โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก ‘DeepSeek’ AI จากจีนที่กำลังเป็น ‘ตัวแสบ’ ที่มาท้าชน AI ฝั่งสหรัฐฯ

Positioningmag

อัพเดต 28 ม.ค. 2568 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2568 เวลา 06.39 น.

เพียงชั่วข้ามคืนที่ DeepSeek สตาร์ทอัพด้าน AI ของ จีน ถูกพูดถึง ก็ทำให้หุ้นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงระนาว โดยเฉพาะ NVIDIA ที่ดิ่ง 17% มาร์เก็ตแคปหาย 6 แสนล้านดอลลาร์ อะไรทำ DeepSeek ถึงเป็น ตัวแสบ ที่ทำให้โลก AI เดือดได้ขนาดนี้ ไปหาคำตอบกัน

จุดเริ่มต้นจากเจ้าของกองทุน

ในวันที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเงินมหาศาลในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model - LLM) เพื่อใช้เป็นโมเดลพื้นฐานการประมวลผลของ Generative AI ไม่ว่าจะเป็น Meta ที่ประกาศลงทุนสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ลงทุน 8 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่จู่ ๆ DeepSeekบริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากประเทศจีนโผล่มา แถมยัง ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า แต่ได้ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน ทำให้หลายคนมองว่า ตัวแสบจากจีนกำลังมาแล้ว
สำหรับ DeepSeek ที่ก่อตั้งขึ้นและเป็นเจ้าของโดย เหลียง เหวินเฟิง (Liang Wenfeng)เจ้าของกองทุน High-Flyerซึ่งเหวินเฟิง เป็นนักการเงินที่มีความสนใจในด้าน AI อย่างมาก โดยกองทุน High-Flyer ของเขาก็เป็นกองทุนที่ใช้โมเดล Machine Learning ในการวิเคราะห์และซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงิน
ด้วยความสนใจใน AI เหวินเฟิงจึงได้เริ่มต้นโครงการ DeepSeek จากความสนใจส่วนตัว โดยเริ่มจากการซื้อชิป Nvidia จำนวนมากเพื่อสร้างระบบคอมพิวเตอร์สำหรับฝึกโมเดล AI แม้ในตอนแรกเพื่อนร่วมงานจะมองว่าเป็นเพียงงานอดิเรก แต่เหวินเฟิงก็เห็นโอกาสและมุ่งมั่นพัฒนาโครงการนี้จนกลายเป็น DeepSeek ในที่สุด

ทรงพลัง ในต้นทุนที่ถูกกว่า

สิ่งที่ทำให้ DeepSeek กลายเป็นที่จับตาก็คือ เงินลงทุน ในการพัฒนาที่ใช้ น้อยมากโดยบริษัทชั้นนําของโลกส่วนใหญ่ฝึกแชทบอทด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิปมากถึง 16,000 ชิปขึ้นไป แต่วิศวกรของ DeepSeek กล่าวว่า พวกเขาใช้ชิป Nvidia H800 เพียงประมาณ2,000 ชิป ในการพัฒนาเท่านั้น โดยใช้เงินลงทุนไปเพียง 6 ล้านดอลลาร์
สาเหตุที่ DeepSeek ใช้งบทุนลงทุนที่ต่ำกว่าบริษัทใหญ่ ๆ เนื่องจากบริษัทเลือกใช้ชิปประมวลผลที่ออกแบบมาสำหรับงาน AI โดยเฉพาะ ทำให้ลดต้นทุนได้อย่างมาก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หุ้นของ NVIDIAจะได้รับผลกระทบเป็นรายแรก ๆ เพราะถือเป็นบริษัทผู้นำในการผลิตชิปสำหรับ AI
อีกทั้ง DeepSeek ยังใช้เทคนิคการฝึกอบรมโมเดลที่แตกต่างจากบริษัทอื่น ๆ คือการMixture of Experts หรือการวิเคราะห์คำถามโดยการทำโมเดลย่อยหลายตัว ที่แต่ละตัวเก่งคนละอย่างมาทำงานร่วมกัน ถ้าเป็นคำถามที่โมเดลไหนตอบได้ก็ตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็ส่งให้โมเดลตัวอื่นที่ถนัดในเรื่องนั้น ๆ ตอบ
นอกจากนี้ DeepSeek ได้เปิดให้ใช้งานโมเดลบางส่วนแบบ Open-Source ซึ่งทำให้ผู้พัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานและพัฒนาต่อยอดได้

พิสูจน์แล้วว่าไม่แพ้ OpenAI และ Gemini

จากการทดสอบ DeepSeek-V3พบว่า AI สามารถตอบคําถาม แก้ปัญหาตรรกะ และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาด ตามการทดสอบเกณฑ์มาตรฐานมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ทาง OpenAI กำลังจะเปิดตัว OpenAI o3ที่มันจะสามารถ คิด และ ตรวจสอบคำตอบของตัวเองได้ ก่อนที่จะตอบคำถามผู้ถาม ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดในการตอบคำถามยาก ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ให้เห็นว่า DeepSeek ยังไม่ได้สร้างแบบจําลองการให้เหตุผลตามแนวทางเหล่านี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอนาคตของ AI
ดังนั้น AI ของจีน ยังไม่แซงสหรัฐฯ แต่อาจจะน่ากังวลในด้านความก้าวนําหน้าระบบ AI แบบ Open-Source ซึ่งอาจทำให้ประเทศจีนสามารถสร้างระบบ AI ที่แข่งขันได้ ได้อย่างรวดเร็วและใช้ต้นทุนไม่สูง
เรียกได้ว่าตลาด AI ไม่ได้ฟาดฟันกันแค่ในกลุ่มบิ๊กเทคฯ ในสหรัฐฯ อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเจอกับคู่แข่งใหม่จากแดนมังกรที่พร้อมจะร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยี AI และแบ่งปันให้ผู้พัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานและพัฒนาต่อยอดได้
nytimes / reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...