน่นอนว่า..มันจะต้องประสบความสำเร็จเท่านั้น!!
*คำเตือน*
นิยายเรื่องนี้เป็นแนวรักเดียวใจเดียว ไม่มีญาติพี่น้องผู้ชั่วร้าย เนื้อเรื่องไม่น้ำเน่า (แต่อาจจะหิวนิดหน่อย)
เป็นนิยายผู้แต่งเดียวกันกับเรื่อง "ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ : ความมั่งคั่งร่ำรวยมาถึงประตูของท่านแล้ว" ที่จะดำเนินเรื่องราวด้วยสำนวนที่อบอุ่นชวนน้ำลายสอ!
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“คิดจะใส่ร้ายสามีของข้าแถมยังคิดจะยึดทรัพย์กันอีกอย่างนั้นหรือ? ถ้างั้นข้าริบสมบัติในท้องพระคลังนี่.. เข้า “มิติตุนสินค้า” ของข้าเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่
เก็บพริกประจำสารทฤดู
สารทฤดูยามพลบค่ำ แสงสีทองอ่อนๆ ของอาทิตย์อัสดงแผ่ปกคลุมหมู่บ้านตระกูลหวัง ควันจากการทำอาหารของแต่ละบ้านลอยอวลออกมาจากปล่องไฟสูงขึ้นไปตามสายลม
ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่บนเนินเขากลางหมู่บ้าน บ้านฟางสามแถวหลังเก่าทรุดโทรม แถวละสองสามห้อง บนพื้นบริเวณลานหน้าบ้านที่กว้างสองร้อยกว่าผิงหมี่ [1] ปูเต็มไปด้วยพริกสีแดงสด บนหลังคาของห้องแถวแรกก็ปูเต็มไปด้วยพริกสีแดงเช่นเดียวกัน ครั้นยืนมองบ้านและหลังคาที่ย้อมด้วยสีแดงจากที่ไกลๆ พลันทำให้เกิดความรู้สึกปีติยินดียิ่งนัก
เด็กสาวตัวน้อยรูปร่างผอมแห้งสามคนสวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนถือกิ่งไม้เล็กๆ ยืนอยู่ในลานบ้าน คอยไล่ไก่ที่คิดจะมาขโมยกินพริกของพวกนาง
เด็กสาวตัวน้อยทั้งสามคนนี้เป็นพี่น้องกัน ปีนี้คนโตสุดอายุหกขวบนามหวังพั่นตี้ คนกลางอายุสี่ขวบนามหวังเจาตี้ และคนสุดท้องอายุสองขวบกว่านามหวังฉิวตี้
พวกนางเป็นบุตรสาวของสะใภ้ใหญ่ในผู้นำตระกูลรุ่นนี้
เด็กในครอบครัวยากจนนั้นเริ่มจัดการดูแลเรื่องภายในบ้านตั้งแต่อายุยังน้อยแล้ว พริกเหล่านี้เป็นพวกนางและผู้อาวุโสในบ้านที่เก็บมาจากต้นพริกในที่ดิน ช่วยกันล้างทำความสะอาดและนำมาผึ่งตากแดดบนพื้นสะอาด
พริกมากมายขนาดนี้ล้วนเป็นพริกที่เก็บในสารทฤดู นำมาทำเป็นพริกแห้ง ส่วนหนึ่งแบ่งไว้กินเอง อีกส่วนนำไปขาย
ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนกึกแสบจมูกของพริก เด็กสาวตัวน้อยทั้งสามคนจามเป็นระยะ ทว่าสีหน้าของพวกนางกลับไร้ซึ่งความรำคาญใจแต่อย่างใด นั่นเป็นเพราะว่าอาหารเย็นมื้อนี้ไม่ต้องกินโจ๊กที่มีแต่น้ำอีกแล้ว แต่พวกนางจะได้กินข้าวแทน
จำนวนสมาชิกในตระกูลหวังมีมาก ทว่าที่ดินทำกินมีน้อย ทำให้ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารได้น้อยตาม ครอบครัวพวกเขากินอาหารวันละสองมื้อ อาหารเช้ากินข้าวกล้องต้มผสมกับข้าวขาว และผักที่ไม่ใส่น้ำมัน อาหารเย็นกินโจ๊กข้าวกล้องจืดชืด แม้แต่อาหารรองท้องง่ายๆ ที่ประหยัดเงินที่สุดก็ยังไม่มี
นับตั้งแต่หลี่ชิงชิงสะใภ้รองของผู้นำตระกูลหวังแต่งเข้าบ้าน และได้เอ่ยโน้มน้าวท่านผู้นำตระกูล อาหารเช้าต้องเป็นข้าวขาวบริสุทธิ์ ผัดผักก็ต้องใส่น้ำมัน อาหารเย็นเปลี่ยนจากโจ๊กเหลวๆ มาเป็นข้าวกล้องต้มผสมกับข้าวขาว และยังมีผักเสริมด้วย
เมื่อมีข้าวตกถึงท้อง กลางดึกก็ไม่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะหิวอีกแล้ว ไม่ต้องทนหิวจนปวดท้อง ทั้งยังมีกับข้าวสดใหม่ที่ปรุงรสด้วยเกลือให้กิน ชีวิตที่มีรสชาติความสุขก็ยิ่งทวีคูณ
บุตรสาวคนรองหวังเจาตี้มีใบหน้ากลมเล็ก จมูกเล็ก ตาชั้นเดียว ผิวคล้ำเล็กน้อย เส้นผมสีน้ำตาลหยาบกระด้างถักเปียเล็กๆ แววตามีความขี้ขลาดเล็กน้อย นางเหลือบมองไปที่ห้องครัวอยู่หลายที กลิ่นหอมของน้ำมันหมูลอยออกมาจากข้างใน ท้องน้อยๆ ของนางร้องโครกครากอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "ข้าเห็นอาสะใภ้เอาพริกจำนวนมากกับกระเทียมอีกเล็กน้อยไป หรือว่าตอนเย็นพวกเราจะได้กินพริกกันเจ้าคะ?"
"จริงหรือ?" พี่สาวคนโตหวังพั่นตี้มีใบหน้ายาว ตาเล็ก จมูกโต สันจมูกแบนเล็กน้อย ผิวคล้ำกว่าหวังเจาตี้อยู่บ้าง แววตาไม่สดใส รูปร่างผอมกว่าเด็กวัยเดียวกัน นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย "แต่พริกเหล่านั้นต้องขายทำเงินนะ"
สองวันก่อนท่านแม่ของนางจางฮวาหรือก็คือจางซื่อได้ทำผัดพริก ผัดไปเพียงสี่เม็ด น้อยจนแทบจะใส่ไม่เต็มหนึ่งจาน แต่ก็ถูกท่านปู่ท่านย่าด่าทอแล้ว นางจึงกังวลว่าหลี่ชิงชิงจะถูกท่านปู่ท่านย่าดุด่าเช่นกัน
"กินพริก ข้าอยากกินพริกที่ท่านอาสะใภ้ทำ" น้องสาวคนเล็กหวังฉิวตี้สูงไม่ถึงสามฉื่อ [2] รูปร่างผอมแห้ง ผิวดำคล้ำ ผมสีน้ำตาลอ่อนหยาบกระด้างมัดเป็นจุกชี้ฟ้า ประหนึ่งต้นถั่วงอกแคระแกร็น นางอายุยังน้อยทว่าพูดคล่องแล้ว เพียงเอ่ยถึงพริกก็ตะกละอยากกินขึ้นมาจนอดน้ำลายไหลไม่ได้
"อีกประเดี๋ยวก็จะได้กินข้าวกับพริกแล้ว" หวังเจาตี้เอ่ยกับตนเอง ในใจพลันยิ้มอย่างมีความสุข
หวังพั่นตี้เอ่ยขึ้นมาเป็นพิเศษว่า "ต้องรอท่านปู่ ท่านย่าและท่านพ่อกลับมาถึงจะกินได้"
จางซื่อมารดาของพวกนางเดินออกมาจากห้องโถงพร้อมหน้าท้องขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมา ก่อนจะตะโกนด่าทอพวกนางเสียงดัง "ฟ้าจะมืดแล้ว ยังไม่รู้จักเก็บพริกเข้ามาอีก? ไม่รู้จักทำการทำงาน ช่างโง่เง่าเสียเต็มประดา!"
ปีนี้จางซื่ออายุยี่สิบหกปี นางแต่งให้กับหวังจื้อ นี่ถือเป็นการแต่งงานครั้งที่สามของนางแล้ว
การแต่งงานครั้งแรก นางแต่งกับช่างไม้ ทว่าน่าเสียดายที่ช่างไม้ผู้นั้นอายุสั้น เพิ่งแต่งงานได้เพียงครึ่งปีก็เสียชีวิต แม้แต่บุตรสักคนก็ไม่ทิ้งไว้ให้นาง
การแต่งงานครั้งที่สอง นางแต่งกับคนขายเนื้อที่อายุมากกว่านางสิบปี คนขายเนื้อผู้นี้มีบุตรสาวติดมาหนึ่งคน นางดีต่อลูกเลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง ทว่าลูกเลี้ยงคนนี้กลับกล่าววาจาโป้ปดตั้งแต่อายุยังน้อย ใส่ร้ายว่านางปฏิบัติต่อเด็กสาวอย่างโหดร้ายทารุณ คนขายเนื้อฟังความข้างเดียวและทุบตีนาง มีครั้งหนึ่งที่เขาทำร้ายนางจนสลบไม่ได้สติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน นางจึงจำต้องหย่ากับคนขายเนื้อเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
การแต่งงานครั้งที่สาม นางแต่งกับหวังจื้อที่อายุน้อยกว่าตนเองถึงสองปี ฐานะทางครอบครัวของหวังจื้อยากจนและยังมีความพิการ เขาเป็นลูกเลี้ยงของผู้เฒ่าหวังที่หลิวซื่อพามาด้วยจากการแต่งงานครั้งแรก ทว่าโชคดีที่หวังจื้อไม่เคยแต่งงานมาก่อน
หลังแต่งงาน ในตอนแรกความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นดีมาก ต่อมาจางซื่อให้กําเนิดบุตรสาวสามคนติดกัน หวังจื้อโกรธที่ไม่มีบุตรชาย พลอยเกิดความไม่พอใจต่อจางซื่อ ทำให้ไม่ค่อยไปเยี่ยมเยียนบ้านเดิมของจางซื่อ และไม่ค่อยสนใจบุตรสาวทั้งสามคนของตนเท่าไรนัก
ยามนี้จางซื่อตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่แล้ว นางและหวังจื้อคาดหวังยิ่งนักว่าครรภ์นี้จะเป็นทารกเพศชาย
"เก็บพริก"
"รีบไปนำตะกร้ามาเร็ว"
"ตะกร้าใหญ่เกินไป ข้าถือไม่ไหวเจ้าค่ะ"
สามพี่น้องทิ้งกิ่งไม้เล็กๆ แล้วเดินไปหยิบตะกร้ามาเก็บพริกบนพื้นใส่ลงไป
จางซื่อนั่งยองลงเก็บพริกพร้อมกับเหล่าบุตรสาวด้วยความยากลำบาก และยังคอยไล่ไก่ที่แอบมาขโมยกินพริกกันอย่างครึกครื้นเป็นครั้งคราว
ไก่ฝูงนี้มีทั้งหมดยี่สิบสามตัว ระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน หงอนของไก่ตัวผู้ยังไม่ทันงอกก็ขันเป็นเสียแล้ว ครั้นไม่ได้กินพริกก็ส่งเสียงร้องโอ้กโอ้กอย่างไม่พอใจ เสียงขันของไก่ทั้งสั้นและต่ำ ฟังแล้วคล้ายกับเสียงขันทีอย่างไรอย่างนั้น
ขณะที่สี่แม่ลูกช่วยกันเก็บพริกอยู่นั้น หลี่ชิงชิงและหวังจวี๋ในห้องครัวก็กําลังก่อไฟทําอาหาร
หลี่ชิงชิงปีนี้อายุสิบหกปี นางสวมกระโปรงผ้าฝ้ายยาวสีฟ้าอมเขียวที่มีรอยปะชุน บนเอวผูกด้วยผ้าคาดเอวสีเทาหนึ่งผืนเผยให้เห็นเอวเพรียวบาง รูปร่างผอมสูง เรือนผมสีดําราวปีกกาดกหนามัดเป็นมวยกลม ปักด้วยปิ่นไม้แกะสลักลวดลายจักจั่น ใบหน้ารูปไข่ สีผิวเหลืองเล็กน้อย คิ้วโค้งได้รูปทรงใบหลิว ดวงตาโต สันจมูกโด่ง ปากเล็ก ดวงหน้าสะคราญงามล้ำ แววตาสดใส รูปลักษณ์งดงามกว่าจางซื่ออยู่มาก ในหมู่บ้านตระกูลหวังนับว่าไม่เป็นที่หนึ่งก็เป็นที่สอง
นางเกิดในครอบครัวยากจนข้นแค้น บ้านเดิมของนางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนที่อยู่บริเวณตีนเขาห่างออกไปหลายสิบลี้ [3] มีพี่สาวสองคน พี่ชายสองคนและน้องชายหนึ่งคน
เพื่อที่จะสามารถแต่งภรรยาให้กับพี่ชายและน้องชายทั้งสามคนของตน ฝั่งบ้านเดิมจึงได้ยึดสินสอดทั้งหมดของพวกนางสามพี่น้องเอาไว้ ไม่ให้เป็นสินเดิมแก่พวกนาง กระทั่งชุดแต่งงานก็ยังไม่มี ให้พวกนางแต่งออกไปทั้งอย่างนี้
สินเดิมอันน้อยนิดของหลี่ชิงชิง เป็นพี่สาวทั้งสองที่แต่งออกไปแล้วพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมมาให้นาง
ด้วยรูปลักษณ์ของนาง บ้านเดิมที่ฐานะยากจนเช่นนี้มิอาจตบแต่งกับคนในตำบลได้ ทำได้เพียงแต่งกับคนในหมู่บ้านเท่านั้น
โชคดีที่หมู่บ้านตระกูลหวังร่ำรวยกว่าหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนอยู่บ้าง อย่างน้อยหมู่บ้านตระกูลหวังก็สามารถกินอิ่ม ไม่ต้องทนหิว
หวังจวี๋เป็นน้องสาวสามีของหลี่ชิงชิงและเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของผู้นำตระกูลหวัง นางสวมเสื้อผ้าสีเทาที่ทั้งเก่าและขาดรุ่งริ่ง ปีนี้อายุแปดปี นางมีใบหน้ากลมใหญ่ ร่างกายผอมแห้ง เรียวคิ้วหนา ดวงตาโตบุ๋มลึก ดูแล้วเหมือนเด็กตัวเล็กหัวโตที่ขาดสารอาหาร
นางเป็นเด็กที่คลอดก่อนกําหนด ตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ก็ป่วยและต้องกินยาอยู่ตลอด ครอบครัวใช้เงินกับนางไปเป็นจํานวนมาก
ใช้เงินไปกับการรักษาอาการเจ็บป่วยมานานหลายปี ทำให้นางมีนิสัยเก็บตัวและช่างเบื่อหน่าย ทว่านางขยันขันแข็งเช่นหลิวซื่อและจางซื่อ เป็นคนเอาการเอางาน แม้ว่าสุขภาพจะไม่ดีแต่ก็จะไม่อยู่นิ่ง นางทํางานทุกอย่างที่สามารถทําได้
พวกเด็กๆ ในครอบครัวชาวนาล้วนก่อไฟเองได้แล้ว ทว่ายามที่หลี่ชิงชิงทำอาหาร นางจะมีกลวิธีพิเศษบางอย่างเกี่ยวกับไฟ
สองเดือนที่ผ่านมานี้พี่สะใภ้น้องสามีสองคนช่วยกันทําอาหาร เด็กหญิงก่อไฟ ส่วนพี่สะใภ้ทําอาหาร ทั้งสองคนร่วมมือกันได้ดีเยี่ยม
หลี่ชิงชิงตักข้าวที่หุงสุกแล้วออกจากหม้อและใส่ลงในถังไม้ จากนั้นใช้ฝาปิดที่ทำจากไม้ปิดเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวเย็น ด้วยปริมาณข้าวที่เพียงพอสำหรับคนเกือบสิบคน อีกทั้งถังไม้ก็มีน้ำหนักไม่น้อย นางจึงใช้สองมือยกถังไม้อันหนักอึ้งไปที่โต๊ะแปดเซียนในห้องโถงใหญ่ ครั้นกลับมาถึงหวังจวี๋ก็ล้างทำความสะอาดหม้อเหล็กขนาดใหญ่แล้ว
ในบ้านมีเพียงเตาหนึ่งเตาและกระทะเหล็กหนึ่งใบเท่านั้น ใช้ทำทั้งปรุงอาหารและผัดผัก ซึ่งหนึ่งในความปรารถนาของลูกสะใภ้คนใหม่อย่างหลี่ชิงชิงก็คือ การเพิ่มเตาและกระทะเหล็กอย่างละหนึ่งชุด
"น้องสาว ลดไฟลงสักหน่อยเถอะ" น้ำเสียงของหลี่ชิงชิงเปี่ยมไปด้วยความร่าเริงและตื่นเต้นเล็กน้อย คืนนี้นางจะใช้พริกมาทําอาหารจานใหม่ให้ครอบครัวได้ลิ้มลอง
-------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ผิงหมี่ (平米) หมายถึง ตารางเมตร
[2] ฉื่อ (尺) หมายถึง หน่วยวัดความยาวของจีน โดย 1 ฉื่อ = 33.33เซนติเมตร
[3] ลี้ (里) หมายถึง หน่วยวัดระยะทางของจีน โดย 1 ลี้ = 500เมตร
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
Kawebook พร้อมจัดเสิร์ฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
ทำสวนปูทางสู่ความมั่งคั่ง แก้แค้นวังหลังสุดเริ่ด ทะลุมิติแฟนตาซี
อ่านตอนฟรีมากกว่า อัปเดตก่อนใคร
อ่านเลยที่ Kawebook >>> https://kawebook.co/VYX4
อาหารจานใหม่พริกลายเสือ
"ได้เจ้าค่ะ" หวังจวี๋ที่นั่งอยู่หน้าเตาพยักหน้า และหันไปเห็นหลี่ชิงชิงเทพริกสีเขียวมันขลับครึ่งตะกร้าลงกระทะ
พริกที่ปลูกในที่ดินของตระกูลหวัง มีทั้งชนิดสีเขียวและชนิดสีแดง
พริกทั้งสองชนิดนี้ล้วนมีเนื้อเยอะ ขนาดของมันก็เกือบเท่าหนึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่
ความเผ็ดของพริกชนิดนี้ไม่มากเท่าพริกขี้หนู ทว่าให้ผลผลิตต่อหมู่ [1] สูง และกระเพาะของคนส่วนใหญ่สามารถรับความเผ็ดของมันได้ จึงเป็นที่นิยมในพื้นที่ที่มีอากาศชื้นยิ่งนัก ทุกครัวเรือนล้วนชอบกิน
ปีที่ผ่านๆ มาตระกูลหวังนำพริกสีแดงส่วนใหญ่ไปตากแห้งและขาย ส่วนพริกสีเขียวเก็บไว้กินเอง บ้างก็มอบให้ญาติสนิทมิตรสหาย หรือนำไปขายก็มี
ผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อล้วนเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ยิ่งนัก พวกเขามิอาจตัดใจกินพริกที่สามารถขายทำเงินหรือมอบเป็นสินน้ำใจได้ แม้แต่พริกเขียวก็ยังมิอาจตัดใจกินได้เช่นกัน
วัตถุดิบที่หลี่ชิงชิงใช้ทำอาหารคืนนี้ก็คือพริกเขียว พริกครึ่งตะกร้าหนักประมาณสองจิน [2] หากนำไปที่ตลาดก็สามารถขายทำเงินได้หลายเหรียญทองแดง
ดังนั้นหวังจวี๋จึงกังวลว่าหลี่ชิงชิงจะถูกผู้เฒ่าหวังสองสามีภรรยาต่อว่า จึงอดเอ่ยเตือนไม่ได้ว่า "พี่สะใภ้สาม พริกมากมายขนาดนี้จะผัดทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?"
"ใช่แล้ว เก็บเกี่ยวพริกได้มาก ครอบครัวพวกเรามีคนเยอะ ข้าจึงผัดให้มากหน่อย" หลี่ชิงชิงใช้ตะหลิวกดลงบนพริกเขียวมันขลับเพื่อบีบเอาน้ำของพริกออกมา เกิดเป็นเสียงซู่ซ่าและกลิ่นฉุนแสบจมูกของพริกลอยขึ้น ทำให้เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
พริกเป็นอาหารอันโอชะที่สวรรค์ประทานให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ภาคใต้ที่มีอากาศชื้น
พริกลายเสือ [3] หมูผัดพริก ไก่ผัดพริก เป็ดผัดพริก เนื้อสันในผัดพริก… หรือจะผัดพริกเปล่าๆ อย่างเดียว ใช้เป็นเครื่องเคียงกินคู่กับอาหารจานหลักอื่นๆ ก็ล้วนเลิศรส
ในตอนที่ไม่มีเนื้อสัตว์ สิ่งที่หลี่ชิงชิงทําก็คือพริกลายเสือ
พริกลายเสือสูตรต้นตำรับจะใช้พริกหยวก ซึ่งพริกหยวกชนิดนั้นในพื้นที่ก็มีเช่นกัน เพียงแต่ความเผ็ดของมันมีมากเกินไปและตระกูลหวังไม่ได้ปลูก หลี่ชิงชิงจึงใช้พริกเขียวเนื้อหนาเผ็ดปานกลางที่ตระกูลหวังปลูกแทน
ไฟจากเตาค่อยๆ เผาไหม้ น้ำจากพริกในกระทะถูกจี่จนแห้ง ผิวพริกเหี่ยวกลายเป็นลายไหม้คล้ายลายเสือ ในเวลานี้หลี่ชิงชิงจึงใส่พุทราแดงและน้ำมันหมูสีขาวตามลงไปที่ขอบของพริก
หลังจากน้ำมันหมูถูกความร้อนของไฟละลายจนหมดก็ถูกพริกดูดซึมเข้าไป
ในอากาศฟุ้งเต็มไปด้วยกลิ่นหอมๆ ชวนลิ้มรสของเนื้อหมูและพริก ในปากของหวังจวี๋เต็มไปด้วยน้ำลาย ขอเพียงอ้าปากน้ำลายก็ไหลออกมาแล้ว
หลังจากใส่น้ำมันหมูและเกลือลงไป ผิวของพริกลายเสือก็มันวาว หลี่ชิงชิงใช้ตะหลิวตักใส่จานกระเบื้องเคลือบสีดําขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวหนึ่งฉื่อ
แม้แต่จานขนาดใหญ่ที่น่าเกลียดและหยาบขรุขระก็ไม่อาจซ่อนรูปลักษณ์อันน่ากินของพริกลายเสือได้
หวังจวี๋อดไม่ได้ที่จะหยัดกายลุกขึ้นยืน สายตาของนางขยับไปตามพริกลายเสือ ในใจกู่ร้องต้องการกินมัน!
"น้องห้า เพิ่มไฟให้แรงขึ้นอีกหน่อย ข้ายังต้องผัดอาหารอีกจาน" หลี่ชิงชิงนำกระเทียมที่หั่นเสร็จแล้วหนึ่งกํามือเล็ก ใส่ลงในกระทะเหล็กขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าสองฉื่อ แล้วใช้น้ำมันที่เหลือจากพริกลายเสือผัดต่อสองที ครั้นกลิ่นหอมของกระเทียมลอยออกมาก็เทถั่วแปบที่เด็ดไว้ลงไป
ถั่วแปบเป็นถั่วฝักยาวชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกว่าถั่วแปบขาว ในคัมภีร์เปิ่นเฉ่ากังมู่ [4] บันทึกไว้ว่ามีฤทธิ์เสริมม้าม แก้ท้องเสียและขับความร้อนชื้น
ถั่วแปบนั้นปลูกง่ายและโตเร็วเป็นพิเศษ ตระกูลหวังปลูกเพียงสองเมล็ดในสวนหลังบ้านก็ผลิดอกออกผลจนกินไม่หมดแล้ว ทว่าถั่วแปบต้องผัดคู่กับเนื้อหมูถึงจะอร่อย
ในกระทะยังมีน้ำมันหมูเหลืออยู่เล็กน้อย จึงใช้ผัดกับถั่วแปบได้พอดี
ถั่วแปบต้องผัดให้สุก มิฉะนั้นคนอาจได้รับพิษอ่อนๆ หากกินดิบ
ถั่วแปบผัดจนสุกให้ส่งกลิ่นหอมกรุ่น จากนั้นก็ตักใส่ถังได้ครึ่งถัง ถังไม้มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวหนึ่งฉื่อและสูงครึ่งฉื่อ ใช้สําหรับใส่ผักและข้าวโดยเฉพาะ
ไฟจากเตาถูกดับโดยหวังจวี๋ หลี่ชิงชิงตักน้ำใส่กระทะไว้จนเต็มแล้ว ส่วนไฟที่เหลืออยู่สามารถใช้ต้มน้ำร้อนต่อได้ เอาไว้ใช้ล้างจาน ล้างเท้าหรืออะไรก็ได้
พี่สะใภ้และน้องสามีสองคนทําอาหารเสร็จแล้วก็มิได้พักแต่อย่างใด พวกนางไปช่วยจางซื่อแม่ลูกเก็บพริกที่ลานบ้าน
หลี่ชิงชิงเหยียบบันไดปีนขึ้นไปบนหลังคา เพื่อเก็บพริกบนหลังคาใส่เข่งใบใหญ่ แต่ได้ยินเสียงของจางซื่อตะโกนจากด้านล่างว่า "ท้องฟ้าทอแสงแดงยามเช้ามิควรออกจากบ้าน ท้องฟ้าทอแสงแดงยามเย็นควรเดินทางหลายพันลี้ [5] น้องสะใภ้ พรุ่งนี้ฝนไม่น่าจะตก หลังคาอยู่สูง พริกบนนั้นก็ไม่ต้องเก็บแล้ว"
ชาวบ้านในหมู่บ้านหวังนั้นซื่อสัตย์ ผู้คนในหมู่บ้านไม่มีนิสัยลักขโมย แต่จะมีคนจากข้างนอกที่แอบเข้ามาขโมยของ
คนในหมู่บ้านหวังยากจน บ้านที่เลี้ยงสุนัขมีอยู่ไม่กี่ครอบครัว สองคืนก่อนส้มบนต้นส้มสองต้นที่นับเป็นเงินได้สิบกว่าเหรียญทองแดงของครอบครัวหนึ่งถูกโจรจากข้างนอกขโมยไปจนหมด ภรรยาเจ้าของบ้านโกรธหนักจนไปยืนด่าทอสาปแช่งอยู่นอกหมู่บ้านมาสองวันแล้ว เช้าวันนี้ก็ยังด่าอยู่
ดังนั้นช่วงสองวันมานี้คนทั้งหมู่บ้านจึงพากันเก็บผักที่ตากกลับบ้าน เพราะหากไม่เก็บก็กลัวว่าพริกที่ตากในลานบ้านจะถูกคนขโมยไป
"เช่นนั้นก็ลดงานไปได้อีกเรื่องแล้ว" หลี่ชิงชิงยิ้มเล็กน้อย นางไม่ได้ดูสภาพอากาศเป็นเท่าจางซื่อ ดังนั้นนางจึงลงบันไดอย่างคล่องแคล่ว
จางซื่อมองไปยังแผ่นหลังเรียวบางของหลี่ชิงชิง พลันนึกถึงรูปลักษณ์โฉมสะคราญและเฉลียวฉลาด ทั้งยังมีทักษะการทําอาหารที่ยอดเยี่ยมของนาง จากนั้นก็นึกได้ว่าหลี่ชิงชิงเพิ่งจะแต่งเข้าตระกูลหวังเพียงสองเดือนก็สามารถทําอาหารสดใหม่และไข่เค็มออกมาขายทำเงิน ทำให้พ่อแม่ของสามีให้ความสําคัญ ตนจึงอดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้
ทว่าหลี่ชิงชิงกลับมิได้คิดอะไรมาก นางนำบันไดไม้กลับไปเก็บที่ห้องเก็บของและพิงไว้ข้างกําแพง กลิ่นโอสถเข้มข้นที่ลอยฟุ้งอยู่ภายในห้องเก็บของ คือกลิ่นโอสถดิบตากแห้งและโอสถเม็ดที่ทําจากสมุนไพรที่นางเก็บมาจากบนเขาในช่วงหลายวันนี้
ชาติที่แล้วนางเป็นเด็กกําพร้าและได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ทหาร เมื่อจบการศึกษาก็มาเป็นแพทย์ทหาร และพร้อมที่จะเป็นทหารในกองทัพไปตลอดชีวิต แต่ภายหลังโรงพยาบาลทหารได้ย้ายกลับคืนถิ่นเดิม นางจึงเกิดความรู้สึกสูญเสียเป็นอย่างยิ่ง และได้เปลี่ยนอาชีพไปทําธุรกิจ นางหาเงินได้มากมายและเดินทางไปทั่วแห่งหน ไปที่ใดล้วนต้องลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของที่นั้นๆ วันหนึ่งนางเดินอยู่บนทางเท้า ได้ถูกคนเมาขับรถชนจนเสียชีวิต ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นสาวชาวนาในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนแห่งเมืองเซียงแคว้นต้าถังที่กําลังจะแต่งงานเสียแล้ว
เจ้าของร่างเดิมก็มีนามว่าหลี่ชิงชิง ในตอนนั้นได้ทำการตกลงแต่งงานกับหวังเฮ่าแล้ว
เจ้าของร่างเดิมไม่อยากแต่งงาน คนในดวงใจนางคือถงเซิง [6] ผู้หนึ่งในหมู่บ้านที่สอบผ่านการคัดเลือก ถงเซิงผู้นี้ก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเจ้าของร่างเดิมเช่นกัน เพียงแต่มารดาของเขากล่าวว่า เจ้าของร่างเดิมไม่มีสินเดิมมาช่วยเหลือเจือจุนให้เขาร่ำเรียนเพื่อสอบซิ่วไฉ [7] นางจึงไม่ยินยอมอย่างเด็ดขาด
เจ้าของร่างเดิมคับแค้นใจเหลือคณาจนเป็นป่วยเป็นโรคลมแดดและจากไปทั้งอย่างนี้
หลังจากหลี่ชิงชิงทะลุมิติมาถึง นางมิได้เต็มใจกับการคลุมถุงชนเช่นนี้แต่อย่างใด แต่ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย และถือเป็นการตอบแทนบุญคุณบิดามารดาตระกูลหลี่ทั้งสองที่เลี้ยงดูมาแทนเจ้าของร่างเดิม จึงยินยอมตบแต่งออกมา
เมื่อสองเดือนก่อน หวังเฮ่าที่รับราชการทหารใช้วันหยุดเยี่ยมญาติสั้นๆ กลับมาที่หมู่บ้านหวังเพื่อเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับหลี่ชิงชิง จากนั้นก็กลับไปที่กองทัพ
หลี่ชิงชิงจึงได้กลายเป็นภรรยาทหารในยุคโบราณ ชาติที่แล้วนางเคยเป็นทหารมาก่อน ย่อมรู้ว่าเป็นทหารนั้นไม่ง่าย จึงตัดสินใจเป็นภรรยาที่ดีและดูแลคนในครอบครัวแทนหวังเฮ่า
หวังจวี๋และหวังพั่นตี้ยืนอยู่ด้านนอกรั้วสูงสามฉื่อของลานบ้าน กำลังกระซิบคุยกันพลางมองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
ตำแหน่งที่ตั้งบ้านของครอบครัวตระกูลหวังนั้นค่อนข้างสูง สามารถมองเห็นหมู่บ้านได้เกือบครึ่งหมู่บ้าน
"ท่านอา ไม่รู้ว่าพริกจะขายได้เงินเท่าไรกันนะเจ้าคะ?"
หวังจวี๋นึกถึงสิ่งที่หลี่ชิงชิงกล่าวเมื่อคืนวานว่า ยิ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากราคาก็ยิ่งต่ำลง นางจึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
"พริกของบ้านเราทั้งผลใหญ่และสดใหม่ จะต้องขายได้ราคาดีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ" หวังพั่นตี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวังในเรื่องนี้
จางซื่อเดินออกจากลานบ้าน กระซิบถามว่า "น้องเล็ก ครานี้ท่านพ่อท่านแม่เอาไข่เค็มไปขายเท่าไรหรือ?"
ก่อนหน้านี้หลายครั้งตระกูลหวังขายไข่เค็มได้มากสุดครั้งละห้าสิบฟอง ยามเที่ยงวันก็กลับมาแล้ว ทว่าวันนี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
หวังจวี๋ยังคงส่ายหน้าไปมา ไข่เป็ดที่ใช้ทำไข่เค็มของครอบครัวมาจากผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาและหลี่ชิงชิงที่ออกร่วมกัน ไข่เค็มทั้งหมดล้วนทำและควบคุมโดยหลี่ชิงชิงเพียงคนเดียว ยามนี้คนในบ้านจึงมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้
-----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หมู่ (亩) หมายถึง หน่วยวัดพื้นที่ 1 หมู่ = 666.67ตารางเมตร
[2] จิน (斤) หมายถึง หน่วยวัดน้ำหนัก 1 จิน = 500กรัม
[3] พริกลายเสือ (虎皮辣椒) หรือพริกชี้ฟ้าลายเสือ หนึ่งในอาหารเสฉวน คือการเอาพริกชี้ฟ้าเขียวหรือพริกหยวกมาจี่ในกระทะจนเปลือกพริกเหี่ยวเป็นลายไหม้ๆ คล้ายลายเสือ จากนั้นนำไปผัดกับเครื่องปรุงต่างๆ
[4] เปิ่นเฉ่ากังมู่ (本草纲目) หมายถึง ตำรายาสมุนไพรจีนที่รวบรวมเขียนขึ้นโดยหมอยาหลี่สือเจิน
[5] ท้องฟ้าทอแสงแดงยามเช้ามิควรออกจากบ้าน ท้องฟ้าทอแสงแดงยามเย็นควรเดินทางหลายพันลี้ คือการดูสภาพอากาศ เชื่อว่าท้องฟ้าเป็นสีแดงตอนเช้าไม่ควรออกจากบ้านเพราะฝนจะตก หากท้องฟ้าแดงยามโพล้เพล้สามารถออกเดินทางได้เพราะวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าจะสดใส
[6] ถงเซิง (童生) หมายถึง การสอบคัดเลือกขุนนางระดับต่ำสุด โดยผู้ที่สมัครสอบในระดับนี้ทุกคนจะถูกเรียกว่าถงเซิง
[7] ซิ่วไฉ (秀才) หมายถึง การสอบคัดเลือกขุนนางระดับท้องถิ่น ผู้ที่สอบผ่านระดับนี้จะถูกเรียกว่าซิ่วไฉ
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
Kawebook พร้อมจัดเสิร์ฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
ทำสวนปูทางสู่ความมั่งคั่ง แก้แค้นวังหลังสุดเริ่ด ทะลุมิติแฟนตาซี
อ่านตอนฟรีมากกว่า อัปเดตก่อนใคร
อ่านเลยที่ Kawebook >>> https://kawebook.co/VYX4
ไข่เค็มขายดี
หวังเจาตี้ทนกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหวแล้วจริงๆ นางที่สวมรองเท้าฟางขาดๆ วิ่งตึกๆ ออกไป เงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยถาม "ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อและท่านอาสี่ออกไปขายพริกกับไข่เค็ม เหตุใดจนถึงตอนนี้ยังมิกลับมากันอีกเจ้าคะ?"
หวังพั่นตี้กล่าวกับตนเองพร้อมใบหน้านิ่วคิ้วขมวดราวกับผู้ใหญ่ก็มิปานว่า "หรือว่าไข่เค็มจะขายไม่ดี?"
จางซื่อมีลูกหลายคนแถมในท้องยังมีอีกหนึ่งคน ถึงแม้ในที่สุดหากได้บุตรชายดั่งใจปรารถนา แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีเงินเลี้ยงดู นางกลัดกลุ้มเรื่องที่ครอบครัวไม่มีเงินมาโดยตลอด หากไข่เค็มขายไม่ได้ เงินทุนที่สูญเสียไปจะทําให้ชีวิตของตระกูลหวังลําบากยิ่งขึ้น นางสบถถุยหนึ่งทีและผรุสวาทออกมาว่า "ปากอัปมงคล เจ้าเด็กบ้านี่! ไข่เค็มของบ้านเราอร่อยปานนั้น เหตุใดจะขายไม่ได้!"
หวังพั่นตี้ถูกดุด่าแต่มิได้ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจแต่อย่างใด เพียงแต่ดวงตาเล็กๆ ใต้เปลือกตาชั้นเดียวเกิดแววขลาดกลัวขึ้นเล็กน้อย มารดาของตนมักมีอุปนิสัยเช่นนี้ ไม่มีบุตรชายก็มักจะด่าทอพวกนางพี่น้องอยู่เสมอ แต่โชคดีที่ไม่ลงไม้ลงมือทุบตีพวกตน ถือว่าดีกว่ามารดาของเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านไม่น้อย
ยามพลบค่ำ ในที่สุดผู้เฒ่าหวังสามีภรรยา หวังจื้อและหวังเลี่ยงก็กลับมาจากข้างนอก
ในบรรดาทั้งสี่คนผู้เฒ่าหวังเป็นคนที่เสียงดังมากที่สุด เขาเริ่มหัวเราะเสียงดังตั้งแต่อยู่นอกรั้วแล้ว "พวกเรากลับมาทันก่อนฟ้ามืดแล้ว!"
ปีนี้ผู้เฒ่าหวังอายุห้าสิบปี รูปร่างไม่สูง ไหล่กว้าง แขนขาหนา ผิวดำคล้ำ ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วหนาตาโต หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอย ผมหงอกขาว ทว่ากลับมีท่าทางองอาจ มองแล้วดูมีสติปัญญาเฉียบแหลมยิ่ง
เขาคือหัวหน้าของตระกูลหวัง
ในบรรดาบุตรทั้งห้าคน บุตรชายคนโตหวังจื้อและบุตรสาวคนรองหวังเยวี่ยคือคนที่หลิวซื่อภรรยาของหัวหน้าตระกูลพามาด้วย พวกเขามิใช่บุตรแท้ๆ ของผู้เฒ่าหวัง
บุตรชายคนที่สามหวังเฮ่า คนที่สี่หวังเลี่ยง และบุตรสาวคนที่ห้าหวังจวี๋เป็นบุตรแท้ๆ ของผู้เฒ่าหวัง
"ข้าได้กลิ่นหอมของอาหารแล้ว ตาเฒ่าตระหนี่ยิ่งนัก เอาข้าวปั้นที่ชิงชิงทําให้พวกข้าไปขาย ไม่ยอมให้กิน ข้าหิวจะตายแล้ว!" หลิวซื่อเป็นคนโผงผางปากไว ทั้งยังพูดเสียงดัง
นางอายุน้อยกว่าผู้เฒ่าหวังเจ็ดปี รูปร่างสูงกว่าผู้เฒ่าหวังอยู่ครึ่งศีรษะ ผิวเหลืองเล็กน้อย ใบหน้ากลมเรียวคิ้วบาง สันจมูกโด่ง ริมฝีปากใหญ่ อุปนิสัยดุร้ายและไร้เหตุผล
"เหอะๆ" หวังจื้อเดินตามอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสทั้งสอง แค่นเสียงหัวเราะออกมาสองเสียงอย่างซื่อๆ ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ
ปีนี้หวังจื้ออายุยี่สิบสี่ปี เขากับน้องหญิงรองหวังเยวี่ยเป็นบุตรที่เกิดจากหลิวซื่อกับสามีคนเก่า สามีเก่าของหลิวซื่อไม่ได้แซ่หวัง เพื่อให้ผู้เฒ่าหวังยอมรับพวกเขา หลิวซื่อจึงทำการเปลี่ยนแซ่ของพวกเขาสองพี่น้อง
ตอนเด็กๆ หวังจื้อเคยเป็นเสี่ยวเอ๋อร์หมาปี้เจิ้ง [1] ขาขวาสั้นกว่าขาซ้าย เดินกะโผลกกะเผลก แขนซ้ายลีบเล็กกว่าแขนขวา มองด้วยตาเปล่าก็สามารถเห็นถึงความแตกต่างได้ และต่อให้พระอาทิตย์ในฤดูร้อนจะสามารถแผดเผาคนที่ทำงานในไร่นาจนตายได้ แต่เขาก็มิกล้าถอดเสื้อเปลือยท่อนบน
หวังจื้อรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสามีคนก่อนของหลิวซื่อ ใบหน้าใหญ่ริมฝีปากหนา จมูกแบน หน้าตาน่าเกลียดกอปรกับร่างกายไม่สมประกอบ ในปีนั้นจึงหาภรรยาไม่ได้ จำต้องแต่งงานกับจางซื่อที่อายุมากกว่าตนถึงสองปีและเคยแต่งงานมาแล้วสองครั้ง
"พี่สะใภ้สาม พวกข้ากลับมาแล้วขอรับ พริกขายหมดแล้ว ไข่เค็มก็ขายหมดเกลี้ยงเช่นกัน ข้าวปั้นผักที่ท่านทำให้พวกข้า ข้ามือไวเอามาแบ่งกินกับพี่ใหญ่หนึ่งก้อน ที่เหลืออีกสามก้อนถูกท่านพ่อขายไปหมดแล้ว" เดิมทีหวังเลี่ยงเดินอยู่ด้านหลังสุด หลังจากผ่านประตูรั้วเข้ามาก็วิ่งตรงเข้าห้องโถงราวกับลูกศรก็มิปาน เขาวิ่งไปพลางเอ่ยไปพลาง ทั่วร่างของเขาแผ่กระจายไปด้วยความสุขใจ
ผู้เฒ่าหวังทำปากจุจุ ทอดถอนหายใจยาวสุดอารมณ์พลางเอ่ยว่า "คนในอำเภอนี่ร่ำรวยจริงๆ ข้าวปั้นชิ้นใหญ่แค่นั้น คาดไม่ถึงว่าจะให้ข้าถึงสองเหรียญทองแดง"
หวังจื้อเอ่ยอธิบายเพิ่มว่า "น้องสะใภ้ ท่านพ่อมิได้ตั้งใจขายข้าวปั้นที่เจ้าทำให้พวกข้าหรอก แต่คนในอำเภอเห็นน้องสี่กินข้าวปั้นก็ตะกละอยากจะกินตาม จึงให้เงินมาหกเหรียญทองแดงเพื่อซื้อข้าวปั้นทั้งสามก้อนไป"
ครั้นพวกเขากลับมาถึง ภายในบ้านก็คึกคักขึ้นมาทันที
"ขายก็ขายเจ้าค่ะ" หลี่ชิงชิงยกถังไม้ที่ใส่ข้าวเดินออกมาจากห้องครัว นางหิวจนหน้าอกติดกับหลังนานแล้ว ตอนนี้สามารถกินวัวได้ทั้งตัว ยามเอ่ยก็ดูไร้เรี่ยวแรงยิ่งนัก "พวกท่านเดินทางมาทั้งวันย่อมหิวกันแล้ว รีบมาทานข้าวกันเถิดเจ้าค่ะ"
เดิมทีข้าวถูกวางไว้บนโต๊ะแปดเซียนในห้องโถง แต่ต่อมากลัวว่าจะเย็นจึงนำไปอุ่นที่ห้องครัว
"พี่สะใภ้สาม ท่านอยู่ในครัวหรือขอรับ" หวังเลี่ยงที่อายุสิบปีวิ่งออกมาจากห้องโถง เกือบจะชนเข้ากับหลี่ชิงชิงที่อยู่ตรงหน้าตน เขารีบหลีกทางหลบไปยืนอยู่อีกด้านของผนัง เดิมอยากจะโอ้อวดความดีความชอบกับหลี่ชิงชิง แต่เมื่อได้เห็นข้าวที่เต็มหม้อใบใหญ่ ท้องของเด็กหนุ่มก็ส่งเสียงร้องโครกคราก แทบรอไม่ไหวที่จะฝังหน้าลงหม้อข้าวแล้วกินให้อิ่มหนำสำราญ
หลิวซื่อหันไปเอ่ยกับบุตรชายคนเล็กอย่างโมโห "พอพ้นฤดูร้อนเจ้าก็จะสิบสองปีแล้ว ยังจะทำตัวบุ่มบ่ามเช่นนี้อยู่อีก!"
ชาวบ้านกล่าวกันนั้นคืออายุลวง ปีหน้าอายุลวงของหวังเลี่ยงก็คือสิบสองปี
หวังจวี๋ถือพริกลายเสือหนึ่งจาน และจางซื่อถือผัดถั่วแปบหนึ่งถัง เดินตามหลังหลี่ชิงชิงเข้าไปในห้องโถง
จางซื่อได้ยินสิ่งที่น้องชายสามีเอ่ยเมื่อครู่แล้ว ของทุกอย่างขายหมดเกลี้ยง คราวนี้ดีจริงๆ ครอบครัวของพวกนางไม่ขาดทุนและยังหาเงินได้ ใบหน้าของนางจึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา พอนึกถึงข้าวปั้นผักขนาดเท่าลูกท้อเล็กๆ นั่นที่ทำจากการนำผักที่ลวกด้วยน้ำร้อนและข้าวสุกสองเหลี่ยง [2] มาขยำปั้นเป็นก้อน นางก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจ "ข้าวปั้นผักหนึ่งก้อนขายได้สองเหรียญทองแดงเลยหรือ?"
ราคาตามท้องถิ่น อำเภอ และตำบลนั้นแพงกว่าในหมู่บ้านเล็กน้อย
ข้าวสารมีข้าวกล้องและข้าวขาว ข้าวเปลือกหนึ่งจินเมื่อขัดเป็นข้าวกล้องจะได้เจ็ดเหลี่ยงกว่า แต่เมื่อขัดเป็นข้าวขาวจะได้เพียงหกเหลี่ยงเท่านั้น
ข้าวกล้องสองเหลี่ยงเป็นเงินห้าเหรียญทองแดง ข้าวขาวหนึ่งเหลี่ยงสามเหรียญทองแดง
ข้าวสารนั้นยังดิบ หากใส่น้ำลงไปนึ่งให้สุกก็จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ข้าวสารหนึ่งจินสามารถนึ่งทำข้าวปั้นได้หกถึงเจ็ดก้อน
ข้าวปั้นที่หลี่ชิงชิงทำใช้ข้าวขาว
ผักหนึ่งจินสองเหรียญทองแดง หากเป็นฤดูกาลที่ผักมีผลผลิตมาก ยามที่ถูกที่สุดคือสองจินต่อหนึ่งเหรียญทองแดง
ข้าวขาวและผักล้วนปลูกเองโดยตระกูลหวัง ต้นทุนจึงต่ำกว่าราคาตลาดมาก
หวังจื้อเอ่ยตอบ "ใช่แล้ว ดังนั้นท่านพ่อเลยไม่ให้พวกข้ากิน แล้วเอาข้าวปั้นผักทั้งหมดไปขาย" เขายังเอ่ยสำทับอีกว่า "ฝีมือการทำอาหารน้องสะใภ้ดีจริงๆ ข้าวปั้นผักที่นางทําแค่มองก็น่ากินแล้ว"
จางซื่อพยักหน้าตามแล้วเอ่ย "เป็นเช่นนั้น" ลึกๆ ในใจของนางยังไม่อยากจะเชื่ออยู่เล็กน้อยว่า ข้าวปั้นเล็กๆ หนึ่งก้อนจะขายได้เงินมากขนาดนั้น
หวังฉิวตี้กอดต้นขาของหวังเลี่ยงเพื่อให้อุ้มนางขึ้น เด็กหญิงอายุน้อยทว่าไหวพริบดียิ่ง นางรู้ว่าหวังจื้อบิดาของตนให้ความสําคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี จึงมิกล้าออดอ้อนเขา นางมักจะมาออดอ้อนท่านอาเล็กของนางเสมอ
หวังเลี่ยงโบกมือพลางเอ่ย "อาของเจ้าเดินทางมาสี่สิบกว่าลี้ เหนื่อยแทบตายแล้ว อุ้มเจ้าไม่ไหวหรอก"
หลิวซื่อหัวเราะพลางกล่าว "ฉิวตี้ตัวเบาประหนึ่งลูกแมวน้อย เหตุใดเจ้าจะอุ้มนางไม่ไหวเล่า?"
"อาสะใภ้ทําอาหารอร่อยๆ ด้วยเจ้าค่ะ" หวังเจาตี้เอ่ยไปพลางน้ำลายไหลไปพลาง นางหิวจะแย่มานานแล้ว
"ข้าจะดื่มน้ำสักหน่อย" ผู้เฒ่าหวังเข้าไปในห้องโถง กลิ่นหอมของอาหารโชยมาเตะจมูก เห็นอาหารสามอย่างวางอยู่บนโต๊ะแปดเซียนที่เก่าทรุดโทรมเลือนราง แต่ก็มองไม่ออกว่ามันคือสิ่งใด เขาลังเลอยู่ว่าจะดื่มน้ำก่อนหรือกินข้าวก่อนดี ครั้นได้ยินบุตรสาวคนเล็กหวังจวี๋เอ่ยว่าจะจุดตะเกียงน้ำมัน เขาก็พูดขึ้นตามความเคยชิน "ไม่ใช่ปีใหม่หรือเทศกาล จะมาจุดตะเกียงอะไรกัน พระจันทร์ด้านนอกดวงตั้งใหญ่!"
ยุคนี้คนที่สามารถจุดตะเกียงน้ำมันได้ทุกวันล้วนเป็นครอบครัวคนรวย สมาชิกของตระกูลหวังมากมายเพียงนี้ ทว่าแรงงานกลับมีน้อย เงินที่หาได้จึงแค่พอให้ใช้ชีวิตอยู่รอดเท่านั้น
หวังเลี่ยงเอ่ย "ท่านพ่อ กินข้าวไม่จุดตะเกียงจะมองไม่เห็นนะขอรับ"
"เจ้าเด็กตัวเหม็น เมื่อก่อนไม่จุดตะเกียงกินข้าวก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะกินข้าวทางจมูก" ผู้เฒ่าหวังส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง เขายังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่จะจุดตะเกียงเพื่อกินข้าว
ก่อนที่หลี่ชิงชิงจะแต่งงาน นางอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน ใช้ชีวิตกินนอนอาบน้ำล้างหน้าท่ามกลางความมืด เมื่อแต่งเข้าตระกูลหวังแล้วก็ยังคงเป็นเช่นนี้ นางเอ่ยในใจ “เมื่อไหร่การใช้ชีวิตท่ามกลางความมืดจะจบลงกันนะ?”
หวังเลี่ยงทำปากยู่ ก่อนจะรินน้ำอุ่นครึ่งชามดื่มลงท้องเพื่อดับกระหายพลางเอ่ยถาม "พี่สะใภ้สามทำอาหารอร่อยอันใดหรือขอรับ ถึงได้มีกลิ่นหอมขนาดนี้?"
-----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เสี่ยวเอ๋อร์หมาปี้เจิ้ง (小儿麻痹症) หมายถึง โรคโปลิโอ
[2] เหลี่ยง (两) หมายถึง หน่วยวัดน้ำหนัก 1 เหลี่ยง = 50 กรัม
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
Kawebook พร้อมจัดเสิร์ฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
ทำสวนปูทางสู่ความมั่งคั่ง แก้แค้นวังหลังสุดเริ่ด ทะลุมิติแฟนตาซี
อ่านตอนฟรีมากกว่า อัปเดตก่อนใคร
อ่านเลยที่ Kawebook >>> https://kawebook.co/VYX4