โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แก๊งคอลฯ อาละวาดหนัก อ้าง 'ดีเอสไอ'-หลอกโอน นางงามชาล็อต-สูญ 4 ล้าน ดีอีเตรียมแก้ กม.ล้อมคอก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 00.58 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2567 เวลา 00.58 น.

อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด

แก๊งคอลฯ อาละวาดหนัก

อ้าง ‘ดีเอสไอ’-หลอกโอน

นางงามชาล็อต-สูญ 4 ล้าน

ดีอีเตรียมแก้ กม.ล้อมคอก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หนึ่งในแก๊งอาชญากรรมที่อาละวาดหนักตลอดช่วงปี 2567 และมีแนวโน้มจะหนักข้อขึ้นทุกที จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือเอโอซี 1441 พบว่าตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 31 ตุลาคม 2567 มีสถิติการแจ้งเหตุทั้งหมด 1,176,512 สาย และจำนวนการระงับบัญชีที่ต้องสงสัยอยู่ที่ 348,006 เคส

ซึ่งแสดงถึงปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ที่รุนแรง และขยายวงกว้าง โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 19,000 ล้านบาท

ล่าสุด “ชาล็อต ออสติน” ดีกรีนางงามเวทีมิสแกรนด์ พลาดท่าตกเป็นเหยื่อ สูญเงินไปถึง 4 ล้านบาท

เรื่องราวถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานบริษัท มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อม น.ส.ชาล็อต ร่วมกันแถลงเรื่องราวดังกล่าว

ชาล็อตเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 7 ธันวาคม เวลาประมาณ 17.00 น. ขณะที่กำลังขับรถมุ่งหน้ามายังบริษัท มิสแกรนด์ฯ มีเบอร์แปลกโทร.มา โดยปกติเป็นคนที่ไม่รับสายเบอร์แปลก แต่วันนั้นไปทำธุระที่ร้านแห่งหนึ่ง และมีการทิ้งเบอร์ไว้เพื่อจะขอใบกำกับภาษี จึงคิดว่าเบอร์ดังกล่าวเป็นเบอร์จากร้าน จึงรับสาย

คนร้ายอ้างว่าเป็นบุคลากรของดีเอสไอแจ้งชื่อและยศ ก่อนกล่าวอ้างว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนึ่งในผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินหุ้นบริษัท STARK ที่เคยมีข่าวช่วงเดือนสิงหาคม และบอกด้วยว่ามีการขายบัญชีให้กับนายศรัทธา และมีหลักฐานว่าผู้ต้องหาดังกล่าวโอนเงินมาให้ทุกเดือน เดือนละ 800,000 บาท ซึ่งได้มีการหาข้อมูลจากในเน็ตพบว่ามีคดีดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ชื่อที่แจ้งก็เป็นผู้ต้องหาจริง

จึงยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และแจ้งว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

คนร้ายให้กดโค้ดตาม เพื่อโอนสายไปยังคนร้ายอีกคนที่อ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ แต่โค้ดดังกล่าวคาดว่าเป็นโค้ดที่ทำให้โทรศัพท์โดนบล็อกเบอร์จากบุคคลอื่น ไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ นอกจากนี้ ยังมีการขอไลน์และวิดีโอคอลหา อ้างว่าจะใช้ในชั้นศาล

คนร้ายยังขู่ว่าติดตามตำแหน่งอยู่ และห้ามไม่ให้บอกใครเนื่องจากเป็นความลับทางราชการ

รวมทั้งข่มขู่ว่าหากบอกใครจะทำให้ผู้นั้นโดนดำเนินคดีไปด้วย จึงทำให้เกิดความกังวลและกลัว ไม่กล้าบอกใคร และไม่กล้าเดินทางมาที่บริษัท

อีกทั้งยังมีการนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความดังกล่าวจากศาล และ ปปง. มาโชว์ให้เห็น จึงทำให้เชื่อสนิทใจ

คนร้ายให้ยืนยันความบริสุทธิ์โดยให้โอนเงิน อ้างว่านำไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจะได้รับคืนภายใน 10-15 นาที

จึงโอนไปครั้งแรก 2 ล้านบาท หลังจากถึงเวลากำหนดคืนเงิน คนร้ายก็อ้างว่าอยู่ในระหว่างการประชุมเพื่อนำเรื่องเรียนผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ ซึ่งตลอดเวลาคนร้ายห้ามวางสายวิดีโอคอล และมีการพูดคุยกันเป็นระยะ

กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 8 ธันวาคม ทางคนร้ายอ้างว่ามีการตรวจสอบยอดแล้ว และให้โอนเพิ่มอีก 2 ล้านบาท เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม จึงโอนให้อีก 2 รอบ รอบแรก 500,000 บาท อีกรอบ 1,500,000 บาท

โดยการโอนทั้ง 3 ครั้ง รวม 4 ล้านบาท เป็นการโอนไปยังบัญชีเดียวชื่อ น.ส.ปาริฉัตต์ แซ่เอี๊ยว

ต่อมาเริ่มเกิดความสงสัย และแน่ใจว่าถูกหลอก ช่วงเช้าวันที่ 8 ธันวาคม จึงโทร.อายัดบัญชีชั่วคราว และบันทึกภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ก่อนเข้าแจ้งความที่ สน.สุทธิสาร

ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดรู้สึกเสียใจที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพง่ายๆ เพราะป่วยเป็นโรคแพนิก พอถูกพูดขู่ก็เกิดความกลัวไปทุกอย่าง ขณะนี้กำลังรักษาโรคนี้อยู่ด้วย

ด้านนายณวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า มีคลิปวิดีโอขณะที่ชาล็อตพูดคุยกับมิจฉาชีพ ไปให้คนรู้จักตรวจสอบ คาดว่าคลิปวิดีโอคอลดังกล่าวเป็น AI อีกทั้งยังคิดว่าชาล็อตจะไม่ได้รับเงินคืนเนื่องจากมิจฉาชีพส่วนมากอยู่ต่างประเทศ แต่ที่มาแถลงข่าวในวันนี้ก็เพื่อที่จะเป็นอุทาหรณ์ให้ใครอีกหลายๆ คน

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและสอบสวน ได้เดินทางมารับข้อมูลเพื่อจะโอนย้ายคดีจาก สน.สุทธิสาร มายัง บช.สอท. พร้อมระบุว่า ถึงแม้ปลายทางจะมีการโอนเงินเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดิจิทัลแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามเส้นทางการเงินได้

ผ่านมาเพียง 5 วัน ตร.ไซเบอร์ก็ตามจับกุมผู้ต้องหาได้ โดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. แถลงข่าวการจับกุม น.ส.ปาริฉัตต์ แซ่เอี๊ยว เจ้าของบัญชีม้า หลังตามไปจับได้ภายในบ้านพักแห่งหนึ่ง

พล.ต.ท.ไตรรงค์เปิดเผยว่า หลัง น.ส.ชาล็อตโอนเงินไปยังบัญชีของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ เข้าบัญชีของผู้ต้องหารายนี้ คนร้ายได้โอนเงินต่อไปตามบัญชีม้าแถวสองและแถวสาม ตามลำดับ

โดยก่อนวันที่ น.ส.ชาล็อตจะถูกหลอกให้โอนเงิน ผู้ต้องหาได้ไปเปิดบัญชี 5 เล่ม และได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อสแกนใบหน้า

จากการขยายผลเบื้องต้น ตำรวจพบเส้นทางการเงินที่ น.ส.ชาล็อตโอนไปจำนวน 4 ล้านบาท ถูกแปลงเป็นเงินดิจิทัล และโอนไปยังบัญชีปลายทางที่มีคนจีนเป็นเจ้าของ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล

ส่วนสามีของผู้ต้องหา ภายหลังออกข่าวก็พบว่าได้หลบหนีไปจากที่พัก แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้เพราะยังไม่ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน

อีกทั้งขยายผลเส้นเงินพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเคสไอดีที่แจ้งความไว้ในระบบแจ้งความออนไลน์กว่า 100 คดี โดยเฉพาะคดีของป้า-หลานอุดร ที่ถูกหลอกสูญเงินกว่า 4 ล้านบาท และนางงามคนดังอีกราย ดีกรีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ที่สูญเงินไป 3.7 ล้านบาทในพื้นที่ สน.ลุมพินีด้วย

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนประสานข้อมูลเพื่อโอนคดีมายัง บช.สอท.เพื่อดำเนินการสืบสวนต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. ระบุว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาถูกสามีชักชวนให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับรายได้พิเศษ โดยมีค่าตอบแทนให้บัญชีละ 3,500 บาท ต่อมาผู้ว่าจ้างได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อถ่ายรูปสมุดบัญชี ก่อนจะแจ้งว่าตัวเองและสามีต้องเดินทางไปที่ประเทศกัมพูชา 2 วัน ซึ่งในวันเดินทางได้มีรถแท็กซี่ 2 คันมารับที่บ้าน โดยภายในรถยังมีบุคคลอื่นที่รับจ้างเปิดบัญชีร่วมเดินทางไปด้วย

เมื่อถึงบริเวณตลาดโรงเกลือมีรถจักรยานยนต์มารับเพื่อพาไปส่งยังจุดข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ ซึ่งใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 10 นาที ก็เดินทางถึงประเทศกัมพูชา และมีกลุ่มคนมารับไปส่งยังอาคารแห่งหนึ่ง

สาวบัญชีม้าเล่าว่า ภายในอาคารมีคนไทยประมาณ 20 คนอาศัยอยู่ภายใน โดยมีคนจีนเป็นผู้ดูแล

ชั้นบนของอาคารมีการสร้างห้องจำลองเป็นสถานที่ราชการต่างๆ เช่น ดีเอสไอ สถานีตำรวจ เพื่อใช้สำหรับวิดีโอคอลหลอกผู้เสียหาย

โดยคนที่มาเปิดบัญชีจะถูกขังอยู่ในห้องก่อนจะถูกเรียกให้ออกไปสแกนใบหน้า ผ่านบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะได้รับเงินสดเป็นค่าตอบแทน และถูกส่งตัวกลับประเทศไทยผ่านช่องทางเดิม

ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจออกหมายจับบรรดาบัญชีม้าไปมากกว่า 400 หมายจับแล้ว

ส่วนการติดตามเงิน ตร.ไซเบอร์ประสานบริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลที่คนร้ายนำเงินไปแปลงเป็นคริปโตเคอร์เรนซี ก่อนโอนไปยังกระเป๋าเงินของชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยอายัดไว้ได้ทัน 7-8 แสนบาท และอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบ เพื่อนำเงินมาคืนผู้เสียหายต่อไป

ต่อมา พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. กล่าวย้ำว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าของโอนทรัพย์สินให้กับเจ้าหน้าที่ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้วิธีการวิดีโอคอลหาท่าน โน้มน้าวหรือข่มขู่ให้ท่านโอนเงิน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรือข่มขู่ถึงขั้นให้ถอดเสื้อผ้า ถ่ายคลิปวิดีโอ ขอให้นึกไว้ก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 และถ้าท่านตกเป็นเหยื่อ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่การป้องกัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวภายหลังประเทศสิงคโปร์เตรียมบังคับใช้กฎหมายให้ธนาคารและค่ายมือถือร่วมรับผิดชอบหากลูกค้าโดนหลอก ทางกระทรวงดีอีก็มีการดำเนินการในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยจะแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้านไซเบอร์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานกฤษฎีกา

ทั้งนี้ ในรายละเอียดการแก้ไข พ.ร.ก.ดังกล่าวมีหลายเรื่อง โดยมาตรการที่ 1 การมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์และโอเปอเรเตอร์ มาตรการที่ 2 คือการจ่ายเงินคืน และมาตรการที่ 3 เพิ่มโทษผู้กระทำความผิด ส่วนรายละเอียดการคืนเงินให้กับผู้เสียหายอยู่ระหว่างการพูดคุย ซึ่งยังไม่มีกำหนด และไม่ต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภา สามารถดำเนินการได้เลย และขณะนี้ก็เร่งรัดเรื่องนี้อยู่

ขณะที่วันที่ 1 มกราคม 2568 นี้ จะมีอีก 1 มาตรการออกมา คือ มาตรการการส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์ต่างๆ ที่จะมีการแนบลิงก์ เพื่อลงทะเบียนผู้ส่งต้องแจ้งสถานะว่าเป็นใคร หากไม่พบข้อมูลผู้ส่ง โอเปอเรเตอร์จะมีการระงับการส่งดังกล่าว

การปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นอกจากอาศัยความร่วมมือกันของทุกหน่วยงานแล้ว การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แก๊งคอลฯ อาละวาดหนัก อ้าง ‘ดีเอสไอ’-หลอกโอน นางงามชาล็อต-สูญ 4 ล้าน ดีอีเตรียมแก้ กม.ล้อมคอก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...