โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ปิ้งย่างคนโสด” แข่งดุ Yakiniku Like ลุยขยายฐาน Gen Z-Young adult

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 พ.ย. 2567 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2567 เวลา 04.19 น.

“Yakiniku Like” เจ้าของแท็กไลน์ “ปิ้งย่างคนโสด” วางเป้า 5 ปี 30 สาขาเร่งมือขยายสาขา - บู๊สต์การตลาดดึง Gen Z-Young adult เข้าพอร์ตหลังเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อแผ่ว ฉุดคนกรุงกินปิ้งย่างน้อยลงเดือนละ 3-10%

ภาพรวมตลาดปิ้งย่างในประเทศไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวมกว่า 9 พันล้านบาท การเติบโตอยู่ในระดับ “ทรงตัว” จากการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงจากการที่มีผู้เล่นหน้าใหม่ตบเท้าเข้ามาในตลาดอย่างคึกคัก

ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว “Yakiniku Like” แบรนด์ปิ้งย่างจากประเทศญี่ปุ่นได้ขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับจุดเทรนด์ใหม่ “ปิ้งย่างคนโสด” เป็นจุดขายโดยมีเป้าหมายขยายสาขาครบ 30 สาขาภายใน 5 ปี

อย่างผู้บริหาร “ทิพย์สุดา อเนกวัชรากรณ์” ยอมรับว่าภายใต้เศรษฐกิจ กำลังซื้อ และการแข่งขันของตลาดอาจทำให้ “Yakiniku Like” อาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้และอาจต้องใช้เวลา 6-7 ปีถึงจะสามารถขยายสาขาครบ 30 สาขาได้

หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ“การตลาด” ที่หลังจากนี้จะเข้มข้นมากขึ้นสะท้อนผ่าน “งบการตลาด” ซึ่งเดิมใช้เพียง 2% ของยอดขาย โดยปี 2568 จะเพิ่มงบการตลาดเป็น 12 ล้านบาทเพื่อเร่งสร้างการรับรู้เพราะปัจจุบันคนไทย 8 ใน 10 ไม่รู้จัก “Yakiniku Like” ที่ผ่านมาอยู่ได้ด้วยลูกค้าเดิมที่กลับมาทานซ้ำ ดังนั้นเป้าในปี 2568 คือการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆโดยเฉพาะ Young adult & First jobber

อย่างไรก็ดี ทิพย์สุดา อเนกวัชรากรณ์ Marketing Manager Yakiniku Like Thailand เปิดเผยว่า Yakiniku Like เข้ามาในประเทศไทยประมาณ 3 ปี ขยายสาขาไปแล้วกว่า 14 สาขา โดยสาขาที่มีทราฟฟิกดีที่สุดและยอดขายดีที่สุดคือ สาขาลาดพร้าวและเมกาบางนา มีทราฟฟิกเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราวๆ 400 ที่นั่งหรือ 6 เทิร์น รายได้เฉลี่ยต่อสาขาราวๆ 5 ล้านบาทต่อเดือน

ล่าสุดเปิดสาขาที่ 15 สาขาพื้นที่ 160 ตรว. จำนวน 75 ที่นั่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสาขาในไทย ซึ่งสัดส่วนการลงทุนกว่า 30% ของค่าก่อสร้างร้านเป็นการลงทุนในส่วนของ “เตาดูดควัน2ระบบ” เพื่อมั่นใจว่าลูกค้าจะไม่มีกลิ่นจากการทานปิ้งย่างติดตัว

“3 ปีในประเทศการเติบโต “Yakiniku Like” ค่อนข้างเกินคาดไปเยอะ ในปีแรกแพลนเปิด 3 สาขาแต่สามารถเปิดได้จริง 5 สาขา ส่วนในปีที่แล้วสามารถขยายได้ 6 สาขาและปีนี้คาดว่าจะเปิดสาขาทั้งหมดได้ 5 สาขา

ขณะที่การเติบโตปี 2566 เราตั้งเป้าเติบโตที่ 10% ปิดรายได้ไปที่ 390 ล้านบาทแต่เราเติบโตจริงๆ 12% ปีนี้ตั้งเป้าโต 15% ดังนั้นในปี2568 เราตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 20% และแพลนเปิดเพิ่มอีก 3 สาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑล”

ร้านของเราเป็น “Solo dining” จากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นไม่ว่าสาขาที่ไทยหรือสาขาที่ญี่ปุ่นจะมี Quality เดียวกันไม่เคยลด Quality โดยให้ความสำคัญกับ Value for money ทำให้ลูกค้าที่มากินค่อนข้างติดใจและมาซ้ำ

เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Yakiniku Like ได้ล๊อนซ์ “Loyalty Program” จากการเก็บข้อมูลพบว่า มี Heavy User ที่มากินซ้ำๆมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือนสูงถึง 30% รวมถึงได้ New User เพิ่มมากขึ้นจากการขยายสาขาและลูกค้ามากินซ้ำเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 25-30 ปี ค่าใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 350 บาท และค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 760 บาท และเป็นผู้หญิง 60-70% เป็นคนไทย 80-90% มีแค่บางสาขาเท่านั้นที่มีนักท่องเที่ยวเยอะขึ้นในช่วงหลัง

“เรายังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมากในการที่จะขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอนนี้เรามีสมาชิกLoyalty Program 1 แสนคน ใน 3 เดือน ตั้งเป้าขยายLoyalty Program 70%ของลูกค้าทั้งหมด และในปปี2568 ตั้งเป้าแอคทีฟยูสเซอร์ 10% โดยเฉพาะลูกค้าใหม่Gen Zและวัยรุ่น”

Solo dining เริ่มดุคู่แข่งเริ่มเปิดโต๊ะกินเดี่ยว

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าเราเป็น Solo dining สิ่งที่ Yakiniku Like โปรโมทมาตลอด คือเรื่องของ tasty Quick และ Value for money ปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงนอกจากแข่งกับร้านปิ้งย่างแล้ว ยังต้องแข่งกับ Buffet ซึ่งก็ “ยาก” แต่เชื่อว่า Value for money สามารถออฟเฟอร์คุณภาพและความอร่อยได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลูกค้าจ่าย

“หลังๆ หลายๆแบรนด์อาจพูดถึง Solo dining มากขึ้นเพราะภาพรวมคนแต่งงานน้อยลง ทำให้ครอบครัวใหญ่น้อยลงไปด้วยทำให้เทรนด์ของการทานคนเดียวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับด้วยไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นและ Gen Z ต่างๆไม่ต้องพึ่งพาบุคคลอื่น เน้นเป็นตัวของตัวเอง และด้วยแทํ็กไลน์ของเราคือ Solo dining เพราะฉะนั้นเราก็แท็กทาร์เก็ตของเราให้สบายใจที่จะมาทานและสะดวก”

อย่างไรก็ดีผู้บริหารยอมรับว่า แม้จะวางโพชิชั่นเป็น Solo dining แต่จริง ๆ แล้วสัดส่วนของลูกค้า Solo ของ Yakiniku Like อยู่ที่ 25% แม้ว่าจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ราวๆ 10-20% แต่ก็ยังน้อยกว่าญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนลูกค้า Solo เกือบ 40%

“สังคมไทยอาจจะไม่ได้ไปไกลเท่าญี่ปุ่น สัดส่วนลูกค้าของเราเป็นคูเปอร์หรือมา 2 คน 25% และมาเป็นกลุ่ม 50% ซึ่งลูกค้าที่มาทานเป็นกลุ่มจะมี benefit กับเรามากกว่า เพราะนอกจากสั่ง 1 เซ็ตแล้วยังสั่งเมนู อลาคาร์ท อื่นเข้ามาแชร์กันทำให้ค่าใช้จ่ายต่อบิลสูงกว่า”

นอกจากนี้ ตามแผน 5 ปี (2564-2568) Yakiniku Like ตั้งเป้าที่จะเปิดสาขาครบ 30 สาขา หรือเฉลี่ยปีละ 5-6 สาขาในกทม.และปริมนฑล แต่ปัจจุบันจากสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อต่างๆ การแข่งขันค่อนข้างสูงและมีหลายแบรนด์ที่เริ่มเปิด Solo diningมากขึ้น สะท้อนผ่านทราฟฟิกของลูกค้าที่มาทานในร้านน้อยลงในทุกเดือน 3-10% โดยเฉพาะเดือนกันยายนค่อนข้างลดลงอย่างมาก ดังนั้นอาจต้องใช้เวลา7-8ปีที่จะไปถึงเป้า 30 สาขา

อัดการตลาดขยายฐานลูกค้าเรียกทราฟฟิกใหม่เข้าร้าน

ทิพย์สุดา แชร์อีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจของ Yakiniku Like ว่า แบรนด์นี้อยู่มา 2 ปีกว่าโดยไม่มีการทำการตลาดใดๆทำให้เห็นว่าแบรนด์มีความสตรอง ลูกค้ารู้จักเราจากการบอกปากต่อปาก และ Social Media แต่จุดเปลี่ยนคือ การที่ “เสือร้องไห้” มารีวิวสาขาเมกาบางนาทำให้คำว่า “ปิ้งย่างคนโสด” กลายเป็นแท็กไลน์ของร้านและมีลูกค้าทำการตลาดให้ในช่วง 2 ปีแรก

ทั้งนี้ Yakiniku Like วางงบการตลาดประมาณ 2% ของยอดขายหรือ 6-7 ล้านบาทเท่านั้นแต่ในปี 2568 เพิ่มงบการตลาดเป็น 12 ล้านบาทเพื่อบิ๊วท์แบรนด์มากขึ้นโดยจะทำงานร่วมกับ KOL และเน้นการทำ CRM

“8 ใน10 ของคนไม่รู้จักเราเพราะฉนั้นตลาดในไทยเรายังมีโอกาส และคาดว่าในปีหน้ากำลังซื้อน่าจะกลับมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามา แต่กำลังซื้อภายในประเทศน่าจะยังเหนื่อยบวกกับการแข่งขันที่สูง และต้นทุนวัตถุดิบที่เราแบกกว่า30% มากว่า8 เดือนจากเนื้อคารูบิพรีเมี่ยมที่ใช้70%ต่อเดือนราคาแพงขึ้นจากปริมาณที่น้อนลงไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งโลก

ซึ่งเดือนที่ผ่านมาเราปรับราคาเมนูขึ้นราวๆ3% และปรับเซ็ทเมนูใหม่ให้มีความคุ้มค่าโดยม่ให้ลูกค้ารับภาระมากเกินไป ดังนั้นภาพรวมของYakiniku Like ปีหน้าก็อาจดีขึ้นกว่าเดิมไม่มาก”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...