เกิดใหม่หนนี้พี่จะเป็นราชาภาพยนตร์
นิยาย Dek-D
อัพเดต 28 ม.ค. 2568 เวลา 01.50 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2567 เวลา 07.24 น. • 诗丽 (Lovely Poet)ข้อมูลเบื้องต้น
เขาเกิดใหม่อีกแล้ว
หนนี้มาเข้าร่างดาราตกอับคนหนึ่ง
ไหน ๆ ปรโลกก็ไม่ยอมรับตัวเขาไปสักที
ถ้าอย่างนั้น มาลองเป็นราชาภาพยนตร์ดูสักหน่อยก็แล้วกัน
เครดิตปก (ภาพมีลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนักเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเด็ดขาด)
ภาพปก : Noahcross & MintMichaelis
ภาพอาร์ตตัวอักษร : ร้าน Nawalinda
ทักทายจาก Lovely Poet
สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้ว Lovely Poet เองค่ะ
มาเจอกันที่นิยายวายอีกแล้วค่ะ อยากเขียนมานานแล้ว มาฟังคำชี้แจงก่อนค่ะ
1. ไม่มี NC นะคะ เป็นนิยายรักใส ๆ อ่านง่ายย่อยง่าย ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ ไม่มีดราม่าระหว่างพระเอก-นายเอก พระเอกไทป์หมาน้อยบ๊อกแบ๊ก อ้อนเก่ง อยากลองเขียนแนวนี้ดูค่ะ ช่วยเอ็นดูเขาด้วยนะคะ
2. จะมีอีบุ๊ก 2 เล่มจบ ความยาวประมาณ 60 ตอน รวมบทนำและบทส่งท้าย ไรต์จะมาแจ้งความคืบหน้าอีกครั้งนะคะ
3. อาจมีการติดเหรียญให้อ่านล่วงหน้า ไรต์จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
4. ลงทุกวัน เวลา 8.45 วันละตอนจนจบ ถ้าวันไหนไม่สะดวก จะมาแจ้งล่วงหน้าค่ะ
สุดท้ายนี้ขอบคุณมาก ๆ ที่เอ็นดูนะคะ ฝากเรื่องนี้เอาไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ
คำเตือน
เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อักษรโดยมืออาชีพนะคะ อาจมีคำผิด คำตกหล่น นิ้วเบียดไปบ้าง ขออภัยในความผิดพลาดนี้ด้วย จะทำการแก้ไขโดยเร็วค่ะ
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ทฤษฎีต่าง ๆ ไม่อ้างอิงความเป็นจริง
เรื่องนี้ไรต์จะใช้คำทับศัพท์บางคำที่อาจจะไม่ได้อ้างอิงตามหลักของราชบัณฑิตยสถาน แต่เน้นความชินตาเพื่อให้การอ่านลื่นไหล แต่บางคำที่ถูกต้องอยู่แล้วซึ่งไม่ได้ขัดตามาก ไรต์จะใช้ให้ถูกต้องตามหลักของราชบัณฑิตยสถานค่ะ
ยกตัวอย่างเช่น
คำที่ถูกคือ โพรโมต ไรต์จะใช้ว่า โปรโมต ซึ่งเป็นคำที่ชินตามากกว่า เป็นต้น
มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม ทำร้ายจิตใจและร่างกาย มีการใช้ความรุนแรง มีเลือด มีการกล่าวถึงความตาย (ไม่ใช่ตัวละครหลัก)
ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิทัล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
บทนำ เกิดใหม่อีกแล้ว
สิ่งแรกที่หลินหยูทำเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คือมองไปรอบ ๆ
เมื่อพิจารณาดูแล้วว่าเขาน่าจะอยู่ในยุคปัจจุบัน ก็เริ่มค่อย ๆ พิจารณาความทรงจำที่อยู่ในหัวอย่างเคยชิน ไม่สนใจความเจ็บปวดมากมายของร่างกาย
เมื่อความทรงจำทั้งหลายรวมเข้าด้วยกัน ใบหน้าหล่อเหลาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นร่างกายก็สะท้านไปหมดเพราะความเจ็บปวด
“มาเกิดใหม่อีกแล้ว ไม่สิ ครั้งนี้หนักกว่าเดิม มาสวมร่างคนตายเสียด้วย”
หลินหยูอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับ ทว่าปลายหางตากลับเห็นร่างที่คุ้นเคยเข้าเสียก่อน ข้าง ๆ ร่างนั้น มีอีกคนหนึ่งยืนอยู่
เรียกคนไม่ได้สิ ต้องเรียกว่า มีวิญญาณอีกดวงหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ
ร่างที่คุ้นเคยนั้นเป็นชายหนุ่มสวมชุดโบราณสีดำแดง เป็นเหมือนชุดขุนนางในราชสมัยถัง ดูน่าเกรงขาม มีใบหน้าที่เคร่งขรึมดุดัน จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาปราศจากอารมณ์ใด ๆ ที่มือของชายคนนั้นมีโซ่เส้นใหญ่มาก ๆ เส้นหนึ่ง ปลายโซ่มันรัดพันวิญญาณดวงนั้นเอาไว้ ซึ่งวิญญาณนั่นก็คือวิญญาณของเจ้าของร่างนี้เอง
วิญญาณของหลินหยูคนเก่ามองมาที่ร่างของตนเองด้วยสายตาหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีความอาวรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น วูบหนึ่งมันมีความเศร้าล้ำลึก
เมื่อพิจาณาดูจากสถานการณ์ตรงหน้า ที่จู่ ๆ ก็ประดักประเดิดขึ้นมา หลินหยูที่มีชื่อเดียวกับวิญญาณที่โดนโซ่รัดพันนั้นก็ถามขึ้นมาเสียงแผ่ว
“ท่านใต้เท้ายมทูต นี่มันอะไรกัน โซ่นั่นรัดผิดตัวหรือไม่?”
คนที่สมควรต้องได้ไปปรโลกสมควรเป็นเขาหรือเปล่า? เพราะอย่างไรเสีย เขาก็ตายมานานมากแล้ว แถมยังเกิดใหม่ซ้ำ ๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งก็จะเจอชายผู้นี้ ในตอนที่จะตามเขาลงไปปรโลก ข้ามแม่น้ำเหลือง หวังจะได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อลืมอดีตให้สิ้นแล้วเริ่มใหม่ ก็โดนยมทูตเบื้องหน้าปฏิเสธ และบอกเขาอย่างเย็นชาเพียงว่า
‘ยังไม่ถึงเวลา’
หลินหยูงุนงงมาก ยังไม่ถึงเวลาได้อย่างไร แล้วการที่เขายังกลายเป็นวิญญาณล่อยลอย วันดีคืนดีก็ไปเข้าร่างเด็กน้อยแล้วเกิดใหม่ โดยที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเวียนว่ายตายเกิดอย่างคนอื่นเขา จากนั้นก็เติบใหญ่ ใช้ชีวิต แล้วก็ตาย พอเป็นวิญญาณ ก็โดนปฏิเสธเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องนี้จะอธิบายได้อย่างไร
หลินหยูมั่นใจ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนดีเลิศประเสริฐศรีอะไร แต่ก็มั่นใจว่าคงไม่ชั่วร้ายจนแม้แต่จะขึ้นสวรรค์ยังทำไม่ได้ หรือว่าเขาจะทำกรรมหนักหนาอะไรมากมาย จนแม้กระทั่งนรกยังไม่อยากรับ?
ในอดีตถึงกับมีชีวิตหนึ่ง ที่เขาตัดสินบวชเพื่อรับใช้ศาสนาอย่างจริงจังชั่วชีวิตจนกระทั่งสิ้นชีพมาแล้วด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ยมทูตตรงหน้าเอาโซ่เกี่ยววิญญาณนั่นเกี่ยวเขาไปหาท่านพญายมตัดสินชั่วดีสักที
ชายหน้าตาดุดันที่โดนเรียกว่ายมทูตจ้องมองมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะตอบว่า
“เกี่ยววิญญาณถูกดวงแล้ว และสำหรับเจ้า ยังไม่ถึงเวลา”
หลินหยูอยากจะกลอกตามองบน เขามองใบหน้าของเจ้าของร่างเดิมในร่างวิญญาณที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี ชายหนุ่มคนนั้นจดจ้องมาทางเขาอย่างฝากฝัง วูบหนึ่งแววตามีเพียงความเสียใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นปลงตก แล้วก็พูดว่า
“ผมฝากแม่ด้วยนะครับ อย่าบอกท่านว่าผมจากไปแล้ว”
แล้วยมทูตคนนั้นก็พาวิญญาณของเจ้าร่างเดิมจากไปทั้งอย่างนั้นเลย
ไร้การอธิบาย ไร้คำตอบเช่นเคย
หลินหยูถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความคิดมากมายวนเวียนจนปวดหัวไปหมด ร่างกายของร่างนี้อ่อนแออย่างมาก ในหัวของเขาปรากฏข้อมูลทางการแพทย์มากมาย ที่เกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ และกระบวนการรักษากับยาที่เหมาะสมในทันใด ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ
นี่เป็นข้อมูลจากชีวิตก่อนหน้าของเขา ที่เป็นอาจารย์หมอแผนปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง ก่อนที่จะตายด้วยโรคชราแล้วมาโผล่ในร่างนี้ และชีวิตก่อนโน้น ที่เป็นอาจารย์แพทย์แผนจีน แม้ไม่อาจพูดได้ว่าหนึ่งเข็มที่ฝังสามารถชุบชีวิตคนตายได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถยื้อชีวิตคนมาจากยมบาลได้
แต่การเกิดใหม่ครั้งนี้กลับแปลกพิลึก
เทียบดูจากช่วงเวลาในหัวของร่างนี้แล้ว ห่างจากช่วงเวลาที่ชีวิตก่อนของเขาตายเพียงปีสองปีเท่านั้น
หากถามว่าหลินหยูเป็นใคร ต้องเท้าความกันยาวมากเหลือเกิน
ชีวิตแรกสุดของหลินหยู คือคุณชายบัณฑิตจากตระกูลมั่งคั่งในยุคโบราณ หากเทียบช่วงเวลา ก็คงจะต้องย้อนกลับไปเป็นสองพันกว่าปีแล้ว
แน่นอนว่าเขาก็ใช้ชีวิตปกติสุขตามยุคตามสมัย ตามฐานะ และความมั่งคั่งที่มี และเป็นไปตามหลัก ตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ควรเป็น
เรียน สอบจอหงวน แต่งงาน มีลูก สืบทอดตระกูล รับใช้ชาติ นับว่าชีวิตแรกของเขาเป็นไปด้วยความราบรื่นและยิ่งใหญ่
แม้ในยามที่เขาโดนบั่นคอโดยพวกกบฏ ก็ยังคงมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำผิดใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมือง ต่อประชาชน ต่อครอบครัว หรือแม้กระทั่งต่อตัวเองแต่อย่างใด
ทว่าใครจะไปนึกว่าเขาจะยังได้สัมผัสชีวิตหลังความตายในแบบที่ไม่เหมือนใคร
เพราะดันเจอยมทูตผู้นั้น ที่เดินมากางหนังสือเป็นตายตรงหน้า แล้วบอกเพียงคำง่าย ๆ ว่า ยังไม่ถึงเวลา
เขาทั้งงุนงง ทั้งไม่เข้าใจ
สุดท้ายก็เอาแต่ล่องลอยไปมาอยู่แบบนั้น ถือโอกาสได้ท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาไปเรื่อย ไม่มียมทูตคนไหนมายุ่ง ไม่มีนักพรตคนไหนมาปราบ ไม่มีพระองค์ไหนมาเทศน์โปรด จนได้รู้เห็นอะไรมากมาย
สุดท้ายก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
ลืมตาอีกครั้งก็กลายเป็นเด็กทารกที่เพิ่งคลอดมาจากครรภ์ ทั้ง ๆ ที่ยังตระหนักรู้ จำได้ชีวิตที่แล้วของตัวเองได้ทุกอย่างทุกรายละเอียด
ดูสิ แบบนี้ไม่ให้งงได้ยังไงกันล่ะ?
เดิมคิดว่าหรือสวรรค์จะมอบพรมาให้ ทำให้เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตให้ดี ๆ อีกครั้ง ครั้งนี้เขามีชีวิตยืนยาวมาก เติบโตจนแก่ชรา แล้วตายไป
ทว่าในยามที่เสียชีวิตจนกลับมาเป็นวิญญาณอีกครั้ง ยมทูตคนเดิมกลับมาบอกเขาอีกครั้งว่า
‘ยังไม่ถึงเวลา’
เขาในตอนนั้นตอบโต้ไปว่าอะไรนะ?
‘ท่านยมทูต ยังไม่ถึงเวลาอะไร ข้าอยู่จนแก่ตายแล้ว มีอายุในชีวิตใหม่ยาวนานถึง 85 ปี จะยังไม่ถึงเวลาอะไรอีก? อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งสักหน่อย ก่อนจะไปเกิดใหม่ก็คงได้กระมัง’
ตอนนั้นยมทูตผู้นั้นบอกว่า
‘เพียงยังมิใช่เวลาของเจ้า ข้ายังไม่อาจรับวิญญาณเจ้าไป’
แล้วยมทูตคนเดิมก็จากไป
จากนั้นทุกอย่างก็วนเวียนแบบนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเกิด แก่ เจ็บ ตาย กลายเป็นวิญญาณล่องลอย แล้วไปเกิดใหม่แบบงง ๆ แบบนี้
ทุกชีวิตล้วนชื่อหลินหยู ทุกชีวิตล้วนราบรื่นไร้เคราะห์ภัย แถมยังยืนยาว
ครั้งหนึ่งถึงขั้นคิดหาคำตอบโดยเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ หวังว่าพระธรรมจะมอบคำตอบให้ได้บ้าง ทว่าแม้กระทั่งพระอาจารย์ที่คอยชี้แนะ ยังมอบคำตอบให้ไม่ได้ บอกเพียงว่า
‘ท่านมีบารมีมากมายเหลือเกิน แต่ก็คล้ายจะมีห่วงบางอย่างที่ผูกท่านเอาไว้บนโลกใบนี้ ไม่ยอมให้ไปไหน น่าประหลาดนัก’
หลินหยูหยุดความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองเอาไว้ เมื่อห้องผู้ป่วยของตนมีคนเปิดประตูเข้ามา
หญิงวัยกลางคนที่หน้าตาซีดเซียวและทรุดโทรมไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไร แต่ก็ดูออกว่าช่วงสมัยสาว ๆ ก็คงสวยมาก เธอสวมชุดเรียบง่ายที่ดูเก่าแล้ว สีซีดเล็กน้อย เดินเข้ามา เมื่อเห็นว่าคนบนเตียงฟื้นแล้ว เธอก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา
“อาหยู! ลูกฟื้นแล้ว!!”
นี่คือมู่อิงอิงแม่ของเจ้าของร่างเดิม และตอนนี้ก็เป็นแม่ของเขาแล้ว
สีหน้าของหลินหยูอ่อนลงในทันใด “แม่”
“นี่ตามหมอมาดูหรือยัง?” ผู้เป็นแม่เดินเข้ามาสำรวจมองลูกชาย เมื่อเห็นว่าลูกชายที่น่าสงสารของเธอเพียงมีสีหน้าซีดเซียวจากอาการป่วย ที่เหลือดูไม่ค่อยเป็นอะไรมาก ก็วางใจลง
“ยังครับ” เขาตอบแล้วก็กดปุ่มเรียกพยาบาลมาเอง
“ยังเจ็บตรงไหนมั้ยลูก?” มู่อิงอิงถามอย่างห่วงใย สีหน้าระทมทุกข์
“ไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้นแล้วครับแม่” จริง ๆ ต้องบอกว่าเจ็บในระดับที่พอทนไหว เพราะเขารู้ดีว่าก่อนหน้านี้เขาโดนอะไรมา
“ทางกองถ่ายก็จริง ๆ เลย ทำไมถึงไม่มีมาตรการเซฟตี้เอาไว้ดี ๆ หน่อยกันนะ” สีหน้าคนเป็นแม่ปวดใจมาก
ลูกของเธอเพิ่งจะอายุ 19 ปีเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ยังต้องทำงานงก ๆ เพื่อหาเงินมาให้เธอที่ป่วยกระเสาะกระแสะแบบนี้
เธอช่าง…เป็นตัวภาระเหลือเกิน
หลินหยูรู้เรื่องราวของร่างนี้ดีแล้ว เขามีอายุ 19 ปีกำลังจะย่าง 20 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ครอบครัวของเขาในตอนนี้มีแค่แม่คนเดียว พ่อที่เป็นตำรวจเสียชีวิตไปนานกว่า 6 ปีแล้ว จากการปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่เหล่าญาติ ๆ ฝั่งพ่อมารุมทึ้งเอาสมบัติไปในตอนนั้นส่วนหนึ่ง สุดท้ายเขากับแม่ก็ย้ายเข้ามาเมืองหลวงด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่
ตอนแรกก็หวังจะมาพึ่งพาพี่สาวแท้ ๆ ของแม่ แต่ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับ แถมยังโดนขับไล่ไสส่ง ดังนั้นแม่ลูกเลยหาที่อยู่เป็นห้องเช่าเล็ก ๆ ที่แสงส่องมาไม่ค่อยถึงเท่าไรนัก แถมความปลอดภัยยังไม่ค่อยดีอยู่ไปก่อน
แม่ของหลินหยูไม่สามารถทำงานหนักอะไรได้มากมายนัก เนื่องจากเธอมีโรคประจำตัว เพราะเคยได้รับบาดเจ็บหนัก ๆ มาในช่วงสมัยสาว ๆ ส่งผลมาจนถึงตอนนี้ อีกทั้งยังตรวจพบโรคใหม่ ทำให้ป่วยกระเสาะกระแสะได้ง่ายมาก เงินที่มีก้อนสุดท้าย เพราะต้องส่งให้เขาเรียน แถมยังต้องเอามาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาของแม่ จึงค่อย ๆ ร่อยหรอลงไปทุกที
สุดท้ายหลินหยูในตอนนั้นที่มีหน้าตาดีมาก จึงไปเข้าตาเอเจนซี่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ได้เป็นดาราหน้าใหม่ เขาจำต้องหยุดเรียนมัธยมปลายที่เรียนมาได้เพียงครึ่งทาง และออกมาเป็นดาราเต็มตัว ได้ 2 ปีกว่าแล้ว รับงานเล็กงานน้อยบ้าง รับงานโฆษณาในแบรนด์ที่ไม่ได้โด่งดังอะไรบ้าง สุดท้ายก็คือบทบาทตัวประกอบซีรีส์ระดับ B เรื่องหนึ่ง
และซีรีส์เรื่องนี้เองที่ทำให้เขามาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้
เพราะเรื่องนี้เป็นซีรีส์ย้อนยุคกำลังภายใน จอมยุทธ์ ทำให้ทั้งตัวเอกและตัวประกอบต้องมีการโหนสลิงไปมา
ส่วนเขาก็ตกจากสลิงที่ไม่ได้มีการดูแลให้ดีมากนัก จนร่วงลงมาหน้าอกกระแทกอย่างแรง เป็นเหตุให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และแน่นอน เจ้าของร่างเดิมก็ตายไป ส่วนเขาก็ได้เข้ามาแทนที่แทนแบบนี้
โชคดีแล้วที่กระดูกกระเดี้ยวไม่ได้หักอะไร
ส่วนกองถ่ายก็คงรู้ดีถึงข้อบกพร่องของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงได้รักษาที่โรงพยาบาลอย่างดีแบบนี้ ถือได้ว่ายังมีมโนธรรมมาก
แต่คิดว่าบทตัวประกอบของเขาในเรื่องนี้คงไม่ต้องหวังแล้ว
เขาหันไปปลอบใจแม่ที่มีสีหน้าไม่ดีเท่าไรนัก มาจากความทุกข์ที่เขาบาดเจ็บ และแน่นอนสีหน้าแบบนี้คงกำลังโทษตัวเองอีกแล้วแน่ ๆ
“ผมไม่เป็นไรครับแม่ ตอนนี้กองถ่ายก็ยังพามาโรงพยาบาล แถมยังจ่ายค่าหมอให้ นี่ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“ลูกดู…เติบโตขึ้นนะ เฮ้อ เป็นเพราะแม่ไม่ดีเอง ไม่เอาไหนเลย” มู่อิงอิงมองลูกชายที่หลังจากฟื้นขึ้นมาก็ดูจะใจเย็นขึ้น โดยเฉพาะแววตา ราวกับว่าเธอกำลังมองคนที่โตกว่ามาก ๆ แต่เดิม ลูกชายจะค่อนข้างยอมคนและดูนุ่มนิ่มเล็กน้อย แต่ตอนนี้เหมือนกับว่า เขาจะดูเข้มแข็งมากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ราวกับเป็นผู้ใหญ่มาก ๆ ในพริบตา
รู้สึกเหมือนสนทนากับผู้อาวุโส
หลินหยู “…”
แน่นอน ผมน่ะ เป็นผู้อาวุโสที่ยิ่งกว่าผู้อาวุโส ต่อให้เรียกผมว่าบรรพบุรุษผมก็ไม่โกรธหรอก
ดีนะว่าเจ้าของร่างเดิมก็มีบุคลิกนิ่ง ๆ ใจเย็นแบบนี้อยู่แล้ว เขาเลยไม่ต้องฝืนตัวเองอะไร
แต่สิ่งที่หายไปคือปฏิกิริยาแบบเด็กหนุ่ม ท่าทางนุ่มนวล บางครั้งอาจถึงขั้นปวกเปียกขี้ขลาด ตอนนี้มีสง่าราศรีบางอย่างเข้ามาแทนที่
ขณะที่คุยกันหมอก็เข้ามาพร้อมกับพยาบาล แล้วตรวจร่างกายเบื้องต้นอย่างใส่ใจ สมกับที่เป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงประมาณหนึ่ง
“เหลือแค่รอยฟกช้ำตามตัวนะครับ ผลการเอ็กซเรย์ล่าสุดไม่พบว่ามีเลือดออกภายใน หรือกระดูกหักอะไร พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว แต่ช่วงนี้หมอแนะนำให้พักอยู่ที่บ้านก่อน อย่าเพิ่งออกกำลังกายหักโหม และอย่าทำกิจกรรมเสี่ยงที่จะบาดเจ็บอีก” หมอวัยกลางคนที่เข้ามาพูดด้วยท่าทางใจดี
“ขอบคุณมากครับหมอ” เขาเองก็รับรู้ได้เช่นกันว่าอาการตัวเองเป็นอย่างไร วูบหนึ่งเกือบขอเอาชาร์ทคนไข้มาดูเองด้วยความเคยชินเสียแล้ว
คำเฉพาะทางทั้งหลายติดอยู่ที่ปาก หากไม่ติดว่าแม่อยู่ด้วย คงเผลอพูดออกมาแล้ว
ดีว่าประสบการณ์การตายแล้วเกิดของเขามั่นคงมากพอ เลยห้ามปากของตัวเองเอาไว้ได้
เมื่อหมอกลับออกไปแล้ว หลินหยูก็หันมาคุยกับแม่ต่อ เขามองสีหน้าทุกข์ใจของเธอ ที่ทำให้ใบหน้างดงามนั้นดูแก่ลงไปโข ก็ได้แต่นึกสลดใจ
หลังจากที่ทวนความทรงจำดี ๆ แล้วก็พบว่า อีกอาทิตย์หนึ่ง แม่ต้องไปหาหมอเพื่อรับยาอีกครั้ง และอีกไม่กี่วันต้องจ่ายค่าเช่าบ้านแล้ว แม้ว่าห้องเช่าที่สองคนแม่ลูกอยู่จะไม่ได้ดีเด่อะไร แต่มันก็มีค่าเช่าสูงถึงเดือนละ 2,000 หยวนทีเดียว เพราะว่ามันอยู่ในเมืองหลวง
ส่วนค่ายาของแม่แต่ละครั้งก็ไม่เคยต่ำกว่า 2,000 หยวน เพราะมีแต่ยานำเข้าทั้งสิ้น แถมแม่ยังไม่ได้มีสวัสดิการอะไรเป็นพิเศษด้วย ไม่มีประกันสุขภาพหรืออะไรทำนองนี้รองรับไว้เลย
ตอนนี้แม่เพียงทำงานเป็นพนักงานบัญชีในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่อนุญาตให้ทำงานนอกเวลาได้ แต่รายได้ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น แม้หลินหยูจะออกมาเป็นดาราแล้วพอช่วยได้บ้าง แต่ชีวิตการทำงานของเขาก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ งานไม่ได้ชุกหรือโด่งดังขนาดนั้น อีกอย่างบริษัทก็ไม่ได้ดันอะไรจริงจังมากมาย
อาจเป็นเพราะว่าเจ้าของร่างเดิมมีบุคลิกอย่างที่บอกไป ทำให้เสียเปรียบได้ง่าย และรังแกได้ง่าย บางทียังใสซื่อเกินไป หลาย ๆ ครั้งเขาจึงได้ค่าตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็นหลายครั้ง งานบางอย่างถึงกับต้องออกเงินค่าเดินทาง ค่าแต่งหน้าเอง หรือแม้กระทั่งค่าชุดเองด้วย เพราะบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอ
ทำให้แม้เวลาที่ผ่านมาเกือบ 3 ปี เขาก็แทบไม่มีเงินเก็บเลย ต้องเอามาให้ที่บ้าน และเอามาดูแลตัวเองเพื่อให้ทำงานได้จนหมด
ดังนั้นตอนนี้ปัญหาของหลินหยูและแม่ก็คือเงิน
“เรื่องเงินแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะจัดการเอง”
“จะหามาได้ยังไงกัน งานล่าสุดนี้ เห็นม่อหลิงบอกแม่ว่า ทางกองถ่ายยกเลิกบทของลูกไปแล้ว และจ่ายค่าโรงพยาบาลให้ แต่จะไม่จ่ายค่าตัวแล้วด้วย”
ม่อหลิงคือผู้จัดการของหลินหยู
มู่อิงอิงสลดทันใด เมื่อนึกถึงเรื่องเงินที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้
หลินหยูทวนความจำ
ซีรีส์ที่เขาเล่นตกลงค่าตัวเอาไว้ที่ 10,000 หยวน เข้าฉากเพียงไม่กี่ฉากเท่านั้น ในฐานะตัวประกอบ ต้องหักให้บริษัทไป 60% ก็ตกเหลือมาที่เขา 4,000 หยวน ยังไม่ได้หักภาษี แต่ตอนนี้กลับไม่ได้แล้ว แถมยังต้องมาบาดเจ็บอีกด้วย เป็นเหตุให้มู่อิงอิงยิ่งโทษตัวเองมากกว่าเดิมอีก แล้วยังต้องมานั่งเครียดว่าจะหาเงินมาจากไหน เพราะเงินเดือนของเธอก็ยังไม่ออกเลย
ปัญหาคือเงินนั่นเอง
ทว่าหลินหยูกลับมีสีหน้าไม่ยี่หระ เขาเพียงยิ้มน้อย ๆ แล้วบอกแม่ว่า
“ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะถามพี่ม่อว่ามีงานที่น่าสนใจหรือเปล่า”
“แต่หมอห้ามออกกำลังหนัก ๆ นี่ แม่กลัวว่า…เธอจะหางานหนัก ๆ ให้ลูกอีก” เธอสงสารลูกมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
“ผมจะพยายามไม่รับงานหนักครับแม่” เขายังคงปลอบเธอ
เมื่อปลอบกันจนวางใจแล้ว ในที่สุดหลินหยูก็ส่งแม่กลับไปพักที่บ้านได้สำเร็จ แล้วตกลงกันว่าพรุ่งนี้เธอค่อยมารับเขากลับบ้าน
เขาจึงสามารถมานั่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เสียที จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา
“แก้ปัญหาทีละอย่างแล้วกัน หวังว่าชีวิตนี้จะเป็นชีวิตที่ดี”
Writer's talk :
สวัสดีค่ะ คิดถึงกันหรือเปล่า ไรต์คิดถึงทุกคนจะแย่ เอาเรื่องใหม่มาเสิร์ฟค่ะ หวังว่าสายวายน่าจะชอบ
ไรต์อยากลองเขียนแนว ๆ นี้มานานแล้วค่ะ
ฝากเอาใจช่วยน้องหยูหยูของไรต์ด้วย
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยที่ไรต์จะลองเขียนพระเอกแนวลูกหมา ไทป์หมาน้อย ที่ขี้เล่น ขี้อ้อนดูบ้างค่ะ ไม่รู้จะออกมาเวย์ไหนเหมือนกัน 555 ในหัวของไรต์คือพี่พระเอกของไรต์จะเป็นพันธุ์ซามอยด์ที่เอเนอร์จี้เยอะ ๆ หน่อยค่ะ
เรื่องนี้จะมีภาษาพูดเยอะหน่อย คำทับศัพท์เยอะไปบ้าง บางคำก็ไม่ได้ใช้ตามหลักราชบัณฑิตนะคะ
และคำเตือนอีกอย่าง บางอย่างไรต์ก็ไม่ได้เอาวัฒนธรรมของเขามาจ๋า ๆ บางอย่างก็เขียนเน้นความอ่านง่านย่อยง่ายมากกว่าค่ะ ถ้ามีจุดผิดพลาดตรงไหนแจ้งได้เสมอ ไรต์ยินดีรับฟังค่า
ยังไม่ได้ตรวจคำผิด
รักนะ จุ๊บ ๆ เจอกันพรุ่งนี้เวลาเดิมค่ะ
บทที่ 1 ปัญหาเรื่องเงิน
วันต่อมาหลินหยูกลับบ้านได้แล้ว เมื่อมาถึงที่บ้าน ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นห้องเช่ารูหนูที่แทบจะไม่ปลอดภัยเลยสักนิดมากกว่า เขาก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่สมควรเรียกว่าบ้านเลย
ด้านล่างเต็มไปด้วยอันธพาลมากมายเดินเกะกะไปมา เมื่อเห็นเขาและแม่ พวกมันก็ผิวปากแล้วมองจ้องมาด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจ
“เฮ้ย! ดาราใหญ่กลับมาแล้วว่ะ” หนึ่งในนั้นกล่าวด้วยความคะนอง
มู่อิงอิงตัวสั่นไปวูบหนึ่ง เธอจับมือลูกชายแน่นแล้วเร่งฝีเท้ามากขึ้น หมายจะพาลูกชายเดินจากไปให้เร็วที่สุด
หลินหยูรู้จักพวกเขา คนเหล่านี้คือลูกหลานของคนในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ และบางคนก็เป็นอันธพาลจากบริเวณใกล้ ๆ นี้ และพวกเขาไม่ทำการทำงาน หรือบางคนก็เป็นเด็กมัธยมปลายที่มามั่วสุมกับอันธพาลเหล่านี้ แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่สนใจพวกเขา ได้แต่ปล่อยให้ลูกทำตัวระรานคนอื่นไปวัน ๆ
ร่างนี้มีหน้าตาดีและโดดเด่น แถมยังดูอ่อนแอขี้ขลาด ทำให้ตลอดมากลายเป็นเป้าให้หยอกล้อบ่อยครั้ง หลายครั้งยังเคยโดนไถเงิน หรือแม้กระทั่งโดนลวนลาม เจ้าของร่างเดิมก็ไม่กล้าสู้ จำต้องโอนเงินให้ไปมากน้อยแล้วแต่ครั้ง หนักสุดเคยโดนเอาไปจนหมดบัญชีก็มี และร่างเดิมก็ไม่กล้าแม้แต่จะไปแจ้งความด้วยซ้ำ
ทว่าครั้งนี้มันจะต่างออกไป
สายตาของหลินหยูมองอันธพาลเหล่านั้นนิ่ง ๆ เพียงมองปราดเดียวก็เห็นได้ว่าคนเหล่านี้นอกจากน่าจะติดเหล้าและติดบุหรี่อย่างหนัก คาดว่าคงติดยาเสพติดบ้างแน่ ๆ เพราะหลายคนมีลักษณะท่าทางเลื่อนลอยและก้าวร้าวเป็นพิเศษ เป็นอาการของการติดสารเสพติดอย่างชัดเจน
“มองอะไรวะ!” หนึ่งในอันธพาลเห็นว่าหลินหยูมองตรงมาโดยไม่หลบตาเหมือนทุกที ก็ตวาดเข้าให้
มู่อิงอิงสะดุ้งมากกว่าเดิม แล้วรีบจูงมือลูกชายให้เดินจากไป
หลินหยูไม่มองพวกมันอีก เขาหลบตาไปเพื่อให้พวกมันคิดว่าเขายังกลัวอยู่ จนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยตามหลังมา
ตอนนี้นอกจากเรื่องเงินแล้ว หลินหยูยังมีจุดมุ่งหมายเพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการพาแม่ย้ายออกไปจากที่นี่ให้ได้
เมื่อมาถึงห้องเช่าที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แม้จะมีสองห้องนอน แต่ก็มีขนาดคับแคบแถมยังค่อนข้างอับชื้น เพราะแสงไม่ค่อยส่องมาถึง แต่ก็ถือว่าเป็นห้องที่ดีที่สุดที่พวกเขาแม่ลูกหาได้ ณ ตอนนั้นแล้ว
“หิวหรือยังลูก แม่ต้มบะหมี่ให้ดีมั้ย?” เมื่อมาถึงห้อง คนเป็นแม่ก็ถามลูกชาย
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมยังไม่ค่อยหิว แม่ไปนั่งพักก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจัดการเอง” เขาหันไปยิ้มให้แม่อย่างอ่อนโยน
ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่น่าชื่นชมในสายตาของเขามาก แม้ว่าเธอจะดูอ่อนแอ และไม่กล้าสู้คน ทว่าผู้หญิงคนนี้ เป็นเพียงคนเดียวที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูหลินหยูให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะทำได้
เธอไม่เคยทอดทิ้งลูกไปไหน แม้ว่าจะลำบากมากเท่าไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของหลินหยูจะไม่ได้ดีที่สุด แต่มันก็เป็นชีวิตที่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยเสียใจเลยสักวัน
สำหรับเขาที่เข้ามาแทนที่ และรับคำฝากฝังของเจ้าของร่างเอาไว้แล้ว เขาก็ตั้งใจว่าจะดูแลทั้งตัวเองและแม่ของเจ้าของร่างให้ดีที่สุด
“งั้นเดี๋ยวแม่ไปจัดการงานก่อนนะลูก”
หลินหยูยิ้มให้แม่เพื่อให้เธอวางใจ แล้วเขาก็นั่งลงบนโซฟาราคาถูกที่มีเพียงตัวเดียวในห้อง เพื่อพิจารณามองรอบ ๆ ตัวให้ดี ๆ อีกครั้ง
เมื่อแม่เขาเดินไปแล้ว วิญญาณบรรพบุรุษในร่างชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมา สายตาเผยความจริงจังมากขึ้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้
ที่นี่อยู่ไม่ได้อีกแล้ว
แต่จะย้ายไปที่อื่นก็ต้องใช้เงิน
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลงมือในทันใด เมื่อดูเวลาแล้วพบว่าเพิ่งจะเกือบเที่ยงเท่านั้นเอง
“แม่ครับ เดี๋ยวผมออกไปหาเพื่อนข้างนอกนะครับ น่าจะกลับมาเย็น ๆ ว่าจะแวะเข้าบริษัทด้วย”
เขาเดินไปหาแม่ที่ห้อง เห็นว่าเธอกำลังทำงานในแล็ปท็อปเก่า ๆ อย่างคร่ำเคร่ง
มู่อิงอิงเงยหน้าขึ้นมามองลูกชายด้วยสีหน้าตกใจ จากนั้นก็มีสีหน้าไม่สบายใจ แล้วบอกว่า
“จะไปตอนนี้เลยเหรอ? จะเที่ยงอยู่แล้ว เพิ่งหายป่วยหมอบอกให้พักนะ”
“ผมจะไปดูหน่อยว่าพอจะมีงานไหนน่าสนใจบ้าง พี่ม่อยุ่งมาก ถ้าไม่ไปหา เธอก็คงไม่นึกถึงผมแน่นอน แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมออกไปแวะกินบะหมี่ข้างทางตรงทางเข้าเอา” เขาหาข้ออ้างไปแบบนั้นเอง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ออกจากบ้านแน่ ๆ
ผู้เป็นแม่นิ่งไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ “ระวังตัวด้วย รีบไปรีบกลับนะลูก ถ้ายังไม่มีงานก็ไม่ต้องเครียดหรอก แม่กำลังหาทางอยู่ อ้อ เอานี่ไป เผื่อต้องขึ้นรถประจำทางและเผื่อซื้อข้าว”
ผู้เป็นแม่หยิบเงินมามอบให้เขา 40 หยวน
“เข้าใจแล้วครับไม่ต้องห่วงนะครับ” หลินหยูรับเงินมาเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ ยิ้มให้ แล้วจึงเดินออกมาจากบ้านได้ในที่สุด
เมื่อออกมาได้แล้ว เขาก็นั่งรถโดยสารประจำทาง แล้วต่อรถไฟฟ้า มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในความทรงจำ
ไม่นานก็มาถึงสำนักงานกฎหมายเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่เป็นตึกแถวมี 3 ชั้น
ชายหนุ่มเงยหน้าที่ค่อนข้างซีดเซียวอยู่บ้าง มองชื่อของสำนักงานกฎหมายนั้น เมื่อพบว่าไม่ได้มาผิดที่ ก็เดินเข้าไปทันที
“สวัสดีครับ ติดต่อเรื่องอะไรครับ” ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านหน้ามีชายหนุ่มที่หน้าตาธรรมดามาก ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ ถามผู้มาใหม่อย่างสุภาพ แต่สายตาของเขาลอบชื่นชมผู้มาใหม่อยู่ในใจ
‘หน้าตาดีชะมัด เป็นดาราหรือเปล่าเนี่ย’
สายตาสำรวจตรวจตราแบบนี้ หลินหยูชินเสียแล้ว เพราะโดนมองแบบนี้มาตลอดทางเลย
ต้องยอมรับว่าร่างนี้หน้าตาดีมากจริง ๆ สูง 182 เซนติเมตร แม้ว่ากล้ามเนื้อจะยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่ก็ถือว่าสูงโปร่ง บวกกับใบหน้าที่ดูหล่อเหลาโดดเด่น เป็นความหล่อที่จะหวานก็ไม่ใช่ จะคมคายก็ไม่เชิง
หากให้ใช้คำสมัยโบราณมาเปรียบเทียบ คงจะเปรียบว่า ‘รูปงามดุจหยก’ ทำนองนั้น
ยิ่งมีวิญญาณของคุณชายตัวจริงมาเข้าร่างด้วยแล้ว จากเดิมที่บุคลิกของเจ้าของร่างคนก่อนเป็นคนนุ่มนิ่ม ไม่ค่อยสู้คน ดูอ่อนด้อยไม่มั่นใจ ตอนนี้กลับมีความสง่างามและราศรีสูงศักดิ์บางอย่างเปล่งประกายออกมา จนส่งให้หน้าตาดูดีกว่าเดิมมาก
เขาเองตอนนี้แม้จะเป็นดาราแต่ก็ไม่ได้โด่งดังอะไรมากมายนัก มีคนจำได้บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก พวกเขาเพียงมองหลินหยูจากที่ไกล ๆ ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปบ้าง บางคนถึงขั้นมองอย่างไม่แน่ใจเท่าไรนัก สุดท้ายก็เลิกสนใจไป
“สวัสดีครับ ผมมาขอพบทนายซ่ง ซ่งเหลียนสุ่ย รบกวนแจ้งว่าผม หลินหยู มาขอรับมรดกชิ้นสุดท้ายครับ” เขาบอกพร้อมกับยื่นบัตรประชาชนของตัวเองให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน
เมื่อได้ยินดังนี้ ชายที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย เขาเร่งติดต่อทนายที่หลินหยูกล่าวถึงให้ทันที เมื่อพูดในสายโทรศัพท์ภายในสักครู่ สุดท้ายสายตาของพนักงานชายคนนั้นก็มองมาที่ชายหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยสายตาประหลาดใจปนอยากรู้อยากเห็นน้อย ๆ
“คุณหลินหยู เชิญด้านนี้ครับ เดี๋ยวผมนำทางไป”
หลินหยูไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจอะไร เขาเพียงยิ้มสุภาพ แล้วเดินตามไป
พนักงานคนนั้นพาเขามาที่ชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของสำนักงานแห่งนี้ นำทางไปยังห้องหนึ่ง ที่ป้ายหน้าห้องเขียนเอาไว้ว่า
‘ประธานสำนักงาน ซ่งเหลียนสุ่ย’
“ผมพาแขกมาแล้วครับ”
ด้านในส่งเสียงตอบกลับมาทันที น่าแปลกที่ในน้ำเสียงออกจะตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย
พนักงานคนนั้นไม่ทันได้เอะใจ เขาเพียงเปิดประตูเข้าไปง่าย ๆ
ในห้องนั้นตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มอย่างเรียบง่ายและเคร่งขรึม โต๊ะทำงานกลางห้องขนาดใหญ่โดดเด่นมีร่างของหนุ่มใหญ่อายุราว ๆ 40 ปีต้น ๆ นั่งอยู่ เขามีรูปร่างที่ดีมาก แถมยังดูภูมิฐาน ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ท่าทีจริงจังน่าเกรงขาม สวมแว่นกรอบทองยิ่งช่วยเสริมให้ดูน่าเชื่อถือ
นี่ก็คือซ่งเหลียนสุ่ย ทนายความที่หลินหยูมาหานั่นเอง
เขามองไปที่ทนายความคนนั้น ในหัวนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาได้ พลันรอยยิ้มบาง ๆ จึงผุดขึ้นที่ริมฝีปาก
ส่วนทนายความหนุ่มใหญ่ก็มองมาที่เด็กหนุ่ม ไม่สิ น่าจะเรียกว่าชายหนุ่มผู้มาใหม่อย่างพิจารณาเช่นกัน
ตอนแรกไม่คุ้นชินและไม่เข้าใจนัก ในหัวกำลังคิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย มีแต่คำถามเต็มไปหมด ทว่าหลังจากนั้น เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอันคุ้นเคย พลันในใจของเขาก็กระตุกวูบ พยายามข่มท่าทีประหลาดใจของตัวเองเอาไว้อย่างสุดความสามารถ และข่มความตกใจเอาไว้ไม่ให้เผลอร้องอุทานออกมา
“เชิญครับ ขอบใจนะเสี่ยวอู่ นายไปทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวแขกคนนี้ผมจัดการรับรองเอง”
คนที่โดนเรียกว่าเสี่ยวอู่รับคำ แล้วจากไป
เมื่อประตูปิดลงครู่หนึ่ง ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาทั้งสิ้น ทั้งสองคนมองกันไปกันมาอยู่แบบนั้นเอง สายตาของคนหนึ่งเผยความไม่อยากเชื่อปนพินิจพิจารณา ส่วนสายตาของอีกคนกลับสงบมาก เผยความใจดีมีเมตตา
สุดท้ายก็เป็นหลินหยูที่ถอนหายใจเล็กน้อย แล้วถือวิสาสะเดินไปนั่งลงตรงข้ามกับผู้เป็นทนาย
เมื่อนั้นเองที่ซ่งเหลียนสุ่ยรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วพูดว่า “ท่าน…”
“ก็ไม่นึกว่าจะได้มาหานายได้เร็วขนาดนี้ด้วยรูปลักษณ์แบบนี้เหมือนกันแฮะ แปลกใหม่ดีจริง ๆ” เขายิ้มด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่มีท่าทีกังวลเลยแม้แต่น้อยว่าอีกคนจะตกใจหรือไม่ เปิดเผยความลับของตัวเองอย่างเปิดเผย เพราะอีกคนรู้ดีอยู่แล้ว
“เฮ้ย!! มันจริงเหรอเนี่ย! ผมนึกว่าท่านพูดเล่น นึกว่า…” ผู้เป็นทนายมีสีหน้าสับสนจนต้อง ยกมือขึ้นมาลูบหน้า ถึงกับเสียกิริยาจนต้องถอดแว่นออกแล้วนวดกระบอกตาแล้วสวมแว่นกลับเข้าไปใหม่ด้วยซ้ำ
หลินหยูยิ้มมองคนตรงหน้า ราวกับผู้ใหญ่ที่มองเด็กน้อยคนหนึ่ง
แต่ก็จริง เพราะทนายตรงหน้านี้ ก็คือเด็กกำพร้าที่หลินหยูในชีวิตก่อนรับมาอุปการะ ส่งเสียและส่งเสริมจนกลายเป็นทนายชื่อดังอย่างทุกวันนี้
อันที่จริงมีเด็กมากมายหลายคนที่หลินหยูอุปการะเอาไว้ ทว่าในจำนวนเด็ก ๆ เกือบร้อยคน มีเพียงซ่งเหลียนสุ่ยคนเดียวเท่านั้นที่หลินหยูยินดีแบ่งปันความลับอันน่าเหลือเชื่อนี้ด้วยก่อนที่เขาจะตาย
เขาที่ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด แม้จะในช่วงเวลาที่ต่างกัน ทว่าเมื่อต้องมาเริ่มใหม่ทุกครั้ง จะเริ่มจากศูนย์ตลอดก็ใช่เรื่อง ดังนั้นประสบการณ์ล้วนสั่งสอนให้เขาหาทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ตัวเองเสมอ
ทรัพย์สินที่ค่อย ๆ สั่งสมมาเป็นเวลาสองพันปี จากชีวิตหนึ่ง สู่ชีวิตหนึ่ง สู่อีกชีวิตหนึ่ง ค่อยเขยิบช่วงเวลาเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากมอบให้ลูกหลานของตัวเองในแต่ละช่วงชีวิตแล้ว ส่วนหนึ่งก็คือเก็บเอาไว้เป็นทุนให้กับตัวเองในชีวิตหน้า หากว่าต้องเกิดใหม่อีกครั้งจะได้มีกินมีใช้ไม่ลำบาก หรือหากว่ายมทูตยอมรับเอาวิญญาณของเขาไปปรโลกได้สักที ทรัพย์สินเหล่านั้นก็ถือว่าแล้วกันไป แต่ถ้าไม่อย่างเช่นครั้งนี้ เขาก็มีทุนเอาไว้ตั้งตัวได้
เพราะเคยมีอยู่ช่วงชีวิตหนึ่ง ที่เขาเกิดใหม่แล้วแสนจะยากจนเข็ญใจ เกิดในครอบครัวชาวนาหาเช้ากินค่ำ ที่มีญาติอีกโขยงใหญ่ เบียดเบียนกันไปมา โดนเอาเปรียบไม่เว้นแต่ละวัน กว่าจะเติบโตมากพอจนสามารถแสดงตนว่ารู้ความและสอบจอหงวนจนผ่านได้เป็นใหญ่เป็นโตอีกครั้ง ก็แทบตาย ด้วยเกรงว่าชีวิตของเขาในชีวิตหน้าคงลำบากมากแน่ ๆ ดังนั้นเมื่อเริ่มจับทางได้แล้ว เขาก็เริ่มสะสมทรัพย์สินเอาไว้บางส่วนก่อนตายเสมอ และจะเป็นทรัพย์สินที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าถึงได้
ในสมัยโบราณก็ยังสามารถกลบฝัง หรือซ่อนเอาไว้แล้วไปหยิบจับมาได้
แต่ในปัจจุบันจะเอาของเหล่านั้นออกมา เกรงว่าอาจจะโดนกล่าวหาว่าเป็นโจรขุดสุสานเสียเปล่า ยุคสมัยเปลี่ยน คนเปลี่ยน เทคโนโลยีก็เปลี่ยน เขาก็เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บสมบัติของตนเช่นกัน
โชคดีที่ครอบครัวของตัวเองในแต่ละชีวิตไม่ใช่คนละโมบโลภมากในทรัพย์สินเงินทอง จึงไม่เคยมาสืบหาเอาว่าจริง ๆ แล้วเขามีทรัพย์สินเท่าไรแน่ มรดกที่เขาเหลือเอาไว้ให้ตัวเองในชีวิตต่อไปเลยยังได้รับการดูแลดีเสมอ
บางครั้งกว่าจะตายไปแล้วเกิดใหม่ กว่าจะได้มาใช้สมบัติของตัวเอง ก็ปาเข้าไปเป็นหลักสิบปียี่สิบปีโน่น บางอย่างก็สูญหายไปตามกลางเวลาบ่อยครั้ง บางทีเขาก็ต้องแยกเก็บตามแต่ละที่ด้วยซ้ำไป
แต่ครั้งนี้ดีนัก เขามาเข้าร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว ยมทูตก็ไม่ยอมรับวิญญาณของเขาไปเหมือนเคย แถมยังเป็นช่วงที่ชีวิตที่แล้วของเขาเพิ่งจะตายไปได้เพียงสองปีเท่านั้น คนที่เขาคุ้นเคยและฝากฝังไว้เลยยังอยู่ดี
“ท่านศาตราจารย์หลิน ไม่สิ ท่านสมควรจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้มากที่สุดแล้ว ผมก็ควรจะไม่เชื่อเช่นกัน” ซ่งเหลียนสุ่ยยังคงจดจ้องมองคนตรงหน้า หากว่าอีกฝ่ายไม่แผ่บรรยากาศอันคุ้นเคยออกมาล่ะก็ เขาคิดว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ
“อาสุ่ย ฉันก็ลำบากใจเหมือนกันนะ ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ไปแล้วก็ช่วยไม่ได้นี่นา แต่ฉันดีใจที่ยังเห็นนายมีความสุขดี เสี่ยวม่านม่านน่าจะเข้ามหาลัยแล้วใช่มั้ย เด็กคนนั้นเรียนได้ดีหรือเปล่า” หลินหยูถอนหายใจเฮือก แล้วถามหาอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือคนในครอบครัวของทนายตรงหน้านี้
เมื่อได้ยินแบบนี้ซ่งเหลียนสุ่ยก็มุมปากกระตุก “ท่านช่วยอย่าเอารูปลักษณ์ของหนุ่มน้อยแบบนั้น มาวางท่าเป็นผู้ใหญ่แล้วถามผมแบบนั้นได้มั้ยครับ กระอักกระอ่วนสุดยอดไปเลย ว่าแต่ มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ตกลงมันเป็นเรื่องจริงเหรอ? แล้วทำไมท่านถึงมาอยู่ในรูปลักษณ์แบบนี้ได้ล่ะเนี่ย? ไหนว่าอาจจะมาหาผมหลังจากนี้อีกเป็นสิบปีเลยไม่ใช่เหรอ?”
ในหัวของทนายหนุ่มใหญ่มีแต่คำถามเต็มไปหมด ตอนแรกยังคิดว่ามันไร้สาระมาก ทว่าเขาก็ยังเก็บสมบัติที่เป็นความลับเหล่านั้นเอาไว้ให้อีกฝ่ายตามจรรยาบรรณ และตามเจตนารมย์ของผู้ตาย
ถึงตอนนี้จะไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้ว
แต่เรื่องนี้มันโคตรจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลยนี่หว่า!
“ฉันก็อยากจะหาคำตอบให้ได้เหมือนกันนะ แต่เสียใจด้วย ไม่ว่าจะทั้งทางเต๋า ทางพุทธ หรือทางวิทยาศาสตร์ ฉันล้วนเลยลองหาคำตอบมาแล้วทั้งนั้น แต่ก็ปรากฏว่าหาไม่เคยเจอเลยล่ะ” หลินหยูเผยสีหน้าช่วยไม่ได้ออกมา
เขาเคยตั้งคำถาม เคยลองหาคำตอบ ทว่าทุกครั้งก็จบลงด้วยคำพูดของยมทูตคนนั้นที่เอาแต่บอกว่ายังไม่ถึงเวลาเสมอ
ดังนั้นเขาเลยเลิกหาคำตอบ และตั้งใจใช้ชีวิตใหม่แต่ละครั้งที่ได้รับมาให้ดีที่สุด ศึกษาทุกอย่างที่สนใจ เรียนทุกอย่างที่อยากเรียนรู้ จนแตกฉานในหลาย ๆ ด้าน แถมยังพูดได้หลายภาษาเอามาก ๆ ไม่นับรวมภาษาถิ่นของอีกหลายประเทศด้วย
อย่างชีวิตที่แล้ว เขาก็กลายเป็นอาจารย์แพทย์ที่มีชื่อเสียงด้านศัลยกรรมเฉพาะทางด้านประสาทวิทยาคนหนึ่ง
ส่วนชีวิตนี้…ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะเป็นอะไร แต่ที่แน่ ๆ ยังต้องรักษาแม่ของเจ้าของร่างเดิมให้ดีที่สุดเสียก่อน
ทนายหนุ่มใหญ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองคนที่นั่งทำหน้าซื่อตาใสตรงหน้าเขา จากนั้นก็ค่อย ๆ ตั้งสติ แล้วเริ่มจากเรื่องที่อีกฝ่ายมาที่นี่ก่อน
“คือสรุปว่าท่านจะมารับมรดกที่ฝากเอาไว้ให้ตัวเองสินะครับ”
ขนาดพูดเองแล้วยังกระดากปาก แทบไม่อยากจะเชื่อเลย แต่บุคลิกและบรรยากาศเฉพาะตัวมันหลอกกันไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ทำไม เพียงมองกันเท่านี้ เขาก็เชื่อไปเสียแล้วว่าคนตรงหน้าคือคนเดียวกับศาสตราจารย์หลินหยู ผู้มีพระคุณที่อุปถัมภ์เขามาตั้งแต่ตอน 3 ขวบจากบ้านเด็กกำพร้าจริง ๆ
หลินหยูไม่เคยบอกเด็กทุกคนที่รับอุปการะว่าต้องเรียกตนเองว่าอะไร เขาเพียงมอบโอกาสให้ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ดูแลและสั่งสอนทุกคนอย่างใส่ใจเท่าเทียมกันทั้งหมด แต่เด็ก ๆ ทุกคนจะเรียกเขาว่าท่าน หรือบางคนก็เรียกว่าคุณพ่อ
“อืม เรียกฉันว่าเสี่ยวหยูก็ได้ โดนนายมาเรียกท่าน ๆ ในร่างนี้แล้วมันแปลก ๆ แฮะ” ชีวิตก่อนนั่นเขาแก่กว่าเด็กพวกนี้มาก ก็ยอมให้เรียกได้ แต่ตอนนี้มันช่างค้านกับสภาพภายนอกเกินไป เกิดใครมาได้ยินเข้า คงต้องมานั่งอธิบายกันวุ่นวาย
ซ่งเหลียนสุ่ยมุมปากกระตุกอีกรอบ ยกมือกระแอมในลำคอ แล้วเรียกอย่างยากลำบาก
“คะ ครับ สะ สะ…เสี่ยวหยู วุ้ย จั๊กจี้ปากชะมัด”
หลินหยูมองสีหน้าลำบากใจของคนตรงหน้าด้วยท่าทางเพลิดเพลิน
เจ้าเด็กที่ทื่อตรงเป็นไม้บรรทัดนี่ก็แกล้งเพลินดีแฮะ
ทนายหนุ่มจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าโดนแกล้งเข้าแล้ว เขาเลยเปลี่ยนเรื่อง
“เรื่องนี้…จะให้บอกคนอื่นมั้ยครับ?” เขาหมายถึงเหล่าเพื่อน ๆ ที่เคยได้รับการอุปการะจากคนตรงหน้าเช่นกัน
ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปตามทาง ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง
ชายหนุ่มส่ายหัวเบา ๆ “ไม่ต้อง เรื่องเหล่านี้ยิ่งรู้น้อยยิ่งดี ให้พวกเขาได้รู้แค่ว่า ฉัน ศาสตราจารย์หลินหยูคนนั้นตายไปตอนอายุ 85 นั่นแหละดีแล้ว”
พูดไปก็น่าแปลก ทุกชีวิตของหลินหยู หากไม่มีเหตุให้ต้องตายก่อน เขาจะมีอายุยืนยาวมากถึง 85 ปีเลยทีเดียว จนกว่าจะตาย
ทุกชีวิตที่ได้รับมาใหม่ นอกจากมรดกที่เก็บเอาไว้ให้ตัวเองในชีวิตหน้าแล้ว หลินหยูจะไม่เข้าไปยุ่งกับชีวิตก่อนของตัวเองเด็ดขาด
เขาถือคติว่าความตายครั้งหนึ่งก็คือจุดจบ ก็ถือว่าจบสิ้นวาสนากันไป
แต่ยิ่งโลกก้าวกระโดดไปเยอะแล้ว การจะเก็บทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากเอาไว้ให้ตัวเองในชีวิตต่อไป ก็จำต้องทำให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ตัวเองในอนาคตต้องลำบาก เพราะจะเอาไปฝังดิน หรือเอาไปฝากฝังญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ดูจะเสี่ยงเกินไปหน่อย
จึงเป็นที่มาของการฝากทรัพย์สินเอาไว้ที่ทนายความแบบนี้
ซ่งเหลียนสุ่ยถอนหายใจ เอาจริง ๆ หากอีกฝ่ายบอกว่าให้บอก เขาก็นึกไม่ออกเลยว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
“ตอนนี้ท่าน…เอ่อ เสี่ยวหยูอายุเท่าไร เข้าเกณฑ์การรับมรดกหรือยัง?”
ผู้เป็นทนายถามเรื่องจริงจังทันใด แต่ก็เกือบหลุดเรียกว่าท่านออกไป
“ตอนนี้อายุ 19 ปี อีก 3 เดือนจะ 20 ปีบริบูรณ์ เอาเป็นเงินสดฉุกเฉินที่ฝากไว้ในบัตรก่อนแล้วกัน เพราะร่างนี้ยังมีครอบครัวคือแม่อยู่ แล้วเธอป่วย ฉันต้องพาเธอไปรักษาที่โรงพยาบาลดี ๆ” หลินหยูทำพินัยกรรมเอาไว้ให้ตัวเองโดยมีเงื่อนไขว่าต้องอายุ 20 ปีเสียก่อน ดังนั้นแม้จะเลยช่วงที่บรรลุนิติภาวะไปแล้ว แต่ทรัพย์สินบางอย่างที่ต่างประเทศ หากมีอายุ 20 ปีขึ้นไปจะจัดการได้ง่ายกว่า อย่างเช่นเงินสดที่เขาเก็บแยกเอาไว้ในบัตรที่สามารถเอาไปใช้ได้เลยตลอดเวลา
ซ่งเหลียนสุ่ยพยักหน้ารับทราบ เขาลุกขึ้นไปยังทิศทางหนึ่งของห้องทำงาน แล้วใส่รหัสเปิดตู้เซฟออก จากนั้นก็หยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมา พร้อมกับเอกสารฉบับหนึ่ง
“นี่เป็นเอกสารมอบอำนาจและเอกสารยืนยันให้เปิดเซฟที่ธนาคารได้ ในนั้นมีบัตรเงินสดอยู่ โอนเข้าบัญชีธนาคารได้เลย หรือจะใช้โดยตรงจากบัตรก็ได้ เซ็นตรงนี้ เรื่องเงินรับไปก่อนได้ไม่ต้องรออายุถึงเกณฑ์ เดี๋ยวผมจะเอาไปจัดการต่อเรื่องภาษีมรดกกับเรื่องแหล่งที่มาให้เอง ส่วนเรื่องทรัพย์สิน ผมขอดูบัตรประชาชนของเสี่ยวหยูหน่อย เดี๋ยวอีก 3 เดือนจากนี้ผมจะจัดการเรื่องโอนทรัพย์สินให้ครับ อ้อ มีเอกสารตรงนี้ ที่ต้องเซ็นเพื่อยินยอมในการเป็นเด็กภายใต้การอุปการะของเอ่อ ของท่านคนที่แล้วด้วย”
แม้จะยังสับสนนิดหน่อย แต่อีกฝ่ายก็จัดการแจกแจงรายละเอียดอย่างใส่ใจ
หลินหยูเซ็นเอกสารทุกอย่างพร้อมรอยยิ้ม พลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาชื่นชม
นับว่าเขาไว้วางใจไม่ผิดคนจริง ๆ
โดยปกติแล้วจะมีทนายที่ไหน ที่จะยอมทำตามคำขอบ้า ๆ ของเขา ที่บอกว่าจะเก็บมรดกบางส่วนเอาไว้ ให้คนที่มีชื่อเดียวกับตัวเองในอนาคตกันบ้างล่ะ ต่อให้ไม่ได้ขยายความอธิบายอะไรมากมาย มันก็ต้องมีงงกันบ้าง เผลอ ๆ อาจจะตัดรำคาญด้วยการให้ทายาทของเจ้าของมรดกนั้นมาเอาไปจัดการเองให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสียก็ได้
แต่อีกฝ่ายก็ยังคงซื่อสัตย์และยอมทำตาม
“เติบโตขึ้นเยอะจริง ๆ เลยนะเด็กน้อย เมื่อครั้งนั้นตอนที่ฉันไปรับนายออกมาจากที่นั่น นายยังตัวเล็ก ๆ เล่นน้ำลายอยู่เลย”
ซ่งเหลียนสุ่ยทำหน้าไม่ค่อยถูก เขาเพียงแต่ยิ้มแห้ง ๆ เพราะนึกถึงวันที่ศาสตราจารย์ผู้มีพระคุณคนนั้นของเขาจากไป ภาพนั้นยังติดตาเขาไม่จางไปไหนอยู่เลย
“เพราะคุณสอนมาดีไงครับ” แม้แต่คำเรียกว่าเสี่ยวหยู เขายังไม่ค่อยกล้าเรียกเลย เรียกคุณเลยสบายใจกว่า
หลินหยูก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เขาไม่คิดรำลึกความหลังอะไรมากมายไปกว่านี้อีก รับกุญแจเซฟธนาคารมา แล้วรับเอาเอกสารบางส่วนมาด้วย แลกเบอร์ แลกวีแชตกันเรียบร้อย จากนั้นก็บอกลา
“คงจะได้เจอกันอีกไม่กี่ครั้งกระมัง อาจจะมีเรื่องมารบกวนบ้าง แต่ฉันก็หวังว่านายจะมีชีวิตที่เป็นสุขนะ ส่วนรายละเอียดบางอย่าง…ไม่ต้องไปใส่ใจมันให้มากหรอก” แม้จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ แต่ลักษณะการพูดก็ยังติดความเป็นคนยุคเก่ามาอยู่ดี
ซ่งเหลียนสุ่ยเป็นคนฉลาด เขาเม้มปากแน่น จากนั้นก็พยักหน้า
“เข้าใจแล้วครับ ผมก็หวังว่าจากนี้คุณจะมีความสุขเช่นกัน…เสี่ยวหยู”
หลินหยูยิ้มกว้างกว่าเดิม แล้วเดินจากไปทันที
เพียงเท่านี้ ชีวิตใหม่นี้ของเขา ก็มีทางไปต่อแล้ว
ละครหลังม่าน
หลินหยู : มารับมรดกที่ตัวเองทำเอาไว้ให้ตัวเองครับ /// ยิ้ม
ซ่งเหลียนสุ่ย : หา?!!! /// ตกใจ
หลินหยู : แหม แถมตัวเองยังต้องมาอุปการะตัวเองด้วยนะเนี่ย /// ยิ้มกว้างกว่าเดิม
ซ่งเหลียนสุ่ย : มันก็…ดูงง ๆ ดีนะครับ /// ยิ้มแหย
Writer's talk :
ว้าว ปู่ไม่ลำบากเพราะปู่ทิ้งมรดกไว้ให้ตัวเองค่า จีเนียสมั้ย 555 จะเรียกน้องก็กระดากปากเหลือเกิน เอาเป็นว่าเรียกปู่แล้วกันนะคะ อิอิ
มีใครงงกับการเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าของท่านบรรพบุรุษหรือเปล่าคะ? คือเป็นการเกิดใหม่มาเรื่อย ๆ ไล่ตั้งแต่ยุคโบราณมาเลยค่ะ ตายแล้วก็เกิด ในโลกเดิม ขยับไทม์ไลน์เข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันค่ะ ประมาณนั้น อันนี้คือเผื่อใครงงน้า
ส่วนหมาน้อยบ๊อกแบ๊กของเราก็…แม้จะอายุมากกว่าร่างนี้ของปู่ แต่ก็ถือเป็นน้องไปแล้วกันเนาะ อิอิ ยังไม่มาค่ะ ไรต์หยอดกระปุกจ้างก่อน
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ
รักเสมอ
บทที่ 2 โอกาสสุดท้าย
หลินหยูไปจัดการรับในส่วนของเงินสดมาใช้ก่อน เพราะส่วนนั้นเป็นส่วนที่เอาออกมาได้ก่อนเลย โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องโอนเข้าบัญชีตัวเองเป็นจำนวนมากในทีเดียวก็ได้ มันอยู่ในรูปแบบของบัตรเดบิต ที่ใช้รูดได้เลย ขอเพียงรู้รหัสก็พอแล้ว สะดวกสบายมาก อีกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการซักถามจากผู้เป็นแม่ จนกว่าจะถึงเวลาที่ซ่งเหลียนสุ่ยจัดการเรื่องราวให้เขาจนเรียบร้อย เขาตัดสินใจว่าจะยังไม่พูดเรื่องนี้ชั่วคราว แต่ตั้งใจว่าจะเอาเงินที่ได้มาก้อนนี้ไปแก้ปัญหาเบื้องต้นที่กำลังเผชิญอยู่เสียก่อน
เรื่องแรกคือเรื่องสุขภาพของแม่ และเรื่องสองคือเรื่องที่อยู่อาศัย
ทั้งสองปัญหาสำคัญพอ ๆ กัน และมันสามารถแก้ไขได้ด้วยเงิน
ซึ่งตอนนี้เขามีแล้ว ในบัตรเงินสดมีเงินอยู่เป็นหลักร้อยล้านหยวน นี่เป็นเงินที่เขาเก็บเอาไว้เพียงบางส่วน เผื่อชีวิตต่อไปของตัวเองเท่านั้น ยังไม่นับรวมอสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมืองหลวงอีกสองสามแห่ง ที่ไม่ได้ส่งต่อให้ทายาท ไหนจะเงินและทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่เขาฝากเอาไว้ในธนาคารที่สวิสเซอร์แลนด์ มีทั้งทองคำ ทั้งเงินสดจำนวนมหาศาล นี่เป็นสิ่งที่เขาสะสมเอาไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายชีวิต และในครอบครัวชีวิตก่อนของเขาไม่มีใครเคยรู้ระแคะระคายว่ามี เนื่องจากเขาได้แบ่งสรรปันส่วนมรดกส่วนใหญ่ ที่หามาตลอดชีวิตที่แล้ว ให้ทายาททุกคน รวมไปถึงเด็ก ๆ ที่ได้รับการอุปการะทุกคนไปจนเกือบหมด
จึงไม่มีใครมาไต่ถามเรื่องพวกนี้อีก และเขาบอกทนายเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าไม่ต้องเอ่ยถึงทรัพย์สินส่วนนี้ในพินัยกรรม
อย่างที่บอก โชคดีที่ทายาทของเขาแต่ละคนไม่ใช่คนไม่รู้ความ และจ้องแต่จะฮุบสมบัติ พวกเขาต่างก็เติบโตไปมีแนวทางของตัวเอง ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอมรดกจากเขาเสียด้วยซ้ำไป
หลังจากกินอะไรง่าย ๆ เพื่อดับความหิวของตัวเอง เพราะเลยเที่ยงมาได้พักใหญ่ ๆ จนท้องอิ่ม
หลินหยูหยิบเอาโทรศัพท์รุ่นที่ค่อนข้างเก่าและช้าขึ้นมา เพื่อจะเข้าอินเทอร์เน็ตหาที่อยู่ใหม่ คงต้องเป็นบ้านเช่าไปก่อนเพราะไม่ต้องใช้เงินมากมายอะไร และยังสามารถอ้างกับแม่ได้ว่าได้เบิกเงินจากบริษัทออกมาก่อนบางส่วนได้ด้วย
หากเป็นบ้านเช่า ไม่จำเป็นต้องเป็นหลังเดี่ยว แต่เป็นอพาร์ทเมนต์หรือคอนโดที่เดินทางไปโรงพยาบาลสะดวกสักหน่อย และปลอดภัย เท่านั้นก็ตอบโจทย์เขาในตอนนี้แล้ว
กดค้นหาด้วยความหงุดหงิดอยู่พักใหญ่ เพราะความเชื่องช้าของตัวเครื่อง เขาเลยอดรนทนไม่ไหว เดินเข้าร้านขายโทรศัพท์แล้วถอยเครื่องใหม่ล่าสุดออกมาทันใด
เพราะผ่านมาหลายต่อหลายชีวิตเหลือเกิน ลำบากลำบนมาจนเกือบจะทุกยุคทุกสมัย นิสัยเสียอย่างหนึ่งของหลินหยูในทุก ๆ ชีวิตก็คือ การไม่ยินยอมทนต่อความลำบากโดยเด็ดขาด หากเลือกทางที่สะดวกสบายที่สุดได้ เขาจะเลือกอย่างไม่ลังเล หากใช้เงินซื้อของดี ๆ ได้ เขาจะไม่มีทางประหยัดแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงถอยรุ่นที่ใหม่ที่สุด และแพงที่สุดออกมาถือไว้อย่างไม่ลังเล
หลังจากจัดการตัวเครื่องพักหนึ่ง สุดท้ายเขาก็สามารถกดค้นหาที่อยู่อาศัยได้อย่างรวดเร็วแล้ว
และก็ไปเจอเข้ากับคอนโดให้เช่าแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่ในชีวิตก่อนเขาเคยทำงานอยู่
เป็นที่ ๆ อยากจะให้แม่ย้ายไปรักษาตัวพอดี
“อืม ห้องขนาด 62 ตารางเมตร สองห้องนอน สามห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องนั่งเล่น มีระเบียงกว้างเสียด้วย ไม่เลวเลย ค่าเช่าเดือนละ 5,000 หยวน ตอนนี้ไม่ถือว่าแพง แต่คงต้องไปดูสถานที่จริงก่อนแฮะ”
สำหรับคนที่มีฐานะปานกลาง ราคาห้องขนาดนี้แทบไม่สามารถชายตาแลได้เลย
ทว่าวิญญาณบรรพบุรุษผู้นี้ย่อมมีปณิธานที่ตั้งมั่น เมื่อเห็นว่าตอนนี้เวลายังเหลือ ยังไม่มืดค่ำตามที่ได้บอกแม่เอาไว้ เขาเลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่แล้วมุ่งตรงไปขอดูห้องตัวอย่างจากนายหน้าในทันที โดยส่งข้อความไปหาซ่งเหลียนสุ่ยว่า เขาต้องการเช่าบ้าน พร้อมกับส่งที่รายละเอียดให้เสร็จสรรพ จนได้รับการแซวกลับมาว่า
[ยังคงลงมือว่องไวเหมือนเดิมเลยนะครับ ไหนบอกเราจะเจอกันไม่บ่อยไง]
หลินหยูตอบกลับไปอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยว่า
[เดี๋ยวพอนายหมดประโยชน์ ก็คงไม่ได้เจอแล้วจริง ๆ นั่นแหละ]
อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า
[ใจร้ายจังครับท่าน ผมกำลังออกไป รอผมสักครึ่งชั่วโมง]
หลินหยูยิ้ม ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตั้งตัวได้แล้ว จึงกลับมาหยอกเย้าเขาได้แบบนี้
เขาแจ้งเวลานัดขอดูห้องกับนายหน้าใหม่ จากนั้นเดินซื้อของเพิ่มเติมที่จำเป็นอีกเล็กน้อย เมื่อใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ก็เดินตรงไปยังสถานที่นัดหมาย ก็เห็นว่าคนที่เพิ่งเจอไม่นานยืนรออยู่แล้ว
ซ่งเหลียนสุ่ยมองชายหนุ่มที่เดินมาพร้อมท่าทีสบาย ๆ ด้วยอารมณ์สับสนไม่เลิก จากนั้นก็ตั้งตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่ออีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงหน้า
“เข้าไปกันเถอะครับ ผมรอคุณมาก่อนแล้วค่อยเข้าไป”
หลินหยูไม่ท้วงคำเรียกที่อีกฝ่ายเรียกเขาแล้ว ดังนั้นจึงปล่อยเลยตามเลย แล้วเดินตามไป
“ผมมาขอเช่าห้องตามที่ได้คุยรายละเอียดเอาไว้ก่อนหน้านี้ครับ” หลินหยูบอกหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ต้อนรับ และเป็นนายหน้าไปด้วยในตัว
“อ๋อ คุณ…หลินหยูใช่มั้ยคะ ท่านนี้คือ…” เธอหันมาหาชายหนุ่ม จากนั้นก็มองคนที่อยู่ในชุดสูทน่าเกรงขามข้าง ๆ กันด้วยสายตาสงสัย
“นี่เป็นผู้ปกครองของผมครับ พอดีผมยังไม่ 20 ปีเต็ม ยังทำธุรกรรมด้วยตัวเองไม่ได้” เขายิ้มบอกด้วยท่าทีสบาย ๆ
ซ่งเหลียนสุ่ยตัวเกร็ง กลัวใจเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะบอกว่าเขาคือพ่อตัวเองขึ้นมา ถึงตอนนั้นคงขนลุกดีพิลึกเลยล่ะ
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ” สาวน้อยคนดังกล่าวยิ้มแล้วเดินนำทางไปยังห้องเช่าที่หลินหยูได้เล็งเอาไว้ มันอยู่ห่างจากสำนักงานนายหน้าไปไม่ไกลนัก เลยสามารถเดินไปได้
ห้องเช่าที่เล็งเอาไว้ เป็นคอนโดใจกลางเมืองที่ความปลอดภัยดีมาก มี รปภ. ตลอดทั้งวันทั้งคืน แถมยังมีหลายคนด้วย มีที่จอดรถยนต์เป็นสัดส่วน สวนส่วนกลางก็ไม่เล็ก มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี แถมยังเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย ถึงกับมีร้านสปาสัตว์เลี้ยงเล็ก ๆ อยู่ใกล้ ๆ ด้วยซ้ำ ข้างใต้คอนโดมีร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล เดินไป 5 นาทีก็ถึงแล้ว แถมโรงพยาบาลก็ใกล้สามารถเดินไปได้ เพียง 10 นาทีเท่านั้น
ตัวห้องเมื่อเข้ามาชมดูแล้ว หลินหยูก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ในห้องมีเฟอร์นิเจอร์ครบ คุณภาพปานกลางและดีปะปนกันไป เข้าอยู่ได้เลย ซื้อเพียงเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างเพิ่มอีกเล็กน้อยเท่านั้น ระเบียงกว้าง ปลูกต้นไม้เล็ก ๆ ได้ แสงส่องถึง อยู่สูงขึ้นมาชั้นที่ 5 นับว่าไม่สูงมากและไม่ต่ำมากเกินไป
เขาพึงพอใจในทันที
ซ่งเหลียนสุ่ยเองเมื่อเห็นแล้วก็วางใจเช่นกัน หากว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ที่นี่ เมื่อมองไปที่หลินหยู ก็รู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายก็พอใจมากเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงถามด้วยสายตา เห็นอีกคนพยักหน้าให้เขา เขาจึงหันไปบอกนายหน้าว่า
“ผมตกลงเช่าครับ ขอดูสัญญาเลยได้มั้ยครับ”
นายหน้ายิ้มหวาน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 5,000 หยวนถือได้ว่าแพงมาก หากไม่มีฐานะประมาณหนึ่งจะไม่สามารถเช่าได้เลย ห้องเช่านี้แม้ทำเลดี แต่ทุกคนก็ถอยเพราะค่าเช่ากันทั้งนั้น ตอนนี้ปล่อยเช่าได้แล้ว เธอก็ได้ค่าตอบแทนด้วย มีอะไรไม่ดีกันเล่า
ดังนั้นจึงเอาเอกสารสัญญาเช่าที่เตรียมเอาไว้มายื่นให้ในทันที
ซ่งเหลียนสุ่ยรับไปอ่านอย่างคล่องแคล่ว ในฐานะทนายเรื่องเงื่อนไขมากมายเหล่านี้เขาย่อมคุ้นชินอยู่แล้ว หลังจากที่สอบถามอย่างละเอียด ก็ไม่พบว่าจะมีอะไรที่ทำให้รู้สึกเสียเปรียบ เลยหันไปพยักหน้าน้อย ๆ ให้หลินหยู
เจ้าตัวยิ้มรับด้วยท่าทางพึงพอใจ
กระบวนการเช่าเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก หลินหยูจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปหนึ่งปีเต็ม ค่าประกันอะไรต่อมิอะไรมากมาย สุดท้ายก็เป็นพวกค่าส่วนกลาง และค่าที่จอดรถเพิ่มเติม แม้ตอนนี้จะยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง แต่เขาก็ตั้งใจว่าจะหามาใช้สักคัน จะได้สะดวก
เมื่อจบเรื่องตรงนี้แล้ว ซ่งเหลียนสุ่ยก็จัดการลงนามแทนหลินหยูอย่างเต็มใจ ให้เช่าในนามของเขาไปก่อน เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้อยู่ที่นี่นานขนาดนั้นอย่างแน่นอน อีกอย่างตัวเองก็เชี่ยวชาญในเรื่องประเภทการโอนย้ายสิทธิ์ทำนองนี้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
หลินหยูยอมให้อีกฝ่ายออกหน้าให้ ก็เพราะหากให้แม่ของตัวเองออกหน้า เกรงว่าจะต้องตอบคำถามอีกเยอะแยะเลยทีเดียว ดังนั้นพอมีคนอื่นเช่าให้ ก็สามารถบอกได้ว่าห้องนี้เป็นบริษัทที่จัดการให้
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อย คนเป็นทนายก็ขอตัวกลับไป
หลินหยูบอกลาอีกฝ่ายแล้วก็แยกตัวกลับเช่นกัน
ระหว่างทางกลับ พลันโทรศัพท์ของเขาก็ดัง เมื่อเห็นเบอร์ที่โทรมา สายตาของเขาก็เผยประกายอะไรบางอย่าง จากนั้นก็กดรับสาย
“ครับพี่ม่อ”
“หลินหยู! ถ้านายหายแล้วก็เข้ามาที่บริษัทสิ นี่มัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนหา?!!” เสียงของผู้หญิงปลายสายเกรี้ยวกราดมาก
ผู้ที่โทรมาก็คือม่อหลิง ผู้จัดการของหลินหยูนั่นเอง
ปัจจุบันเขามีสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดของบริษัทก่านซิงมีเดีย เรียกกันย่อ ๆ ว่า ก่านซิง เป็นบริษัทที่มีดารานักแสดง นายแบบ นางแบบ ไอดอลสังกัดมากมาย ดังก็เยอะ ดับก็มี
ตัวเขาก็เป็นหนึ่งในดาราที่ไม่โด่งดังเหล่านั้น อยู่ภายใต้การดูแลของผู้จัดการดาราชั้นหนึ่งอย่างม่อหลิง เธอเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 30 กลาง ๆ ค่อนข้างมีอิทธิพลในบริษัทไม่น้อย เพราะมีดาราในมือมากมาย
หลินหยูเป็นหนึ่งในดาราที่ม่อหลิงไม่ค่อยโปรดปรานนัก เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมค่อนข้างที่จะไร้พรสวรรค์ไปหน่อย ไปแสดงซีรีส์ก็เล่นได้ไม่ดี แถมยังออกจะมีท่าทีปวกเปียก พูดน้อย ขาดความมั่นใจ จึงทำให้ผลงานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
เรียกได้ว่ามีดีแค่หน้าตายังได้
แถมเรื่องล่าสุด แม้จะไม่ใช่ความผิดของเจ้าของร่างเดิม แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็ทำให้สูญเสียงานในซีรีส์เรื่องนั้นไปแล้ว ม่อหลิงจะเกรี้ยวกราดก็ไม่แปลกเลยสักนิด
พอรู้ว่าเขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว ก็เลยโทรมาจิกทันทีแบบนี้เอง
“ผมกำลังจะเข้าไปที่บริษัทครับ อีกประมาณ…20 นาทีถึง” เขาตอบด้วยท่าทีไม่ยี่หระเท่าไร ซึ่งนี่ไม่ใช่ท่าทีปกติของเจ้าของร่างเลยสักนิดเดียว
ทว่าปลายสายกลับมัวแต่อารมณ์เสียจนไม่ทันได้สังเกต ยังย้ำมาอีกว่า
“นี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายของนายแล้ว ฉันบอกเลยนะว่า ถ้างานนี้นายยังทำได้ไม่ดีอีก ฉันดองนายยาว ๆ แน่ ไม่เชื่อก็ลองดู!” แล้วสายก็ตัดไปทั้งอย่างนั้นเอง
หลินหยูบอกเปลี่ยนเส้นทางกับแท็กซี่อย่างใจเย็น จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะกลับบ้าน แท็กซี่เลยต้องเลี้ยวไปอีกทาง เพื่อมุ่งตรงไปยังก่านซิงแทน
ชายหนุ่มมาถึงบริษัทในเวลาต่อมา เขาจ่ายค่าแท็กซี่เสร็จก็ลงรถ เดินตรงเข้ามายังบริษัทเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่อย่างคุ้นเคย เมื่อแสดงบัตรว่าเป็นดาราในสังกัดเรียบร้อยแล้ว ก็เดินขึ้นลิฟต์ดิ่งไปยังห้องที่คุ้นเคยที่ชั้น 12
หน้าห้องมีผู้ช่วยของม่อหลิงนั่งอยู่ เมื่อผู้ช่วยคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา แล้วเห็นว่าผู้มาเป็นใคร สายตาของเธอเผยความประหลาดใจ หลังจากนั้นก็ชักสีหน้าเล็กน้อย สั่งด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
“รอตรงนี้ ฉันแจ้งพี่ม่อก่อน”
หลินหยูเพียงพยักหน้ารับ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา
สายตาของคนที่เฝ้าหน้าห้องเผยความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย เธอต่อสายภายในได้ก็เร่งแจ้งคนปลายสาย แล้วตวัดสายตามามองหลินหยู จากนั้นก็บอกห้วน ๆ ว่า
“พี่ม่อรออยู่ เข้าไปได้เลย”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าง่าย ๆ แล้วเดินเข้าไป ท่าทีไม่นำพาต่อกิริยาเสียมารยาทของอีกฝ่ายเลยสักนิด
อีกฝ่ายเป็นแค่สุนัขที่อาศัยบารมีพยัคฆ์เท่านั้น เขาไม่ใส่ใจคนประเภทนี้
ตอนนั้นเองหญิงสาวที่เฝ้าหน้าห้องเบิกตามองหลินหยูเล็กน้อย ราวกับเพิ่งได้มองเขาชัด ๆ แล้วรู้สึกว่ามีอะไรแตกต่างออกไป
“คิดไปเองหรือเปล่านะ” เธอสะบัดหัวไปมาเบา ๆ จากนั้นก็ทำงานต่อไป
หลินหยูเดินต่อเข้ามาอีกไม่ไกล ก็พบห้องทำงานเดี่ยวที่ป้ายหน้าห้องเขียนเอาไว้ว่า ‘ม่อหลิง’
เขาเคาะประตูเบา ๆ ตามมารยาท
“เข้ามา!” เสียงไม่สบอารมณ์ดังมาจากด้านใน
เมื่อเปิดประตูเข้ามา เขาก็พบกับหญิงสาวที่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขาจะเกรงกลัวและเกรงใจเธอเอามาก ๆ อีกทั้งยังได้รับคำสบประมาทและด่าทอจากเธอคนนี้บ่อยครั้งว่าไม่ได้เรื่องบ้าง ไม่พัฒนาบ้าง สุดท้ายก็เกิดปมในใจขึ้นมาจริง ๆ เป็นเหตุให้เจ้าของร่างเดิมค่อนข้างขาดความมั่นใจ แม้ว่าตัวเองจะพอมีดีบ้างก็ตาม แต่พอโดนดูถูกเหยียดหยามบ่อยเข้า เลยเชื่อไปแล้วว่าตัวเองช่างไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างเดียวจริง ๆ
“มาแล้วเหรอ? หายดีแล้วทำไมไม่รีบเข้ามาบริษัท หรือโทรมาก็ได้ จะต้องให้ฉันไปตามเข้ามาทำไม ช่างใหญ่โตเหลือเกินนะ”
ม่อหลิงเริ่มต้นด้วยคำด่าทอในทันที แต่สายตาของเธอก็หยุดพิจารณาคนตรงหน้าอยู่ในใจ
สายตาของหลินหยูเองก็มองตรงมาที่เธอไม่หลบเช่นกัน เขามองหญิงวัยประมาณ 30 กลาง ๆ คนนี้ ที่มีหน้าตาคมดุ แม้ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่เพราะสายตาเหยียดหยันที่เจ้าตัวชอบทำ เลยส่งให้เธอมีบุคลิกที่เย่อหยิ่งออกมาโดยธรรมชาติ เธอแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางราคาแพง และสวมแบรนด์เนมทั้งตัวอย่างมีรสนิยม
“พี่ม่อเรียกผมเข้ามามีอะไรเหรอครับ?” หลินหยูเผยท่าทีไม่นำพาและไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอีกต่อไปออกมา เขาเพียงถามกลับเรียบ ๆ แถมยังถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามกับเธอด้วย ท่าทีของเขาใจเย็นและสง่างามมากโดยไม่รู้ตัว
สายตาของม่อหลิงหรี่ลงทันใด เธอมองคนตรงหน้าราวกับคนไม่รู้จัก ในใจเผลอเต้นตุบไปกับกิริยาของอีกฝ่ายเมื่อครู่ รู้สึกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีอะไรแปลกไป แต่สุดท้ายก็ไม่เข้าใจว่าแปลกตรงไหน
หรืออาจจะเป็นท่าทีของอีกฝ่ายหรือเปล่า? หรือจะเป็นดวงตาสีน้ำตาลงดงาม ที่มองตรงมาที่เธอ โดยไม่หลบอย่างหวาดกลัวเหมือนทุกครั้งกันแน่?
ทว่าม่อหลิงไม่ได้เอาเรื่องนี้มาใส่ใจมากมายอะไร เธอเพียงหยิบเอาบทที่อยู่ข้าง ๆ มือ โยนลงไปตรงหน้าของชายหนุ่มที่นั่งตรงข้าม
หลินหยูคิดในใจ
อืม สันดานต่ำทรามใช้ได้นี่นา
แต่เขาไม่ได้แสดงท่าทางขัดใจ โกรธเกรี้ยว หรือหวาดกลัวออกไป เพียงหยิบบทที่อีกฝ่ายโยนมาให้ขึ้นมา กวาดสายตามองคร่าว ๆ เท่านั้น
“เอาไปศึกษาซะ แล้วอีกสามวันก็ไปเข้ากองตามเวลาที่ระบุด้วย ยังต้องฟิตติ้งและอะไรอีกมากมาย ไปเองก็คงได้มั้ง?” ม่อหลิงพูด พร้อมเอนหลังแล้วกอดอก สีหน้าเย่อหยิ่งราวกับกำลังมองคนจากที่สูงกว่า
หลินหยูไม่ประหลาดใจ เขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดีจากอีกฝ่ายมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดังนั้นการไม่มีคนมารับมาส่ง หรือแม้กระทั่งผู้ช่วยประสานงานก็เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรให้ต้องเอามาใส่ใจด้วยซ้ำ
ในหัวของเขากำลังคิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย ขณะที่สายตาก็มองบทไปด้วย
ความเงียบของฝ่ายตรงข้าม ยิ่งทำให้ม่อหลิงเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงกลัวเธอแล้วอย่างทุกที จึงพูดสำทับไปด้วยสายตาน่ากลัวว่า
“จำไว้ว่าครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของนายแล้ว หากนายยังพิสูจน์คุณค่าของตัวเองไม่ได้ หลังจากนี้ฉันก็จะไม่หยิบยื่นอะไรให้นายอีก และดองนายจนกว่าจะหมดสัญญา”
“ผมเข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน” เขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่สามารถต่อปากต่อคำอะไรกับเธอได้ จึงหยิบบทติดมือมาแล้วลุกขึ้นเดินจากไป
ม่อหลิงมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดิมเธอตั้งใจจะปลุกปั้น เพราะเธอค้นพบว่าอีกฝ่ายหน้าตาดีมาก ๆ หากปั้นดี ๆ ก็คงจะโด่งดังได้ แต่ที่ไหนได้ อีกฝ่ายกลับเป็นพวกสมองทึบมาก แถมยังไร้พรสวรรค์จนน่าตกใจ ไม่ว่าจะลองให้แสดงกี่เรื่อง ๆ ก็ไม่เคยพัฒนาได้เลย ทำให้เธอเริ่มคิดที่จะหาแนวทางอื่นให้เด็กคนนี้
ทว่าวันนี้บรรยากาศของชายหนุ่มคนนี้กลับเปลี่ยนไป
ม่อหลิงบอกไม่ถูก แต่เธอรู้สึกว่าหลินหยูตรงหน้าเธอคนนี้ ดูเหมือนจะมีศักยภาพภายในที่ไม่สิ้นสุดเผยออกมา
สารภาพเลยว่าวูบแรกที่เห็นเขาเดินตรงเข้ามาในห้อง ราวกับเธอกำลังเห็นขุนนางหรือผู้สูงศักดิ์ในยุคโบราณเดินเยื้องย่างเข้ามาเสียด้วยซ้ำ
สายตาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นมาดร้ายมากขึ้น
“ฉันไม่เคยลงทุนในสิ่งที่ทำให้ขาดทุนหรอกนะ ถ้านายไม่มีคุณค่าจริง ๆ นายต้องสร้างกำไรทางอื่นให้ฉันแล้วล่ะ”
ส่วนหลินหยูที่เดินกลับออกมาพร้อมบทในมือแล้ว เขาก็ออกไปเรียกแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางก็มองบทในมือไปด้วย แล้วยิ้มออกมา
ตอนนี้เขากำลังคิดถึงสัญญาของตัวเองกับบริษัทนี้ ที่ยังเหลือเวลาอยู่อีกประมาณ 3 เดือนก่อนจะหมดสัญญา
โชคดีคือสัญญาที่เซ็นเอาไว้กับก่านซิงไม่ได้ถือว่านานนัก
โชคร้ายก็คือ หากว่าเขาปล่อยให้สัญญาหมดลงในลักษณะนี้ โดยที่ยังไม่สามารถหาร่มไม้ใหญ่กว่านี้ได้ อนาคตเส้นทางดาราของเขาก็จะดับลง
แต่หลินหยูในตอนนี้มีเงินแล้ว จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเดินทางนี้แล้วก็ได้
แต่ทว่าพอได้เห็นทัศนะคติของม่อหลิงที่มีต่อเขาในวันนี้แล้ว จู่ ๆ ก็เกิดความมุ่งมั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง ว่าอยากจะเห็นสีหน้าเสียใจและเสียดายของเธอขึ้นมา
จิตวิญญาณนักสู้ของเขาโดนปลุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว สายตาของเขามองบทในมืออีกครั้ง พึมพำว่า
“อืม เป็นมาหมดแทบทุกอย่างแล้ว หรือว่าครั้งนี้…จะลองอะไรใหม่ ๆ ดูดีล่ะเนี่ย”
ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้ม สายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลอง
“ไปเป็นราชาภาพยนตร์สักหน่อยดีมั้ยเรา”
ละครหลังม่าน
ซ่งเหลียนสุ่ย : กลับมาแล้วท่านจะทำอะไรครับ เรียนต่อ เข้าสู่สายวิชาการ ฯลฯ /// คาดเดา
หลินหยู : น่าเบื่อจะตายไป เป็นมาหมดแล้ว /// เบะปาก
ซ่งเหลียนสุ่ย : งั้น…? /// มองอย่างสงสัย
หลินหยู : เป็นดาราดีกว่า อุตส่าห์หน้าตาดีทั้งที /// ยิ้มเจ้าเล่ห์
ซ่งเหลียนสุ่ย : แค็ก ๆ /// สำลักน้ำลาย
Writer's talk :
สาเหตุที่คุณปู่ของเรามีเงินเยอะนั่นก็เพราะ กลัวลำบาก ❌ ติดแกลม ✅
ใช่ค่ะ พระเอกเรื่องนี้เป็นหมาบ็อกแบ๊ก ส่วนนายเอกของเราก็ชีวิตติดแกลม 555
แต่ปู่มีเงินเยอะ น่าจะมีตังจ้างพระเอกเยอะ ๆ แล้วล่ะค่ะ อิอิ
โถ คุณทนายน่าจะโดนใช้คุ้มจริง ๆ ยังไม่ทันพ้นวันไปไหนโดนเรียกใช้แล้ว คุณปู่เขาบารมีเยอะอ่ะน้อ
นิยายเรื่องนี้ไม่มีอะไรมากเลยค่ะ มาดูนายเอกเลี้ยงหมาน้อยบ็อกแบ๊ก และใช้ชีวิตติดแกลมค่ะ 555
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน้า
รัก