หอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย (E-book ออกแล้ว)
ข้อมูลเบื้องต้น
ต้นฉบับภาษาจีน: 农门寡妇有空间,逃荒路上捡个宝
เขียน: 青桃伴酒
ลิขสิทธิ์ : 17k
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
แปล: เหล่าเต๊งเหนียงเหนียง
เรียบเรียง: สายไหมหวานน้อย
ติดต่อสำนักพิมพ์: novelkingdompartltd@gmail.com,
Facebook: https://www.facebook.com/NovelkingdomNK
สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)
เรื่องย่อ
หลานจิ่ว ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเหอจิ่วเหนียง--สะใภ้ตระกูลลู่ผู้อาภัพ เพราะหลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียวสามีก็ต้องออกไปรับใช้ชาติ จนกระทั่งล่วงเลยไปแล้วสามปี คู่ชีวิตก็ไม่เคยติดต่อกลับมา… หญิงสาวต้องเลี้ยงดูบุตรชายขี้โรควัยสองปีกว่าเพียงลำพัง
ทั้งครอบครัวเชื่อว่าเขายังไม่ตาย…แม้ยากจะเป็นไปได้ก็ตาม
ครอบครัวลู่อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งหมดสิบสามคน ได้แก่พ่อแม่สามี พี่ชายสามีสองคนและลูกเมีย และเหอจิ่วเหนียงกับลูกชายหนึ่งคน
ชางโจว--เมืองอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนประสบภัยแล้งอย่างหนัก เสบียงที่ครอบครัวลู่กักตุนไว้ก็ถูกใช้จนหมดแล้ว ทั้งครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพหนีภัยแล้ง
ตลอดทางการลี้ภัย เหอจิ่วเหนียงยอมอดเพื่อให้ลูกอิ่ม จึงเป็นเหตุให้นางถึงแก่ความตาย… และทำให้หลานจิ่วเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ครอบครัวลู่นับจากนี้ไป เธอมาพร้อมกับทักษะทางการแพทย์ที่โดดเด่น อีกทั้งยังมีหัวการค้าอันปราดเปรื่อง และที่สำคัญ เธอมาพร้อมกับ ห้วงมิติ ที่เพียงปรารถนาสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นทันตาเห็น!
ตอนที่ 1 ผีหลอก
“น้ำรีบ ๆ ร้อนหน่อยซิ เพิ่งฝังไปยังไม่ถึงก้านธูปแน่ ๆ ตัวยังอุ่น ๆ อยู่เลย!”
“ซู้ด∼ หิวมาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ข้าก็จะได้ลิ้มรสเนื้อเสียที!”
“พวกเจ้าเสียสติไปแล้วรึ! จะกินเนื้อคนประทังชีวิตเนี่ยนะ! เลิกคิดอะไรบ้า ๆ ซะ!”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า มีสาวงามมาถวายตัวเป็นเสบียงอาหารเช่นนี้ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ารสชาติเนื้อสาวสวย ๆ จะเป็นเช่นไร!”
“เฮ้อ∼ จะว่าไปรูปร่างหน้าตาของนางไม่เลวเลยนะ… หรือว่าพวกเราฉวยโอกาสตอนที่ร่างนางยังอุ่น ๆ มาทำอะไรสนุก ๆ กันดีกว่าไหม?”
“ฮี่ ๆ ๆ…”
…
วาจาสถุนต่ำตมของชายกลุ่มนี้ หลานจิ่วได้ยินถึงกับคิ้วขมวดแน่นด้วยความไม่พอใจ
คนพวกนี้เป็นใครกัน?
ระหว่างที่กำลังคิดหญิงสาวก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนกำลังฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางออก ด้วยการถูกจู่โจมอย่างกะทันหันจึงตอบสนองกลับไปโดยสัญชาตญาณ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นในทันใด คว้ามือที่เป็นภัยคุกคามให้หยุดการกระทำทันท่วงที
“ผะ ผะ ผีหลอก! อ๊ากกกกก!!!”
หลังจากเสียงกรีดร้องของชายถ่อยผู้นั้น นิ้วมือนิ้วหนึ่งก็ตกลงบนพื้น
ชายสองคนที่นั่งหันหลังเขี่ยกองไฟอยู่ได้ยินเสียงกรีดร้องของสหายจึงรีบหันมาเอ็ด “โอ๊ย! เจ้าอยากสนุกก็สนุกไปสิ จะแหกปากหา…”
คนที่หันมายังต่อว่าไม่ทันจบก็ต้องตกใจจนหงายหลังไปกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องภาพเหลือเชื่อตรงหน้า ปากสั่นเทาพูดตะกุกตะกักด้วยความตกใจ “ผะ ผะ ผะ ผีหลอก!!”
ชายอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ แม้ไม่ได้เปล่งเสียงใดออกมา แต่ก็มีสภาพขวัญผวาไม่ต่างกัน ของเหลวสีเหลืองใสไหลรดกางเกงจนชุ่ม ตามมาด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยออกมา
“พูดสิ พูดต่อสิ”
หลานจิ่วจับจ้องสามชายโฉดเขม็ง นัยน์ตาเผยจิตสังหารออกมา
“ยะ อย่า อย่าเข้ามานะ!”
ชายทั้งสามมองสตรีที่ควรจะไร้ลมหายใจไปแล้วด้วยความหวาดกลัว เสียงกรีดร้องดังก้องออกไปนอกถ้ำ
“อ๊ากกกกก…”
“ม่ายยยยย…”
“ปล่อยข้าาาา…”
.
ผ่านไปครู่ใหญ่…
หลานจิ่วถือห่อผ้าขาด ๆ เดินออกมาจากถ้ำ เปลวไฟด้านหลังลุกโชนกว้างขึ้น
พวกสารเลวแบบนี้สมควรเผาทิ้งให้สิ้นซาก!
ตอนนี้หญิงสาวเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว…
…‘หลานจิ่ว’ ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหญิงชาวนานามว่า ‘เหอจิ่วเหนียง’ และเมื่อครู่ชายสามคนนั้นขุดศพของเหอจิ่วเหนียงออกมาจากหลุมเพื่อจะใช้เนื้อของนางบรรเทาความหิว ระหว่างนั้นพวกเขาเห็นว่านางรูปร่างหน้าตาดี จึงเกิดความคิดกักขฬะขึ้น
และนับจากนี้ไป หลานจิ่วก็คือ — ‘เหอจิ่วเหนียง’…
เมื่อมองไปเบื้องหน้า …ความแห้งแล้งทอดยาวสุดสายตา ดอกไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉายืนต้นตาย
ความแร้นแค้นที่เกิดขึ้นตลอดสามปีได้พลัดพรากสิ่งมีชีวิตไปจากโลกนี้แล้วนับไม่ถ้วน หลังจากที่ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมใช้เสบียงที่กักตุนไว้ทั้งชีวิตจนหมด จึงจำใจต้องอพยพเพื่อหลีกหนีความตาย และบนเส้นทางอันยากลำบาก เจ้าของร่างเดิมจึงยอมอดเพื่อให้ลูกน้อยที่กำพร้าพ่อได้อิ่มท้อง…จึงเป็นบทสรุปให้นางต้องทิ้งชีวิตไว้ระหว่างทาง
เหอจิ่วเหนียงหลุบตาลง… เจ้าของร่างเดิมช่างน่าสงสารยิ่งนัก
อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของเจ้าของร่างเดิมฝังแน่นเกินไป อาการเจ็บป่วยและท่าทางอ่อนแอชวนปวดใจของบุตรชายจึงฉายขึ้นในหัวของนางบ่อย ๆ
และนางสัมผัสได้ว่า เจ้าของร่างเดิมต้องการให้นางตามหาเด็กชายคนนั้น
“เฮ้อ…” หญิงสาวผู้ทะลุมิติถอนหายใจออกมา “แห้งแล้งขนาดนี้ ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดหรือไม่ แล้วจะดูแลลูกของเจ้าได้อย่างไรกัน”
จะว่าไปแล้วหลานจิ่วเองก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเช่นกัน ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตและได้โอกาสทะลุมิติมา แต่เมื่อลืมตาตื่นกลับพบว่าตัวเองมายังสถานที่รกร้างเช่นนี้อีก
แม้จะมีความสามารถรอบด้านและเยี่ยมยอด แต่นางก็มิอาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้
ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน หากขาดข้าวสารตกถึงท้องชีวิตก็มิอาจทำการใดได้สำเร็จ
ในขณะที่คิดเช่นนั้น…
ข้าวสารกระสอบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าคนใจลอย!
ข้าวสารขาวเม็ดยาวสวย ส่องระยับจับตาเป็นพิเศษเมื่อกระทบแสงแดด
เหอจิ่วเหนียงใช้มือช้อนสิ่งที่อยู่ในถุงออกมาดูด้วยความตกใจ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจว่าสิ่งที่วาบขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยนี่คือข้าวสาร นางจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
แค่คิดในหัวว่าไม่มีข้าวสาร สวรรค์ก็เมตตาส่งข้าวสารให้นางทันที!?
แล้วถ้านางอยากได้น้ำด้วยล่ะ!
ทันใดนั้นน้ำแร่ถังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างถุงข้าวสาร!
ถังน้ำใบนี้เป็นถังน้ำของยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังใหม่เอี่ยม
เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หรือว่านี่คือนิ้วทองคำที่ทะลุมิติมาด้วย?
มีของเล่นเช่นนี้อยู่ อย่าว่าแต่ช่วยเจ้าของร่างเดิมเลี้ยงลูกเลย ต่อให้เลี้ยงดูคนทั้งใต้หล้าก็ไม่ใช่ปัญหา!
เหอจิ่วเหนียงนึกถึงพรสวรรค์และความสามารถของตัวเอกในนิยายหลายเรื่องที่เคยอ่านในโลกก่อนจึงลองทำตาม …นางหลับตาลง ใช้ความคิดเป็นตัวควบคุม… และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนเองมาอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว
เบื้องหน้าคืออุโมงค์ดำมืดอันเคว้งคว้างไร้ขอบเขต มีสิ่งของมากมายลอยอยู่ภายในหลุมดำขนาดยักษ์นี้
เหอจิ่วเหนียงลองยื่นมือข้างหนึ่งออกไปก็สามารถคว้าของที่ลอยอยู่มาได้อย่างง่ายดาย
“เกี๊ยวน้ำชามหนึ่ง” นางลองใช้วิธีเอ่ยปากขอ
ทันใดนั้นเกี๊ยวน้ำร้อน ๆ หนึ่งชามก็ปรากฏขึ้นในมือ
สตรีผู้ได้ของเล่นใหม่ตื่นเต้นอย่างมาก นางกินมื้อนี้จนอิ่มอย่างเปรมปรีดิ์ จากนั้นหาที่เหมาะ ๆ เพื่อเตรียมความพร้อม แล้วสะพายห่อผ้าขาดออกเดินทางตามหา ‘บุตรชาย’
แม้ในชาติก่อนหลานจิ่วยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หลายสิ่งที่นึกย้อนไปแล้วล้วนกลายเป็นความเสียใจที่ไม่อาจจางหายไปได้เลย
แต่ตอนนี้เธออยู่ในร่างของคนอื่น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือช่วยเหลือครอบครัวของเจ้าของร่างก่อน
ต้องมีชีวิตต่อไป ถึงจะมีจิตใจคิดเรื่องอื่น
.
เหอจิ่วเหนียงเค้นภาพในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเกี่ยวกับคนในครอบครัว เจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงม่าย สามีออกไปเป็นหน่วยรบแนวหน้าเมื่อสามปีก่อนแล้วจนถึงตอนนี้ก็ไม่หวนกลับมา ชาวบ้านต่างบอกว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว คนตระกูลลู่แสดงท่าทีต่อต้าน แต่สุดท้ายภายในใจก็ค่อย ๆ ยอมรับ
ตระกูลลู่ไม่ได้แยกครอบครัวกันอยู่ เจ้าของร่างเดิมและบุตรชายยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่สามีและครอบครัวพี่ชายทั้งสองของสามีเหมือนเดิม
หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมสิ้นใจ ครอบครัวนางก็ขุดหลุมฝังอย่างเรียบง่ายแล้วรีบเดินทางต่อ
การที่คนในครอบครัวตายจากย่อมเป็นเรื่องเศร้าโศก แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไปไม่ใช่หรือ
โชคดีที่พ่อแม่สามี พี่ชาย และพี่สะใภ้เป็นคนดี แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เจ้าของร่างเดิมจะประสบกับความยากลำบาก ก็ไม่ถึงกับใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้
----------
อีกด้านหนึ่ง
ครอบครัวแซ่ลู่ผู้ลี้ภัยเพิ่งเจอบ้านร้างหลังหนึ่งจึงหยุดพักผ่อนกันที่นี่
เด็กน้อยวัยสองขวบกว่าอยู่ในอาการสลบไสล ร่างกายซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก สีหน้าเหลืองราวกับขมิ้น อีกทั้งยังมีไข้สูง ในตอนนี้กำลังอยู่ในอ้อมแขนของนางซุนผู้เป็นย่า
“นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้วยังไม่มีท่าทีจะฟื้นเลย สวรรค์ ท่านต้องการพรากดวงใจของหญิงแก่อย่างข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ!”
นางซุนยกมือปาดน้ำตา ก่อนจะกอดเด็กน้อยในอ้อมแขนด้วยความปวดใจ จากนั้นเรียกนางหยู ลูกสะใภ้คนโตแล้วเอ่ยถาม “พวกเรายังมีน้ำเหลืออีกหรือไม่?”
นางหยูส่ายหน้าอย่างทดท้อ “หมดไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้วเจ้าค่ะ”
ขณะที่กล่าวนางหยูก็มองเด็กน้อยในอ้อมแขนของแม่สามีไปด้วย ก่อนจะถอนหายใจออกมา “โก่วเอ๋อร์เด็กคนนี้รู้ความตั้งแต่เด็กจริง ๆ ถึงแม้ยังไม่ฟื้นแต่ก็รู้ว่าแม่ของตัวเองจากโลกนี้ไปแล้ว หรือว่า…”
เอ่ยได้เพียงเท่านั้นสะใภ้คนโตก็นึกขึ้นได้ว่าตนพูดจาเพลี่ยงพล้ำไปจึงรีบยกมือปิดปาก
นางซุนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ปากอัปมงคล! โก่วเอ๋อร์หลานข้าต้องไม่เป็นอะไร!”
โก่วเอ๋อร์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบุตรชายผู้สาบสูญ บิดาโก่วเอ๋อร์ไม่อยู่ตั้งแต่เจ้าตัวน้อยยังไม่ออกมาลืมตาดูโลก พอเกิดมาร่างกายก็อ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ผู้เป็นย่าจึงตั้งใจตั้งชื่อเล่นให้เขาเป็นพิเศษ เพื่อหวังให้เด็กคนนี้มีชีวิตที่ดี สุดท้ายสวรรค์ช่างเล่นตลก มารดาเพิ่งจะลาโลกไปเมื่อคืน ตอนนี้ตัวเองก็ป่วยหนักไร้ทางรักษา จะฟื้นหรือตายก็ยังไม่รู้ นางซุนจึงรักและหวงแหนหลานชายคนนี้อย่างสุดหัวใจ
“ข้าไม่ดีเองเจ้าค่ะที่ปากพล่อย ท่านแม่ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ โก่วเอ๋อร์จะต้องหายแน่นอน น้องสามกับน้องสะใภ้สามรักลูกของพวกเขามาก สองคนนั้นจะต้องคุ้มครองเขาเจ้าค่ะ!”
นางหยูปลอบใจหญิงชรา เมื่อเห็นว่าแม่สามีอายุมากแล้ว บวกกับสีหน้าไม่ค่อยดีนัก จึงจะอาสาช่วยอุ้มหลาน แต่กลับถูกนางซุนปฏิเสธ
แม้ปากจะกล่าวโทษ แต่ในใจนางซุนเองก็รู้ดี… บนเส้นทางหฤโหดเช่นนี้แม้แต่คนวัยหนุ่มสาวมีพละกำลังก็อาจทนได้อีกไม่กี่วัน นับประสาอะไรกับเด็กน้อยร่างกายอ่อนแอเช่นนี้
ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มาก หญิงชราก็แค่อยากจะกอดหลานดวงอาภัพผู้นี้ให้นานที่สุด และหวังให้เขามีชีวิตอยู่ต่อตราบนานเท่านาน
“ท่านแม่…”
ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุดลใจอะไร จู่ๆ เด็กน้อยที่สลบไสลไปหลายวันก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น นิ้วมือป้อม ๆ ชี้อย่างอ่อนแรง “ท่านแม่กลับมาแล้ว…”
.
.
.
ตอนที่ 2 กินให้อิ่ม
คนสกุลลู่คิดว่าเด็กน้อยคงละเมอจากการที่เพิ่งฟื้นคืนสติ แต่เมื่อมองตามปลายนิ้วกลมป้อมที่ชี้ไป พวกเขากลับพบเงาร่างของสมาชิกในครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้วจริง ๆ!
ด้วยแสงในยามราตรีค่อนข้างสลัว แม้มองเห็นใบหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ชัดเท่าไร แต่ทุกคนกลับมองออกว่าเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่เป็นชุดของเหอจิ่วเหนียงก่อนตาย!
เหอจิ่วเหนียงก้าวย่างอย่างยากลำบาก เพราะบนหลังแบกร่างคนร่างหนึ่งเอาไว้
“สะใภ้สามจริง ๆ ด้วย!”
หลังจากประมวลผลจากภาพตรงหน้าแล้วยืนยันได้ว่าเป็นความจริง ดวงตาของนางซุนก็ทอประกาย พลางตะโกนเรียกบุตรชายทั้งสอง “เจ้าใหญ่ เจ้ารอง รีบไปดูเร็วเข้า!”
ดึกดื่นครึ่งคืนเห็นน้องสะใภ้ที่เพิ่งถูกฝังดินไปเมื่อคืนวานหวนกลับมาเช่นนี้ สองพี่น้องแซ่ลู่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เพียงแค่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ อย่างไรเสียพวกเขาสองคนก็เป็นคนฝังร่างไร้วิญญาณของนางเองกับมือ
พวกเขารีบพุ่งตัวเข้าไปช่วยเอาร่างคนบนบ่าเหอจิ่วเหนียงลงมาก่อน จากนั้นจึงเอ่ยปากถามไถ่ “น้องสะใภ้สาม นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“เรื่องมันยาว ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงจงใจหายใจกระหืดกระหอบ สีหน้าท่าทางแสดงความเหน็ดเหนื่อยออกมาอย่างเหลือล้น
“ท่านแม่!”
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงก้าวเข้ามา โก่วเอ๋อร์ก็พยายามออกจากอ้อมแขนของผู้เป็นย่าเพื่อจะให้มารดาอุ้ม
นางซุนเอ่ยกับสะใภ้รอง “สะใภ้รอง เจ้าไปหยิบวอโถว[1]มาให้สะใภ้สามกินเถอะ”
[1] วอโถว (窝头) คล้ายกับหมั่นโถว ทำมาจากแป้งข้าวโพดชนิดหยาบ มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวย ก้นเป็นหลุม เนื้อแป้งเป็นสีเหลือง
นี่เป็นวอโถวลูกสุดท้ายของพวกเขาแล้ว ในวันนี้หลังจากเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันพวกเขาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย และไม่มีใครแตะต้องอาหารชิ้นสุดท้ายนี้ด้วย แต่ตอนนี้นางซุนกลับให้สะใภ้รองไปหยิบวอโถวลูกนั้นมาให้เหอจิ่วเหนียง
เหอจิ่วเหนียงมีชะตาชีวิตที่น่าสงสาร นางเป็นสะใภ้ที่ตระกูลลู่ซื้อตัวมา
หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียวผู้เป็นสามีก็ออกไปรับใช้ชาติ กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่กลับมา ระหว่างทางที่ลี้ภัยนางก็เก็บเสบียงอาหารส่วนของตนเองไว้ไม่ยอมกิน จนทำให้ชีวิตต้องจบลงเพราะความหิวในที่สุด
ครอบครัวลู่ไม่คัดค้านเจตจำนงของหญิงชรา สะใภ้รองอย่างนางฉินเองก็ไม่ลังเล ตอบรับคำแล้วรีบไปหยิบวอโถวทันที
เหอจิ่วเหนียงรีบปราม “ไม่ต้องเจ้าค่ะไม่ต้อง พี่สะใภ้รอง ข้าไม่หิว”
นางไม่หิวจริง ๆ เพราะนางดื่มกินอย่างอิ่มหนำจากในห้วงมิติก่อนจะออกเดินทางมาที่นี่แล้ว
นางซุนตำหนิ “เจ้าหิวจนเกือบตายไปแล้วครั้งหนึ่งยังไม่รู้จักจำอีกหรือ! ข้าให้เจ้ากินก็กินไปเถอะ อย่าทำเหมือนว่าตระกูลลู่ใจร้ายกับเจ้านักเลย”
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เหอจิ่วเหนียงรู้ว่านางซุนเป็นแม่สามีที่ปากร้ายแต่ใจดี ได้ยินวาจาเช่นนี้สตรีผู้อาศัยร่างคนอื่นจึงไม่นึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ทั้งยังอธิบายด้วยใจเย็น
นางเล่าว่า หลังจากรู้ตัวว่าตนเองยังไม่ตายก็พยายามออกมาจากหลุมฝัง จากนั้นก็เจอกับโจรปล้นเสบียงกลุ่มหนึ่งจึงฉวยโอกาสหยิบห่อผ้าของพวกเขามา และพบว่าข้างในมีอาหารและน้ำดื่ม นางก็เลยมีโอกาสได้กินอิ่มท้อง และมีเรี่ยวแรงออกตามหาครอบครัว
“รอดมาก็ดีแล้วละ รอดมาก็ดีแล้ว”
นางหยูดึงมือน้องสะใภ้สามมาตบหลังมือเบา ๆ เป็นการปลอบประโลม รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
คนที่เหลือต่างพยักหน้าด้วยความแช่มชื่น การมีชีวิตรอดสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด!
เหอจิ่วเหนียงเล่าต่อว่า ระหว่างทางเจอชายคนหนึ่งหมดสติอยู่ และเห็นว่าการแต่งตัวไม่เหมือนคนทั่วไปจึงช่วยเขามา โดยการช่วยเหลือครั้งนี้นางมองว่า ชายคนนี้น่าจะมีสถานะไม่ธรรมดา ไม่แน่อาจช่วยนำพาให้ครอบครัวนางรอดพ้นจากความแร้นแค้นไปได้ไม่มากก็น้อย
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเช่นนี้ นางซุนที่เดิมคิดจะตำหนิสะใภ้สามว่าเอาตัวเองยังไม่รอดยังจะช่วยคนอื่นอีกจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
แต่ในใจของหญิงชรากลับเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น… เหตุใดหลังจากสะใภ้สามผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง กลับเฉลียวฉลาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น?
แต่สมาชิกตระกูลลู่ที่เหลือกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย เนื่องจากตอนนี้พวกเขากำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของที่เหอจิ่วเหนียงหยิบออกมาจากห่อผ้า
ข้าวสารขาวผ่องกับซาลาเปาไส้เนื้อ อีกทั้งยังมีกระบอกน้ำไม้ไผ่หลายกระบอก นี่เป็นสิ่งที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ทั้งครอบครัวเลย!
ซาลาเปาไส้เนื้อนั่นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่พวกเขากำลังหนีตายเลย ต่อให้อยู่ที่บ้านพวกเขาก็จะได้กินเฉพาะในวันเทศกาลเท่านั้น
มิน่าล่ะ เหตุใดห่อผ้าถึงนูนป่องขนาดนั้น
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่จับจ้องด้วยความสนใจจนตาเป็นมัน นางจึงเอ่ย “นอกจากนี้ก็มีพวกของเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้าเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนจะใช้ข้าค่อยนำออกมา คืนนี้ทุกคนกินซาลาเปาไส้เนื้อคนละสองลูกให้อิ่มท้อง ส่วนข้าวสารค่อยเอาไว้ต้มโจ๊กดื่มทีหลัง”
ขณะเอ่ยนางก็แจกจ่ายซาลาเปาให้ทุกคน
นางซุนตีมือที่ส่งซาลาเปามาให้ตนพลางตำหนิอีกครั้ง “ดูเจ้าซิ ไม่รู้จักการใช้ชีวิตเอาซะเลย! ของดี ๆ เช่นนี้จะกินให้หมดในครั้งเดียวได้อย่างไร แบ่งกินคนละครึ่งลูกก็พอแล้ว ที่เหลือเก็บไว้กินระหว่างเดินทาง”
ได้ยินเช่นนี้ดวงตาที่ลุกวาวของเด็ก ๆ ก็พลันมืดมนลงไปไม่น้อย เพราะตอนที่เห็นว่าตนจะได้กินซาลาเปาไส้เนื้อ เด็กน้อยแต่ละคนก็จดจ่อรอด้วยความหวัง
นั่นซาลาเปาไส้เนื้อเชียวนะ! อาหารเลิศรสที่ครอบครัวพวกเขาจะกินทีก็ต้องรอวันสำคัญ!
เหอจิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็พอเข้าใจได้ ในยุคสมัยนี้ของบางอย่างใช่ว่าหาได้ง่าย ๆ
แต่ตอนนี้นางมีห้วงมิติซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมบัติที่มีข้าวของนับอนันต์อยู่ในมือ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวจึงไม่จำเป็นต้องกระเบียดกระเสียรอีกต่อไป ดังนั้นนางจึงแนะนำ “ท่านแม่ อากาศร้อนมาก หากไม่รีบกิน ไส้เนื้อในซาลาเปาจะเหม็นทำให้เสียได้นะเจ้าคะ หากปล่อยให้เสียไม่สู้ให้ทุกคนกินกันให้อิ่มไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?”
“ที่สะใภ้สามพูดมาก็มีเหตุผลนะ กินเสียตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้มันเสียไปเปล่า ๆ หิวมาหลายวันแล้ว ซาลาเปาสองลูกอาจไม่อิ่มด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ครึ่งลูกเลย”
ผู้เฒ่าลู่ที่เงียบมาตลอดตอนนี้ก็ยังออกปากสำทับเหอจิ่วเหนียง แม้นางซุนจะรู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่โต้แย้งอีก
ตระกูลลู่มีสมาชิกทั้งหมดสิบสามคน แต่ละคนได้รับซาลาเปาคนละสองลูก และยังเหลือซาลาเปาอีกสามลูก จึงตัดสินใจว่าจะเก็บไว้ให้เด็ก ๆ กินในเช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อมีอาหารให้กินแล้วทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตากินของตัวเองโดยไม่มีใครพูดอะไรในระหว่างนี้ หลังจากกินเสร็จก็ดื่มน้ำตามลงไป ในที่สุดทุกคนก็รู้สึกสบายท้องอีกครั้งในรอบหลายวัน
เหอจิ่วเหนียงอุ้มโก่วเอ๋อร์บุตรชายจำเป็นนั่งอยู่ในมุมหนึ่ง หลังจากให้เขากินซาลาเปาไปหนึ่งลูก นางก็แอบเอานมที่เทใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากห้วงมิติแล้วป้อนให้เขาดื่ม
“ท่านแม่ หวาน หวาน!”
โก่วเอ๋อร์ยิ้มตาหยีด้วยความพอใจ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูซีดเซียวเปี่ยมความสุข ราวกับไม้ใกล้ตายที่ได้ฝนอาบชโลมก็มิปาน
มองโก่วเอ๋อร์ที่ร่างกายซูบผอม เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะปวดใจไม่ได้ แม้ลูกน้อยจะอายุย่างสามขวบแล้ว แต่พัฒนาการทางด้านร่างกายภายนอกดูแล้วราวกับเด็กอายุประมาณหนึ่งขวบเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะร่างกายขาดสารอาหารบวกกับอาการเจ็บป่วยสะสม
เด็กคนอื่นในครอบครัวลู่มีภาวะขาดสารอาหารเช่นกัน แต่พื้นฐานพวกเขาก็ดีกว่าโก่วเอ๋อร์เล็กน้อย เพราะระหว่างเส้นทางการเติบโตมีผู้ใหญ่คอยดูแล บวกกับไม่ใช่เด็กที่เจ็บป่วยง่าย จึงนับว่าแข็งแรงกว่าอยู่บ้าง
นางคิดในใจว่า ในเมื่อตนใช้ร่างของเจ้าของร่างเดิมแล้ว เช่นนั้นก็จะต้องดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ให้ดี เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าของร่างเดิม
โก่วเอ๋อร์ยังมีไข้อยู่ หลังจากกินอิ่มก็หลับไปอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงฉวยโอกาสในตอนที่ทุกคนเผลอหยิบแผ่นแปะลดไข้ออกมาจากห้วงมิติ แปะไว้บนหน้าผากบุตรชาย หวังว่าเช้าวันพรุ่งไข้จะลดลง
ร่างกายของลูกน้อยอ่อนแอเกินไป เหอจิ่วเหนียงไม่กล้าให้เขากินยาในตอนนี้ การใช้แผ่นแปะลดไข้จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด
.
เมื่อทุกคนเติมเต็มพลังงานให้ตัวเองเสร็จ ผู้เฒ่าลู่จึงให้ความสนใจกับร่างของชายที่นอนอยู่บนพื้น เขาชี้นิ้วออกไปแล้วเอ่ยถามเหอจิ่วเหนียง “คุณชายผู้นี้เป็นอะไรไปหรือ?”
อากาศร้อนและแห้งแล้งเช่นนี้คนเป็นลมเป็นแล้งย่อมมีให้เห็น ส่วนมากก็กระหายน้ำหรือไม่ก็เป็นลมแดด อาการเช่นนี้หลังจากได้รับความช่วยเหลือก็จะฟื้นตัวได้เพียงไม่นาน
แต่คุณชายผู้นี้กลับหมดสติจนบัดนี้ยังไม่ฟื้น ทุกคนจึงเกิดความสงสัย
เหอจิ่วเหนียงโบกมือแสร้งบอกปัด “ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ คิดว่าคงจะกระหายน้ำจนเป็นลมกระมัง ระหว่างทางข้าป้อนน้ำให้เขาแล้ว ส่วนจะฟื้นหรือไม่ก็อยู่กับโชคชะตาของเขาแล้วเจ้าค่ะ”
…ความจริงแล้วชายผู้นี้โดนพิษ…
ตอนที่เจอเขาเหอจิ่วเหนียงมองปราดเดียวก็รู้แล้ว และเพราะนางคาดเอาไว้ว่าสถานะของเขาต้องไม่ธรรมดา บางทีอาจมีผลประโยชน์ต่อคนในครอบครัวหลังจากนี้ ดังนั้นนางจึงช่วยถอนพิษให้เขาโดยใช้วิธีการขับเลือดโดยเข็มเงินจากในห้วงมิติ
แต่แน่นอนว่านางไม่อาจเผยความสามารถนี้ให้คนแซ่ลู่ล่วงรู้ได้ จึงแสร้งทำเป็นคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
.
.
.
ตอนที่ 3 บุญคุณต้องทดแทน
ไม่มีใครติดใจคำตอบของเหอจิ่วเหนียง อย่างไรเสียในยุคนี้ก็มีความเชื่อว่าชีวิตของทุกคนถูกกำหนดด้วยโชคชะตา
“เช่นนั้นพวกเราก็รีบพักผ่อนเถอะ เจ้าใหญ่กับเจ้ารองสลับกันเฝ้าเวรยาม หากมีเรื่องอะไรก็รีบบอกให้ทุกคนรู้ทันที”
ปัจจุบันครอบครัวแซ่ลู่มีชายวัยหนุ่มเพียงแค่สองคนเท่านั้น นั่นก็คือบุตรชายคนโตและคนรองของผู้เฒ่าลู่กับนางซุน ตลอดการเดินทางพวกเขาสองคนจึงทำหน้าที่เฝ้ายามกลางคืนไปโดยปริยาย
บนพื้นมีกองหญ้าแห้ง เมื่อเทียบกับหลายคืนที่ผ่านมาที่ต้องอยู่ในป่าชื้นแฉะก็นับว่าดีกว่ามาก
เหล่าผู้ใหญ่เอนกายพักผ่อนอยู่ด้านนอกล้อมรอบเด็ก ๆ เอาไว้ แต่ละคนมีผ้าห่มที่นำติดตัวมาจากบ้านไว้ใช้คลุมกายในยามนอนหลับ
นางซุนผู้มีใจพะวงหลานชายที่ร่างกายไม่แข็งแรงตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อมาดูโก่วเอ๋อร์ พบว่ายามนี้โก่วเอ๋อร์ไม่กระจองอแงเพราะความไม่สบายตัวเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ไข้ก็ลดลงมาก ใบหน้าเล็กมีเลือดฝาด และดูเหมือนกำลังหลับอย่างสบาย
วัยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นนี้ มีมารดาคอยอยู่ข้างกายมันต่างกับการไม่มีจริง ๆ
นางซุนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนสายตาจะเหลือบไปสังเกตเห็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวแปะอยู่บนหน้าผากหลานตัวน้อย เดิมทีนางตั้งใจจะแกะออก แต่เมื่อเห็นหลานกำลังหลับสบายจึงยั้งใจไม่อยากรบกวน
.
ฟ้ายังไม่สางทุกคนก็ตื่นกันแล้ว นางหยูกับนางฉินรับหน้าที่จัดเตรียมข้าวปลาอาหาร ส่วนนางซุนและเหอจิ่วเหนียงพาเด็ก ๆ ออกไปทำธุระส่วนตัว
ในระหว่างที่ทุกคนปฏิบัติกิจวัตรของตัวเอง…
ชายที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นพลันเบิกตากว้างราวกับกำลังเผชิญเรื่องที่ทำให้สะดุ้งตกใจ
“คุณชาย ฟื้นแล้วหรือ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
เนื่องจากจำที่เหอจิ่วเหนียงเล่าให้ฟังได้ และในใจพึงตระหนักว่าคนผู้นี้มีสถานะไม่ธรรมดา ผู้เฒ่าลู่จึงแสดงความเป็นมิตรทันทีที่เห็นบุรุษปริศนาได้สติ
คนเพิ่งฟื้นกำลังอยู่ในอาการสับสน จู่ ๆ ใบหน้ายิ้มแย้มของชายชราผู้หนึ่งก็โผล่มาตรงหน้าจึงจะชักดาบข้างเอวออกมาป้องกันตัวตามความเคยชิน แต่กลับพบว่าดาบของตนหายไปแล้ว
สัญชาตญาณของชายหนุ่มทำให้ผู้เฒ่าลู่ตกใจมากเช่นกัน หลังจากฝ่ายคนหนุ่มกว่าตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นแล้วค้อมกายขอลุแก่โทษ “ต้องขอโทษที่ล่วงเกิน โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
“ใจเย็น ๆ นะ ใจเย็น ๆ” ชายชรายังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า และรีบอธิบายพร้อมเน้นย้ำบางคำออกไป “ตอนนี้ทุกคนก็ลำบากกันหมดนั่นแหละ สะใภ้สามของข้าช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้”
ใบหน้าสูงวัยฉีกยิ้มเกินงามจนหางตาพับเป็นจีบ บวกกับน้ำเสียงหนักแน่นที่ใช้บอกกล่าวกับอีกฝ่าย เจตนาแสดงออกชัดเจน ขาดก็แค่เขียนคำว่า ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ไว้บนใบหน้าแล้ว
ชายหนุ่มมองตามปลายนิ้วของชายชรา ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังเดินอุ้มบุตรชายกลับมา ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกพูดคุยสิ่งใดกันถึงได้หัวเราะร่ามาแต่ไกล
ภัยแล้งในสามปีนี้คร่าชีวิตไปนับไม่ถ้วน ตลอดการเดินทาง บุรุษภูมิฐาน—ฉินเจียน ประสบพบเจอกับคนมาแล้วแทบทุกประเภท
…แต่เขาไม่เคยเจอคนที่ยังยิ้มระรื่นได้เช่นนี้มาก่อน
พิจารณาจากสภาพของแต่ละคน เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้หนีภัยแล้ง
ถึงขั้นนี้แล้วยังยิ้มอย่างมีความสุขได้ นับว่าน่าประหลาดใจไม่น้อยจริง ๆ
“ฉินเจียนขอบคุณพี่สะใภ้ที่ช่วยชีวิต”
แม้ฉินเจียนจะรู้สึกว่าสตรีผู้มีพระคุณอายุน้อยกว่าตน แต่สถานการณ์นี้ก็ไม่มีคำเรียกใดที่เหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเล็กน้อย “ไม่ต้องกล่าวขอบคุณหรอก หากเจ้าอยากขอบคุณจริง ๆ ก็ควรแสดงน้ำใจออกมาสักหน่อย”
มือที่ยกขึ้นคารวะของฉินเจียนชะงักค้างไปทันที นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นี้จะตรงไปตรงมาเช่นนี้!
“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ต้องเป็นเช่นนั้น!”
ชายหนุ่มผู้ถูกทวงบุญคุณยกมือคลำอกเสื้อ ก่อนควักถุงเงินออกมา จากนั้นหยิบเหรียญเล็ก ๆ เหรียญหนึ่งเก็บไว้กับตัว ส่วนที่เหลือทั้งหมดมอบให้เหอจิ่วเหนียง
โชคดีที่สถานที่ที่เขาหมดสติค่อนข้างเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน และโชคดียิ่งกว่าที่เจอกับครอบครัวนี้ หาไม่หากเจอกับผู้ลี้ภัยคนอื่น เกรงว่าเขาคงโดนปล้นไม่เหลือแม้แต่กางเกงในเป็นแน่
เหอจิ่วเหนียงลองคำนวณน้ำหนักในมือ คะเนว่าน่าจะหลายสิบตำลึงทีเดียว ถึงกระนั้นนางกลับยังไม่พอใจ
หากนางต้องการเงิน นางคงขโมยมาตั้งแต่ที่เจอเขานอนหมดสติแล้ว
สิ่งที่นางต้องการคือ การอาศัยสถานะของชายผู้นี้หาที่อยู่ดี ๆ สักแห่งให้ครอบครัว
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดของนางอาจจะไม่เป็นดังหวัง
คนสกุลลู่รู้สึกกระดากใจ เหมือนว่าครอบครัวของตนกำลังบีบบังคับให้อีกฝ่ายตอบแทนบุญคุณมากเกินไป
“ข้าน้อยมีบางเรื่องที่สงสัย โปรดพี่สะใภ้ชี้แนะให้กระจ่างด้วย”
หลังจากส่งถุงเงินให้อีกฝ่ายแล้วเงียบไปสักพัก ฉินเจียนก็ตัดสินใจเอ่ยปากเปิดประเด็นที่ตนนึกเคลือบแคลง
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย
นางพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายอยากถามอะไร
จึงจงใจพยักหน้าอนุญาต “ว่ามาสิ”
“ข้าน้อยโดนพิษรุนแรง มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่ทราบว่าคนที่ถอนพิษให้ข้าน้อยคือพี่สะใภ้หรือ?”
ความรู้สึกแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายเบาสบายไม่เจ็บปวด เป็นสัญญาณว่าไม่มีพิษหลงเหลืออยู่ในตัวแล้ว และหากสำรวจร่างกายอย่างละเอียดจะพบว่าปลายนิ้วมือของเขามีรอยถูกแทงจากเข็มเงินอยู่ ชี้ชัดว่าเขาได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
แม้ดูแล้วหญิงสาวตรงหน้าจะเป็นเพียงชาวนาธรรมดา แต่เขาก็รู้สึกว่านางต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอกแน่นอน
“ไม่รู้สิ” เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ “ข้าแค่ป้อนน้ำให้เจ้าดื่มเท่านั้น”
คำถามของฉินเจียนทำให้สมาชิกตระกูลลู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะสะใภ้สามเป็นคนช่วยชีวิตชายแปลกหน้าคนนี้และพาเขามาที่นี่ พวกเขาจึงอยากรู้เหมือนกันว่าหลังจากที่นางรอดพ้นจากความตายจะมีความสามารถพิเศษจริง ๆ หรือไม่ แต่เมื่อได้ฟังคำตอบของนางก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
ฉินเจียนพลันขมวดคิ้วด้วยความผิดหวัง แล้วใครกันที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้?
เรื่องนี้เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน สักวันหนึ่งเขาจะหาคำตอบให้ได้ แต่ตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญกว่า อย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ดังนั้นชายหนุ่มมาดผู้ดีจึงหันไปกล่าวกับทุกคน “ข้าน้อยยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ ขอไม่รบกวนทุกท่านแล้ว หากมีวาสนาหวังว่าจะได้พบกันใหม่ ข้าน้อยขอตัวลา!”
สิ้นวาจาร่างบุรุษแซ่ฉินก็อันตรธานหายไปต่อหน้าครอบครัวลู่
“คุณชายผู้นี้จริง ๆ เลย ดาบเขาก็ไม่เอาไป!”
ผู้เฒ่าลู่บ่นกระปอดกระแปดด้วยความราอา ขณะกำลังจะพูดต่อก็หันไปเห็นสะใภ้คนที่สามเทเงินในถุงออกมานับ ทันใดนั้นดวงตาฝ้าฟางก็เป็นประกาย สองขารีบก้าวเข้าไปด้วยความตื่นเต้น
ไอ้หยา! นี่มันกองเงินกองทองชัด ๆ!
ตั้งแต่เกิดมาครอบครัวตระกูลลู่ตั้งแต่ปู่ย่าจนถึงรุ่นหลาน ยังไม่เคยมีใครเห็นเงินจำนวนมากมายขนาดนี้มาก่อน!
หลังจากนับเสร็จก็สรุปได้ว่า มีก้อนเงินสิบตำลึงสามก้อน ห้าตำลึงสองก้อน ทั้งยังมีเหรียญเงินอีกหลายเหรียญ รวม ๆ แล้วเป็นจำนวนประมาณห้าสิบตำลึง
เหอจิ่วเหนียงส่งเงินทั้งหมดให้นางซุน “ท่านแม่ ท่านเก็บเอาไว้นะเจ้าคะ”
นางซุนไม่รับไว้ “เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา เงินนี่เจ้าก็เก็บเอาไว้เองเถอะ สุขภาพของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่แข็งแรง วันข้างหน้ายังต้องใช้เงินอีกเยอะ”
“ท่านแม่ ครอบครัวของเราไม่ได้แยกกันอยู่เสียหน่อย หลายปีที่ผ่านมาข้ากับโก่วเอ๋อร์ก็มีครอบครัวที่ช่วยดูแล เงินนี่ควรเก็บไว้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมให้ได้ใช้ร่วมกัน ท่านแม่เก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยืนกรานพลางยัดถุงเงินใส่มือแม่สามี นางจงใจทำเช่นนี้ต่อหน้าทุกคน
เจ้าของร่างเดิมเพิ่งแต่งงานได้วันเดียวก็ไร้ซึ่งเสาหลัก เรือกสวนนาไร่ของครอบครัวล้วนเป็นพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองรับผิดชอบ โก่วเอ๋อร์ก็เจ็บป่วยออดแอดจนดื่มยาแทนน้ำ แม้ว่าครอบครัวของพี่ใหญ่กับพี่รองจะใจดีต่อนางและลูก แต่คงไม่พ้นที่พวกเขาจะแอบบ่นกันส่วนตัว นางจึงตั้งใจเอาเงินก้อนนี้วางไว้ในกองกลางให้ทุกคนได้ใช้ ถือเป็นการตอบแทนครอบครัวฝั่งสามีด้วย
นางซุนอายุปูนนี้แล้ว อีกทั้งมีครอบครัวมานานเกินกว่าครึ่งชีวิต ย่อมจัดการเรื่องภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหญิงชรามากประสบการณ์ก็เก็บเงินไว้ที่ตัวเองสี่สิบตำลึง และส่งอีกสิบตำลึงคืนให้เหอจิ่วเหนียง
“เอาเช่นนี้ เก็บไว้ในกองกลางแปดส่วน อีกสองส่วนเจ้าเก็บเอาไว้ก็แล้วกัน”
กล่าวจบแม่เฒ่าซุนก็หันไปเอ่ยกับครอบครัวของบุตรชายทั้งสอง “พวกเจ้าก็เห็นแล้วนะว่าเงินนี่เป็นเงินที่สะใภ้สามได้มา ถึงแม้เงินจำนวนนี้จะเพียงพอให้เราทุกคนในครอบครัวใช้จ่ายกันสบาย ๆ ไปอีกสิบปีได้เลย แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เห็น ทุกอย่างลำบากยากเข็ญไปหมด ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าเงินก้อนนี้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเราก็ได้ ถึงแม้เจ้าสามจะไม่อยู่ แต่เมียของเขาก็ทุ่มเทให้กับครอบครัวใหญ่ของเรา ดังนั้นแม่แก่ ๆ อย่างข้าหวังว่าพวกเจ้าคงไม่คิดเรื่องไม่เข้าท่า หากเป็นเช่นนั้นข้าไม่ยอมเด็ดขาด!”
บุรุษสองพี่น้องกล่าวออกมาทันทีว่า แม้น้องชายจะไม่อยู่ แต่พวกเขาในฐานะพี่ชายจะดูแลน้องสะใภ้สามและหลานชายให้ดีที่สุด
นางหยูกล่าว “พวกเราเข้าใจที่ท่านแม่พูดดีเจ้าค่ะ พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือประคับประคองกันเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากน้องสะใภ้ลำบาก ก็จะมีพวกเราคอยช่วยแน่นอนเจ้าค่ะ”
นางฉินสะใภ้รองพยักหน้าสมทบ “ต่อให้ท่านแม่ไม่พูด ในใจของพวกเราก็รู้ดีอยู่แล้วเจ้าค่ะ น้องสะใภ้สามกลับมาครั้งนี้ขนเอาอาหารน้ำดื่มมาไม่น้อย แถมยังได้เงินมากมายเช่นนี้มาอีก นี่นับว่าเป็นการช่วยชีวิตทุกคนในครอบครัวเลยนะเจ้าคะ! พวกเราจะคิดไม่ดีต่อนางกับหลานได้อย่างไรกัน”
ลูก ๆ ของทั้งสองครอบครัวได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าอาสะใภ้สามเก่งกาจยิ่งนัก ต่อไปพวกเขาต้องดีกับโก่วเอ๋อร์ให้มาก ๆ
ไข้ของโก่วเอ๋อร์ลดลงมากแล้ว แต่เขามีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดจึงยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ เขารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ใบหน้าเล็กจึงซุกอกมารดาและหลับไปตั้งแต่ตอนที่ผู้ใหญ่เริ่มคุยกัน
แม้จะพลาดเรื่องในครอบครัวไปแต่เขาก็กำลังฝัน ขณะที่ฝันปากเล็ก ๆ ก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา
.
หลังจากทุกอย่างลงตัว ครอบครัวลู่ก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีกต่อไป พวกเขารีบเก็บข้าวของแล้วออกเดินทาง
หลายวันก่อนหน้าโก่วเอ๋อร์ป่วยหนัก พวกเขาจึงรั้งท้ายกลุ่มลี้ภัยของหมู่บ้านไปไกลโข ตอนนี้ทุกคนเติมแรงกายพลังใจเต็มเปี่ยมแล้ว ดังนั้นต้องรีบตามให้ทัน มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอีกได้
.
.
.