โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดลิ้นชักความทรงจำวันวานใน ‘แป้งร่ำ บุ๊ค แอนด์ คาเฟ่’ ร้านหนังสือมือสองย่านนางเลิ้ง

ONCE

เผยแพร่ 21 ม.ค. 2568 เวลา 14.41 น.

สำหรับคนที่ชอบหนังสือเก่า สะสมโปสต์การ์ด กินอาหารเช้าเวลาไหนก็ได้ ที่สำคัญคือมีแมวให้เล่นไปพร้อมๆ กัน หรือหลังจากเสร็จกิจกรรมทั้งหมดแล้วอยากเดินเล่นในย่านที่ยังคงความเป็นตึกเก่าเอาไว้ แน่นอนว่ามีหลายร้านที่สามารถทำแบบนี้ได้ แต่ถ้าหากพูดถึงย่านนางเลิ้ง อยู่ติดถนนใหญ่ และมีความพิเศษในตัว ‘แป้งร่ำ บุ๊ค แอนด์ คาเฟ่’ (Paengrum's BOOK & CAFE) จะเป็นชื่อแรกที่โผล่ขึ้นมาทันที

ความพิเศษอย่างแรกของร้านหนังสือมือสองที่ขายอาหารเช้าของ แป้งร่ำ-ภานุชนาถ สังข์ฆะ ประกอบไปด้วยหนังสือ 3 หมวด วรรณกรรมไทย วรรณกรรมต่างประเทศ และหนังสือประวัติศาสตร์ ทั้งหมดเป็นความชอบของแป้งร่ำทั้งหมด รวมไปถึงของสะสมต่างๆ ซึ่งเป็นของแฟนที่นำมาจัดแสดงให้ได้ดูกัน ไม่ว่าจะเป็นโมเดลรถ หนังสือปกสวย ของเล่นสังกะสี ไปจนถึงนาฬิกา

อย่างไรก็ตาม ร้านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่การนำของสะสมอายุกว่า 50 ปี และหนังสือมือสองมาวางขาย เพราะความพิเศษอย่างที่สองคือ ความทรงจำของผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาแลกเปลี่ยนบทสนทนากับแป้งร่ำที่ร่วมประกอบร่างสร้างร้านนี้ขึ้นมา

“เราอยากให้ทุกคนมาดูของเก่าของสะสมแล้วคิดถึงตอนวัยเด็กที่เคยมีของเหล่านี้ การนำของสะสมออกมาวา งก็มีหวงบ้างเหมือนกัน แต่บางอย่างไม่มีให้เห็นแล้ว แถมเราก็ดีใจเวลาที่มันพาความทรงจำวัยเด็กของคนคนนั้นกลับมา” แป้งร่ำเล่าถึงอีกหนึ่งฟังก์ชันของร้านนี้

ทุกเล่มมีประวัติศาสตร์บันทึกไว้

“เราโตมากับหนังสือ วันไหนว่างๆ คุณยายจะพานั่งรถเมล์ไปหอสมุดแห่งชาติ ตอนเด็กๆ เราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เป็นหลักเลย โตมาค่อยเริ่มอ่านวรรณกรรม” แป้งร่ำเล่าย้อนไปถึงวัยเด็กที่มีความทรงจำร่วมกับหนังสือ

ทำไมเด็กคนหนึ่งถึงชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ได้ ผมถามต่อทันที เพราะเมื่อพูดถึงหนังสือกับเด็ก นิทานมักจะเป็นของคู่กันมากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์ที่บางครั้งต้องพึ่งพาความรู้ความเข้าใจประกอบการอ่าน

“ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือใหม่ แม่จะบอกให้อ่านในตู้ไปก่อน ซึ่งก็มีแต่หนังสือประวัติศาสตร์ที่คุณตาสะสมไว้ (หัวเราะ) เราเลยพลอยชอบไปด้วยเลย พอยายพามาหอสมุดก็ไปดูแต่หนังสือประวัติศาสตร์” แป้งร่ำเล่าต่อ

จากโต๊ะที่เรานั่งคุยกัน หันหลังให้ประตูร้าน ทางด้านขวามือจะมีตู้ไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งแป้งร่ำเปรยว่า ตัวตู้ก็เป็นของสะสมที่เอามาจากบ้านเช่นเดียวกับของหลายๆ ชิ้น เพราะเห็นว่าเข้ากับตัวร้านได้อย่างเหมาะเจาะ แต่หลักใหญ่ใจความคือของที่อยู่ในตู้ โดยเฉพาะหนังสือมากมายที่แบ่งหมวดแบ่งมุมเอาไว้ ถ้าไปเดินดูดีๆ จะเห็นว่ามีมุมสำหรับคนชอบแมวด้วย

ผมถามเธอว่า มีหนังสือเล่มไหนอยากพูดถึงเป็นพิเศษไหม คำถามนี้ทำเธอคิดหนัก ถึงกับต้องขอตัวไปหลังร้านเพื่อดูว่ามีเล่มไหนตกหล่นไปหรือเปล่า

ระหว่างรอจึงเป็นช่วงเวลาเดินดูร้านไปเรื่อยๆ พร้อมนึกถึงคำบอกเล่าก่อนหน้านี้ ตู้ไม้ทางด้านซ้ายเป็นของสะสมของแฟนเธอ แน่นอนว่าไม่ขาย แม้มันจะเต็มไปด้วยของเล่นที่น่าจะสะกิดตาใครหลายคนให้หันไปมอง หรืออาจสะกิดใจนักสะสมบางท่านที่อยากมีไว้ครอบครอง ไหนจะมุมหนังสือสะสมที่ชั้นบนเป็นหนังสือปกสวย ตรงกลางเป็นหนังสือนิทานเยอรมัน และชั้นล่างเป็นหนังการ์ตูนสยองขวัญไทย ยังไม่รวมถึงโปสเตอร์มากมายที่แปะอยู่บนผนัง ยกตัวอย่างเรื่องที่สะดุดตาผมเป็นพิเศษ นั่นคือ ‘หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์’

อย่างที่แป้งร่ำบอกเอาไว้เลย ทันทีที่เห็นโปสเตอร์ ความทรงจำวัยเด็กที่เคยดูหนังเรื่องนั้นผ่านแผ่นวีซีดีก็กลับมาทันที และตัวแป้งร่ำก็กลับมาพร้อมหนังสือพอดีเช่นกัน

“เล่มที่เราแนะนำจะเป็น 'ร่มวิเศษ' คนเขียนเป็นคนไทย แต่พล็อตน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Mary Poppins แล้วมีฉากที่ถือร่มลอยผ่านภูเขาทอง ผ่านสวนลุมพินีด้วย อีกเล่มหนึ่งอย่าง ‘กระต่ายน้อยปีเตอร์’ ก็อยากแนะนำ เป็นชุดนิทานที่มีกระต่าย แมว เป็ด น่ารัก อ่านง่ายมากๆ

“ส่วนหนังสือประวัติศาสตร์ เรามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ให้เห็นถึงการแข่งเรือระหว่างเทศบาลนครกรุงเทพฯ กับเทศบาลนครธนบุรี แล้วแข่งกันที่หน้าท่าเรือวัดประยุรวงศาวาสฯ ถึงศิริราช เป็นพนักงานเทศบาลมาแข่งเรือกัน ถ้าไม่มีหนังสือบอกก็จะไม่รู้เลย เพราะไม่มีภาพแบบนี้ให้เห็นแล้ว

“หรืออย่าง 'เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก' เล่มนี้ ก็มีภาพของสิ่งที่เราคงจะไม่ได้เห็นแล้ว ภาพชีวิตวัยเด็กที่แม้เราเองจะเกิดไม่ทัน แต่มีหลายๆ อย่างที่ทำให้เรารู้สึกชอบในความเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ในตัวของมัน” แป้งร่ำพูดถึงหนังสือที่อยู่บนชั้น

ประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากคนมากมาย

“บางทีลูกค้าก็ชอบมาถามหาหนังสือแบบไม่รู้ชื่อเรื่อง อย่างเรื่องสั้นที่นางเอกเดินลงไปหาจระเข้ ก็เพิ่งรู้ว่าเป็นเรื่อง 'จำปูน' นี่เอง” แป้งร่ำเล่าด้วยเสียงหัวเราะ

อย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้หนังสือ นั่นคือตัวลูกค้า หลังจากที่ร้านเปิดมา 2 ปี แป้งร่ำยอมรับว่า ค่อนข้างแปลกใจที่ลูกค้าโดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ซึ่งมักจะมาพร้อมกับบทสนทนาสนุกๆ ความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งของที่พกติดตัวมา และของติดไม้ติดมือที่ทั้งได้รับและให้ไป

“ก่อนหน้านี้มีลุงคนหนึ่งมาจากเดนมาร์ก มาร้านครั้งที่ 5 แล้ว ได้พูดคุยกัน ได้เห็นของสะสม เมื่อวานเราก็แบ่งหนังสือให้เขาไป ของบางอย่างในร้านก็เอาไว้แบ่งปัน ถ้าเกิดว่าคุยกันถูกคอ เราก็อาจจะให้หนังสือไปเล่มหนึ่งหรือโปสการ์ด 1 แผ่น เรามีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเป็นรูปประเทศนิวซีแลนด์ แล้วไม่มีใครจับหนังสือเล่มนี้เลย จนกระทั่งคนจีนคนหนึ่งเข้ามาที่ร้าน แล้วเขาเป็นคนเดียวที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาดูอย่างถี่ถ้วน พอคุยกันถูกคอ เราเลยให้เขาไป” แป้งร่ำเล่า

ในส่วนของที่เธอเป็นฝ่ายได้รับมา ก็มีทั้งตุ๊กตาหมีแพนด้าจากลูกค้าชาวจีน ครั้งหนึ่งก็มีศิลปินจากไต้หวันสเกตช์รูปร้านให้เป็นที่ระลึก แต่ที่เห็นจะสะดุดตาเป็นพิเศษคือ หนังสือเจ้าชายน้อยที่แปลเป็นภาษาพม่า

“ตอนเปิดร้านใหม่ๆ มีลูกค้าคนหนึ่งเขามาที่ร้านแล้วเห็นมุมนี้ เขาบอกว่าจะกลับมาหา เดี๋ยวเอาเจ้าชายน้อยมาให้ พอ 2-3 เดือนต่อมา เขาก็กลับมาพร้อมเจ้าชายน้อยภาษาพม่าเล่มสีขาว ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลย” แป้งร่ำเล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือปกขาวในตู้ไม้ที่โดดเด่นกว่าใคร

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ทุกเล่มที่จะขายหรือเอาออกมาให้ดูได้ แต่แป้งร่ำก็เสริมว่า หากได้มาซ้ำกับที่มีอยู่ในร้าน เธอก็ยินดีจะแบ่งปัน เพราะนักสะสมบางคนเมื่อได้ไปแล้วก็อาจจะเก็บไว้ไม่เอาออกมาอีกเลย ซึ่งนั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเธอที่อยากจะแบ่งปัน อยากให้ทุกคนได้เห็น และได้อ่านหนังสือเก่าเหล่านี้

“เราขายหนังสือต่ำกว่าปก เพราะเป็นหนังสือมือสอง บางเล่มก็มาจากร้านเช่า มีตราปั๊ม ซึ่งก็จะมีประวัติศาสตร์ของร้านเช่าหนังสือผ่านตราต่างๆ ที่ถูกปั๊มเอาไว้ ส่วนเล่มไหนราคาสูงจะขึ้นอยู่กับความหายาก ชื่อนักเขียน และไม่มีตีพิมพ์อีกต่อไปแล้ว

“เราเชื่อว่าสักวันก็ต้องมีเจ้าของที่เห็นค่ามาเอาไป เพราะบางคนก็มาตามหาความทรงจำ” แป้งร่ำเชื่ออย่างนั้น

ประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ตั้งใจสร้าง

เจ้าของร้านหนังสือมือสองย่านนางเลิ้งยอมรับว่า การนำหนังสือที่ตนเคยเป็นเจ้าของ รวมถึงของสะสมบางชิ้นออกมาวางขายนั้น ย่อมมีความรู้สึกหวงแหนและเสียดายตามมาอยู่บ้าง เนื่องจากบางเล่มที่ขายไปก็ไม่สามารถหาซื้อกลับมาได้อีกเลย

“เราอยากให้ได้อยู่กับคนที่รักและดูแลได้จริง ๆ แต่ก็เสียดาย” แป้งร่ำหัวเราะ “ที่เสียดายมากๆ จะเป็นสมุดจดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นกระดาษฟางสมัยก่อนเลย หน้าปกจะเขียนวิธีป้องกันภัยพิบัติทางอากาศเวลามีการทิ้งระเบิดลงมา ขายไปแล้วยังหากลับมาไม่ได้เลย”

แปลว่ายังอยากสะสมเพิ่มอีกเหรอ ผมถามเธอต่อเมื่อเธอแสดงความรู้สึกเสียดายและอยากได้กลับมา

“พอแล้ว” แป้งร่ำตอบทันทีด้วยเสียงหัวเราะ

นอกจากนี้ แป้งร่ำยังมีความตั้งใจอยากจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เธอหวังว่าในอนาคตทางร้านจะมีกำลังมากพอต่อการจัดวงเสวนาหรือพูดคุยกันเกี่ยวกับหนังสือ หรือไม่ก็อยากให้เกิดการเดินทัวร์ย่านนางเลิ้งแห่งนี้ ทำความรู้จักร้านเล็กๆ ตามซอยที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือร้านที่อยู่ในชุมชนมาแต่เดิม และกำลังจะถูกกระแสเวลากลืนหายลงไปในคลื่นการเปลี่ยนแปลง ท้ายสุดคือการสร้างความเข้าใจว่า นางเลิ้งไม่ได้มีแค่ตลาดอย่างเดียว

ก่อนกล่าวลากัน ในร้านจะมีกล่องทิปสำหรับเป็นค่าอาหารให้เหล่าแมวที่ถูกเอามาทิ้งกว่า 20 ชีวิต โดยคนที่ให้จะได้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากแป้งร่ำติดมือกลับไป อันที่จริงระหว่างคุยกันนี้ก็มีตัวหนึ่งมาคอยคลอเคลียให้สะดุ้งอยู่เป็นระยะ ถือว่าเรียกร้องความสนใจด้วยความน่ารักได้ประมาณหนึ่งเลย

แป้งร่ำคาเฟ่
เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 09.00 – 18.00 น. , เสาร์ – อาทิตย์ 09.00 – 17.00 น.
FB: Paengrums-BOOK-CAFE
Google Map: https://maps.app.goo.gl/gYkArfxhwVantZK7A

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...