เจ้าแม่หนังสยองขวัญนิวเจนฯ ‘มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง’ จาก ‘พนอ’ หนังภาคต่อลองของ ที่มีมากกว่าความน่ากลัว แต่สะท้อนแง่มุมการรักตัวเอง ท่ามกลางสังคมอันโหดร้าย
‘มิ้ม’ ไม่ใช่ ครูพนอ ตัวละครที่เธอเล่นเป็นศัตรูกับพนอด้วยซ้ำ แต่การได้เล่นหนังเรื่อง ‘พนอ’ ทำให้มิ้มรู้จักพนอมากขึ้น เข้าใจพนอ เห็นใจพนอ และอยากเอาใจช่วยพนอ ผู้ซึ่งเป็นเด็กสาวที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง จนต้องสร้างพื้นที่ที่หากใครกล้าเข้ามาระรานหรือคุกคาม จะจบไม่สวยเลยสักคน
ในปี 2548 ที่ชื่อของ ‘ครูพนอ’ จากหนัง ‘ลองของ’ เริ่มสร้างภาพจำความหลอนไปทั่วไทย (หลายคนคงจำซีนต้มข่าไก่ในตำนานกันได้) มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง เจ้าของวลีสุดไวรัล “แย้มอยากได้ร่างเจ๊” จากหนังธี่หยด เพิ่งมีอายุย่างเข้า 2 ขวบ โดยที่เธอยังไม่ได้รู้จักครูพนอเลยสักนิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึง 20 ปี สาวน้อยคนนี้ในวัย 20 ปี ก็ได้เดินเท้าเข้าสู่จักรวาลลองของฝีมือผู้กำกับ ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว ในฐานะหนึ่งในนักแสดงจากภาพยนตร์ภาคต่อลองของอย่าง ‘พนอ’ ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่เกิดของพนอจนถึงจุดพลิกผันในชีวิตก่อนเธอจะกลายเป็นตัวแม่ศาสตร์มืดสุดสยอง
มิ้มบอกเราว่า พนอเปรียบเสมือนตัวแทนผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อทางสังคม ที่ถูกกระทำความรุนแรงเพียงเพราะ ‘คนอื่น’ รวมหัวกันตราหน้าว่าเป็นตัวเสนียดจัญไร ทั้งที่เธอยังไม่ได้ทำร้ายอะไรใครก่อนเลย ซึ่งภาพปัญหาการถูกบูลลี่ในสังคม เป็นภาพที่มิ้มเห็นมาโดยตลอดในชีวิตจริง มิ้มจึงคิดว่า ความร้ายกาจที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาของพนอ แม้จะไม่ถูกต้อง แต่กลับมีเหตุผลที่จะทำให้คนดูเข้าใจได้ว่า เมื่อหมดสิ้นหนทาง ไร้ซึ่งคนเข้าใจ และไร้ซึ่งความยุติธรรม บางครั้งก็อาจบีบให้เหยื่อต้องลุกขึ้นมา ‘ปกป้อง’ ตัวเองไม่ว่าจะโดยวิธีไหนก็ตาม
พนอ (รับบทโดย เฌอปราง อารีย์กุล) เป็นเหยื่อผู้ถูกมองว่าเป็นตัวกาลกิณี เมื่อเธอเกิดมาในวันที่หมู่บ้านทำพิธีปล่อยของ ทั้งที่จริงเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาที่กำลังตกเป็นเหยื่อของอำนาจมืดที่จ้องเล่นงานเธออยู่ ส่วน ‘จิ๊บ’ ตัวละครที่มิ้มเล่น ก็เป็น ‘ผู้กระทำ’ ที่ใช้อำนาจและความมีอิทธิพลของตัวเอง รังแกและทำร้ายเหยื่อ ซ้ำยังโน้มน้าวให้คนอื่นเกลียดเหยื่อตามไปด้วย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
สาวน้อยผู้ได้รับฉายาเจ้าแม่หนังสยองขวัญนิวเจนฯ คนนี้ ย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญที่จะทำให้คนกลัว แต่เป็นหนังที่สะท้อนปัญหาสังคมไว้มากมาย ทั้งประเด็นการบูลลี่ ประเด็นความเกลียดชังทางเพศของผู้หญิงที่มีต่อผู้หญิง ประเด็นความรุนแรง และประเด็นปัญหาสุขภาพจิต ของแต่ละตัวละครที่อยากเป็นคนที่ถูกยอมรับและถูกรัก ที่ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเราตอนนี้ ทุกยุค ทุกสมัย
ลองของ
จากความสำเร็จในภาพยนตร์เรื่องแรกของชีวิต ‘ธี่หยด’ ทั้งสองภาค ที่ทำให้มิ้มกลายเป็นที่รู้จัก และหลายคนชื่นชมในฝีมือการแสดงสุดหลอนของเธอ ‘พนอ’ จึงเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องล่าสุดที่เธอเล่น และทำให้หลายคนเรียกเธอว่าเป็นเจ้าแม่หนังสยองขวัญคนต่อไป แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เป็นเหยื่อผู้ถูกผีกระทำความรุนแรง แต่เธอเป็นเด็กสาวที่กระทำความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งจากคำตอบของมิ้ม เธอก็ยืนยันว่า คนเนี่ย น่ากลัวไม่แพ้ผีเลย
“โห ดีใจมากค่ะ ที่มีคนจำชื่อเราได้ จากแย้มในธี่หยด หลายคนก็ติดภาพจำ ให้หนูยิ้มมุมปาก ก้มหน้า ทำหน้าแย้มหน่อย แย้มอยากได้ร่างเจ๊! แต่จริงๆ ก็อยากให้คนได้เห็นในหลายๆ มุม ที่เราได้รับโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น อย่างช่วงนี้หนูก็ได้ทำอะไรใหม่ๆ เป็นบทอื่นที่ไม่ใช่ผีแล้ว แต่ก็ยังดีใจอยู่ดีที่ได้รับฉายา ซึ่งก็จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ให้เหมาะสมกับฉายาค่ะ” มิ้มยิ้มตอบ และเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า จริงๆ เธอเป็นคนกลัวผี แต่ชอบดูหนังผีมาก และยังรู้สึกว่าหนังสยองขวัญที่ได้เล่น มันมีเสน่ห์อยู่มากมาย
“พาร์ทของการแสดงหนังสยองขวัญ มันใช้พลังเยอะมากๆ ทุกเรื่องมีที่มาที่ไป และล้วนเกี่ยวกับความเชื่อ อย่างธี่หยด เป็นความเชื่อเรื่องปอบ ส่วนพนอ เป็นความเชื่อ เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับคนไทย อย่างตัวหนูก็เชื่อเรื่องผี เชื่อเรื่องการมู แต่อย่างการเล่นของ หนูไม่เคยเข้าไปถึงตรงนั้น แต่ก็ชอบฟังจากเดอะโกสต์ เรื่องไสยศาสตร์ และการเล่นของ คนเจนฯ หนูก็ยังรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งนี้ เรื่องพวกนี้ไม่เคยหายไปเลย อยู่มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และคงมีบางคนที่ทำอะไรแบบนี้จริงๆ เมื่อธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่สามารถเปลี่ยนใจใครได้ หรือไปบอกให้ใครมารักเราสิ ทำแบบนั้น แบบนี้กับฉันสิ บางคนเลยเลือกใช้การเล่นของเพื่อตอบสนองความต้องการ แม้ว่ามันจะผิดหรือทำร้ายคนอื่นก็ตาม”
จิ๊บ คือเด็กสาวหน้าตาดี ซึ่งเป็นลูกผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน นั่นทำให้เธอมีอำนาจที่จะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ใครทำให้ขัดใจอาจโดนเธอเล่นงาน และบางครั้งก็ ‘เล่นของ’ ใส่ด้วย
“จิ๊บ ร้ายมาก แต่หนูเป็นคนดีค่ะ (หัวเราะ) หนูคิดว่าเขาค่อนข้างต่างกับเรา เพราะตัวละครจิ๊บเชื่อว่าพนอเป็นตัวซวยของหมู่บ้าน และด้วยความที่เขาเป็นใหญ่ เขามีอีโก้ เขาเป็นลูกกำนัน โรงเรียนก็มีเขาคนเดียวที่ผมยาวที่สุด มันทำให้เห็นเลยว่า เขาจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งความเอาแต่ใจ ความอยากเอาชนะ เมื่อเห็นผู้ชายที่เขารักไปยุ่งกับพนอ เขาเลยรู้สึกว่าต้องจัดการ”
“มิ้มว่า มันมีทุกสังคมนะ คนที่มีพริวิลเลจ ไม่ว่าเราจะเคยเห็น หรือไม่เคยเห็น อย่างตัวละครจิ๊บ พอเขามีอิทธิพล เขาก็สามารถโน้มน้าวให้ทุกคนเชื่อแบบเดียวกับเขา เชื่อตามที่บอก เพราะเขาเป็นใหญ่ ชี้นิ้วสั่งใครก็ได้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง เพราะเขาอยู่เหนือทุกคน มิ้มเลยรู้สึกว่านิสัยคนนี่น่ากลัวจังนะ เพราะถ้าการเล่นของทำให้เราตายได้ แต่สุดท้ายจุดกำเนิดของการเล่นของก็มาจากคนที่ทำของใส่กันอยู่ดี”
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
มิ้มบอกว่า ที่มีหนังภาคต่อเรื่องนี้ได้ ต้องยกเครดิตการแสดงให้กับ มะหมี่-นภคปภา นาคประสิทธิ์ จากลองของ ที่ทำผลงานเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นตำนาน มาในเวอร์ชั่นนี้ เมื่อมิ้มต้องมาเล่นและฟาดฟันกับตัวละครพนอในวัยนักเรียน เธอจึงกลับไปดูลองของอีกครั้งเพื่อทำการบ้าน และได้พอเข้าบทกับตัวละครพนอจริงๆ เธอก็พบว่า “พนอเป็นคนที่ไม่ทำร้ายใครก่อน แต่พอโดนกดขี่มานาน ความอดทนของทุกคนมีขีดจำกัด แล้วเขาน่าจะทนจนถึงที่สุดแล้ว เขาเลยต้องลุกขึ้นมา ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเอง เพราะทุกคนก็มีเหตุมีผลของตัวเองที่ทำบางอย่างลงไป เหมือนเป็นกลไกป้องกันตัวของมนุษย์ เมื่อโดนล้ำเส้น หรือถูกทำร้ายจิตใจมานาน”
พนอ ถูกรังแกจากคนมากหน้าหลายตา และหากจะพูดถึงการถูกทำร้ายของพนอ มิ้มเล่าว่า ปัญหามันมาจากประเด็นการบูลลี่ รวมถึงความเกลียดชังที่ผู้หญิงมีต่อผู้หญิงด้วยกัน ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในสังคมบ้านเรา
“หนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาการเหยียดคนที่เป็นปัญหาสังคม ที่ทำร้ายคนคนนึงได้”
“ปัญหาอย่างหนึ่งที่มิ้มเห็นจากหนังเรื่องนี้ คือการที่ผู้หญิงเกลียดผู้หญิงด้วยกัน หรือมีปัญหากันเอง เพราะผู้ชาย หรืออาจเป็นแค่เหตุผลง่ายๆ อย่างแค่ ‘ไม่ชอบหน้า’ เฉยๆ ก็มีเหมือนกัน มันเป็นเรื่องปกติที่หลายคนเจอ หนูว่าหนูก็อาจเป็นผู้หญิงที่มีผู้หญิงบางคนเกลียดเพราะแค่ไม่ชอบหน้าก็ได้เหมือนกัน ซึ่งการบูลลี่มันเป็นฝันร้ายและฝังใจคนคนนึง ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปเลยก็ได้นะ หนูเองก็เคยถูกเกลียด บางเรื่องเราก็รู้บ้าง บางเรื่องเราก็ไม่รู้หรอกว่าเกลียดเรื่องอะไร ถ้าอันไหนรู้แล้วมองว่าเราไม่ดีจริงๆ เราก็จะปรับปรุง แต่ถ้าอันไหนมันไม่ใช่เรื่องจริง และถูกพูดจาแรงๆ ใส่ หนูก็พยายามจะไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะคนที่รักเราจริงๆ จะรู้ว่าเราไม่ใช่คนแบบที่เขาพูด”
“การกล่าวหา หรือชี้นิ้วว่าคนนี้ผิด คนนี้ไม่ดี โดยไม่รู้ว่าเขาผิดจริงมั้ย แต่การที่เราพูดออกไปแบบนั้นแล้ว มันอาจทำให้คนอื่นๆ เชื่อไปได้เลยว่าเขาผิดจริงๆ ในสังคมมันยังมีการทำอะไรแบบนี้อยู่เยอะ ซึ่งหนูคิดว่าเราอย่าไปตัดสินคนคนหนึ่ง เพราะแค่อีกคนบอกว่าเขาไม่ดี แต่ให้รู้จักเขาก่อนว่าเขาเป็นยังไง น่าจะดีกว่า”
“ปัญหาการดูคนแค่ภายนอก เป็นปัญหาที่หนัก มันทำให้คนที่โดนกระทำ ระแวงตัวเอง และคิดอยู่ตลอดว่าสิ่งนี้มันจะดีมั้ย คนจะคิดมั้ยว่าเขาผิด ทำให้เขาคิดลบกับตัวเองอยู่เสมอ จริงๆ ไม่ชอบกันก็ไม่ต้องยุ่งกันไปเลยก็ได้ จะมาทำร้ายกันทำไม ถ้าเป็นไปได้ หนูอยากให้เรื่องพวกนี้หมดไป ไม่อยากให้ใครไปกดขี่ใคร อยากให้ทุกคนเท่าเทียมกันทั้งหมด”
ลองรักตัวเอง
ความหมายของชื่อ พนอ หมายถึง รักใคร่ และพะเน้าพะนอ ทว่า ตัวละครพนอเองกลับไม่ถูกรัก และถูกสังคมรังเกียจตั้งแต่เกิด ซึ่งมิ้มคิดว่า “ในความคิดของพนอ พนอเชื่อว่าตัวเองไม่ถูกรักเลย แต่ถ้าเขาเรียนรู้จริงๆ เขาจะรู้ว่ายังมีคนรักเขาอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เยอะ แต่มันอาจจะมี”
แล้วตัวมิ้มเองล่ะ เคยเผชิญความรู้สึกไม่ถูกรัก หรืออยากเป็นที่รัก บ้างมั้ย? เราถาม
“ก็มีบ้างค่ะ ช่วงเข้าวงการ มิ้มมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า เราไม่ถูกรัก และอยากเป็นที่รัก มีหลายครั้งที่เราน้อยใจกับตัวเองว่าจะมีคนรักเราบ้างมั้ย อยากให้ทุกคนมารักเรา เพราะคงไม่มีใครอยากโดนไม่ชอบ หรือโดนบูลลี่ หนูเป็นคนคิดมาก และเซนซิทีฟกับคำพูดมากๆ ค่ะ ก็จะเก็บคอมเมนต์แรงๆ ที่เราไม่อยากจำมันมาคิด แต่วิธีของหนูคือหนูเป็นคนชอบ deep talk กับตัวเอง ชอบคุยกับตัวเองมาก เพราะหนูรู้สึกว่าการเป็นเพื่อนสนิทให้ตัวเองมันดีที่สุด หนูชอบคุยกับตัวเองผ่านหน้ากระจก บอกตัวเองว่า ‘ไม่เป็นไร วันนึง ต้องมีคนที่รักเราจริงๆ’ หรือ ‘ช่างมันเถอะ ถ้าเขาจะคิดอย่างนั้นก็ให้คิดไป เรารู้ตัวเองว่าเราเป็นคนยังไง กำลังทำอะไรอยู่’ เพื่อให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน พอทุกวันนี้เริ่มมองเห็นคนที่รักเรา ก็เริ่มมีกำลังใจที่จะทำผลงานต่อ”
นั่นอาจหมายถึง หากบางคนที่ถูกทำร้ายจิตใจมากๆ โดยที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการรับมือเรื่องแย่ๆ เหล่านั้น มิ้มบอกว่า บางคนก็อาจกลายเป็นแบบพนอก็ได้
“มันไม่สมเหตุสมผลหรอกค่ะที่คนเราจะร้าย เพราะถูกกระทำมาก่อน เพราะเราโดนทำร้าย เราก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่นกลับ แต่ถามว่าเข้าใจพนอมั้ย เข้าใจค่ะว่าทำไมเขาถึงทำ เขาก็แค่เด็กคนนึงที่ถูกเกลียดมาตลอดชีวิต แล้วอยากถูกยอมรับ และถูกรักจากใครสักคนบ้างก็เท่านั้น”
“การถูกตีตราในสังคม บางทีมันทำให้คนคนนึงเหมือนตายทั้งเป็น จิตตก เครียด บางคนฆ่าตัวตาย มิ้มคิดว่าปัญหาสุขภาพจิตในเจนฯ ของมิ้ม เกิดขึ้นจากคนรอบข้าง และความกดดัน ซึ่งการพบจิตแพทย์ อาจเป็นทางออกเดียวที่ทำให้บางคนรู้สึกมีเพื่อน ได้ระบายว่าเขาเจออะไรมา โดยที่หมอจะไม่ตัดสิน แต่จะรับฟัง มิ้มเลยคิดว่ามันดีมากๆ ค่ะที่เราจะเข้าพบจิตแพทย์ เพราะบางเรื่องเราก็อาจไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเล่าให้คนรอบข้างฟัง”
“ในยุคนั้น ถ้า ‘พนอ’ เข้าถึงการพบจิตแพทย์ เธออาจจะไม่เทิร์นไปเป็นคนเล่นของ เพราะอย่างน้อย ก็มีคนที่รับฟังเขา มีคนที่เขาคุยด้วยได้โดยไม่ตัดสิน เมื่อไม่มีใครเป็นเซฟโซนให้พนอได้เลย ทั้งครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อน”
สำหรับมิ้มเอง เธอมองว่า ส่วนประกอบที่ทำให้คนคนหนึ่งจะหันกลับมารักตัวเองได้นั้น อันดับแรกคือ “เราต้องเชื่อก่อนว่า เรามีคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าในตัวเอง นั่นแหละ เรากำลังทำเพื่อตัวเองอยู่”
“มิ้มก็เคยไม่รักตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง น้อยใจ ว่าเราเก่งไม่พอ ทำไม่ได้ ไม่เชื่อว่าจะทำอะไรได้ แต่เมื่อถึงวันที่เราเปลี่ยนความคิด และหันมาเชื่อตัวเองว่าเราทำได้ เราอาจจะทำมันสำเร็จได้แบบที่เชื่อจริงๆ ขอแค่เราลองเชื่อดูก่อน อย่างบทยากๆ เรากดดัน เครียด แต่ว่าหนูก็ตั้งสติ มานั่งทำความเข้าใจ สุดท้าย ก็ทำได้จริงๆ”
อันดับสอง “การมีคนรอบข้างที่ดี ที่คอยบอกว่าเรามีคุณค่า ก็จะทำให้เรามองเห็นคุณค่าของตัวเอง ในวันที่เรามองไม่เห็น”
อันดับสาม “การมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีเซฟโซนที่ดี ซึ่งเซฟโซนที่ว่าอาจจะไม่ใช่ครอบครัว แต่เป็นใครก็ได้ที่เรารู้สึกสบายใจด้วย”
ลองอะไรใหม่ๆ
พอต้องเล่นเป็นคนร้ายๆ มิ้นแชร์ว่าเธอทำการบ้านอย่างหนัก ว่าตัวละครจิ๊บ ทำไมถึงร้ายได้ขนาดนั้น ซึ่งมิ้มก็อยากฝากให้ทุกคนได้เข้าไปดูความพยายามและความตั้งใจของเธอกันในโรงภาพยนตร์ และอยากให้ทุกคนได้เห็น เฌอปราง ในบทพนอ ที่เก่งมากๆ จริงๆ
ตอนนี้มิ้มได้เข้าไปเป็นนักแสดงที่ GMMTV แล้ว เส้นทางหลังจากนี้ เธอจะมีผลงานให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน ทั้งเรื่อง Us รักของเรา และ Girl Rules กฎหลัก…ห้ามรักเธอ ซึ่งล้วนเป็นซีรีส์แซฟฟิคจากบ้าน GMMTV โดยการมาเล่นซีรีส์แซฟฟิคครั้งแรกนี้ เธอก็มีมุมมองต่อความรักหญิงรักหญิงว่า “สังคมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้น เรื่องความรักเป็นเรื่องที่ควรจะอยู่ที่ใจ ไม่มีอะไรที่เราควรมาเจาะจงว่าความรักควรจะเกิดแค่คู่ผู้ชาย-ผู้หญิง มันเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าที่เราจะรักใคร ชอบใคร หนูดีใจจริงๆ ที่ประเทศไทยเรา มีสมรสเท่าเทียม จดทะเบียนสมรสกันได้แล้ว”
และเมื่อถามถึงบทที่อยากเล่นในอนาคต เธอบอกว่า “อยากเล่น แนวพีเรียด ไทยๆ หรือไม่ก็แนวสืบสวน น่าสนใจ น่าสนุกดีค่ะ”
สิ่งที่มิ้มคาดหวังกับตัวเองที่สุดคือ “หนูจะเต็มที่ และตั้งใจทำงานต่อไปในอนาคต สักวันอยากให้มีโมเมนต์ที่ผู้กำกับอ่านบทเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนึกถึงหนูทันที และอยากให้หนูไปเล่นค่ะ ที่สำคัญหนูก็อยากให้มีคนรักหนูเยอะๆ เลยค่ะ”
“ส่วนวันไหนที่ไม่มีคนรักหนูจริงๆ จนหนูน้อยใจ เครียด กดดัน อย่างน้อยๆ ถ้ายังมีหนูที่รักตัวเอง หนูก็จะไม่เป็นอะไรไปตลอดรอดฝั่ง เพราะถ้าไม่มีใคร เราก็ยังมีเรา รักตัวเองให้มากๆ เหมือนที่เขาว่ากันว่า…รักตัวเองไม่เจ็บเลยสักวัน (หัวเราะ)”
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- เจ้าแม่หนังสยองขวัญนิวเจนฯ ‘มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง’ จาก ‘พนอ’ หนังภาคต่อลองของ ที่มีมากกว่าความน่ากลัว แต่สะท้อนแง่มุมการรักตัวเอง ท่ามกลางสังคมอันโหดร้าย
- พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร ของเชฟรอน ผู้ Empower ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะทุกคนเป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนองค์กร
- “ปีหน้า ตั้งใจจะชอบตัวเองมากขึ้น!” ปณิธานปีใหม่ของผู้คนที่กล้ายอมรับถึงนิสัยที่ไม่ชอบของตัวเอง และพร้อมแก้ไขมันให้ดียิ่งขึ้น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com