โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดี ม. 112 ของ “ใจ” นึกศึกษาผู้ถูกกล่าวหากรณีทวิตรูป-พระราชดำรัสรัชกาลที่ 9

iLaw

อัพเดต 20 ม.ค. 2568 เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2568 เวลา 09.22 น. • iLaw

จับตาคำพิพากษาอุทธรณ์ ม. 112 ของ ‘ใจ’ กรณีทวีตรูปพระราชดำรัสร. 9

21 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ศาลอาญานัด ‘ใจ’ (นามสมมติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในคดีดำที่ อ.2964/2564 ฟังคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ กรณีถูกกล่าวหาว่าทวีตข้อความและรูปภาพเกี่ยวกับรัชกาลที่เก้า โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำคุกสามปีก่อนลดโทษเหลือสองปี คดีนี้เป็นคดีที่อารีย์ จิวรรักษ์ ข้าราชการเกษียณ สังกัดกระทรวงการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้ร้องทุกข์

ที่มาที่ไปของคดี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ‘ใจ’ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. คอมฯ) กรณีถูกกล่าวหาว่าทวีตข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่เก้าในทวิตเตอร์ (หรือ X ในปัจจุบัน) หนึ่งข้อความ

ในชั้นสอบสวน พฤติการณ์ที่กล่าวหาระบุว่าเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 อารีย์ จิวรรักษ์ ข้าราชการเกษียณอายุ สังกัดกระทรวงการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้กล่าวหาในคดีนี้พบบัญชีทวิตเตอร์บัญชีหนึ่งทวีตข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ประกอบด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่เก้าจึงไปร้องต่อ บก.ปอท. ให้ดำเนินคดี โดยในเวลาดังกล่าวยังไม่ทราบว่า ใครเป็นเจ้าของทวีตดังกล่าว ต่อมาตำรวจสอบสวนจนนำมาสู่การกล่าวหา ‘ใจ’ เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งเขาให้การปฏิเสธ

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีโดยบรรยายการกระทำของจำเลยว่าเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อัยการบรรยายว่าการโพสต์ข้อความ “xxx” พร้อมติดแฮชแท็กเกี่ยวกับกษัตริย์ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่เก้าที่มีพระราชดำรัสของรัชกาลที่เก้าว่า “ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร แต่จำว่าฉันทำอะไรก็พอ” เป็นการละล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนทั่วไปที่เข้าถึงข้อมูลได้เข้าใจว่า รัชกาลที่เก้าเป็นฆาตกร และกษัตริย์เป็นสิ่งที่เหลือทิ้ง เสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ หรือไม่ต้องการใช้ ไม่ควรอยู่คู่กับสังคมไทย อันเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อรัชกาลที่เก้า และส่งผลถึงรัชกาลที่สิบผู้เป็นพระราชโอรสและเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบพยานในชั้นศาลของคดีนี้ได้ที่ https://tlhr2014.com/archives/54307

ศาลตีความว่า การวิจารณ์ร. 9 ที่สวรรคตแล้วส่งผลต่อร. 10 ที่ครองราชย์อยู่

14 มีนาคม 2566 ศาลอาญาพิพากษาว่า ‘ใจ’ มีความผิดลงโทษจำคุกสามปีในฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 แต่เห็นว่าขณะ ‘ใจ’ กระทำความผิดมีอายุเพียง 19 ปีเศษ จึงลดโทษให้หนึ่งในสาม คือลดโทษหนึ่งปี เหลือโทษจำคุกสองปี โดยไม่รอลงอาญา และต่อมาศาลอาญาคำสั่งให้ประกันตัว ‘ใจ’ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 100,000 บาทจากกองทุนราษฎรประสงค์โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดไว้

คดีของ ‘ใจ’ เป็นอีกหนึ่งคดีที่ศาลตัดสินว่าการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ที่ได้ครองราชย์แล้วยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยในคำพิพากษาของศาลระบุว่า

“ที่พยานจำเลยนำสืบว่า มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครองอดีตกษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้ว เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้ว่า คุ้มครองกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น และแม้รัชกาลที่ 9 จะสวรรคตไปแล้ว การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อรัชกาลที่ 10ซึ่งเป็นพระราชโอรส และทรงครองราชย์อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน”

อุทธรณ์สู้ระบุไม่มีหลักฐานพิสูจน์เป็นผู้ทวีต-ขยายความคุ้มครองอดีตกษัตริย์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 60

หลังได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ‘ใจ’ ยื่นอุทธรณ์โดยมีข้อต่อสู้เช่น

  • ไม่มีพยานปากใดของโจทก์สามารถยืนยันได้ว่า ‘ใจ’ เป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้ คดีนี้เป็นคดีอาญาจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยบริสุทธิ์และศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนกว่าจะแน่ใจว่าได้กระทำความผิดจริง

  • ขาดองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายกล่าวคือ เป็นข้อความเกี่ยวกับอดีตกษัตริย์ โดยพยานโจทก์ให้การในลักษณะขยายขอบเขตการคุ้มครองมาตรา 112 มองว่า การดูหมิ่นอดีตกษัตริย์ก็ผิดตามมาตรา 112 ซึ่งข้อนี้จำเลยยืนยันว่า “พระมหากษัตริย์” ตามมาตรา 112 ต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น

  • คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุทำนองว่า มาตรา 112 ไม่ได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์จะต้องเป็นองค์ที่ครองราชย์อยู่ในขณะที่กระทำความผิดแม้จะเป็นการกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้วก็เป็นความผิดตามมาตรา 112 จำเลยเห็นว่า เป็นการให้เหตุผลที่แสดงถึงการตีความขยายองค์ประกอบความผิดและขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 112 การตีความเช่นนี้ผิดต่อหลักวิชานิติศาสตร์อย่างชัดแจ้งและไม่สามารถหาขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 112 ได้เลย

  • จำเลยอุทธรณ์ว่าแม้ว่าจำเลยจะผิดจริงตามคำพิพากษาในศาลชั้นต้น จำเลยก็สมควรรอการลงโทษ ในคดีนี้จำเลยอายุเพียง 19 ปี เศษขณะเกิดเหตุและเป็นนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี โพสต์ดังกล่าวจำเลยต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่จำเลยในคดีของรัชกาลที่แปดและรัชกาลที่แปดเอง ในขณะที่ได้รับการประกันตัวจำเลยก็ไม่เคยหนีคดีและไม่ได้กระทำความผิดซ้ำ จำเลยเป็นลูกคนเดียวที่มีภาระจะต้องเลี้ยงดูบิดามารดา จำเลยพร้อมจะกลับตัวเป็นคนดีได้ การให้จำเลยต้องเสียอิสรภาพในคดีนี้จะไม่เป็นประโยชน์อันใด

ในท้ายคำอุทธรณ์ ‘ใจ’ ยกพระราชดำรัสรัชกาลที่เก้าเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ความว่า

“เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อนหลายทาง อย่างน้อยที่สุดก็เป็นคนจั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิดก็บอกให้เข้าคุกที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก อย่างคนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์และถูกทำโทษ ไม่ใชคนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ก็สอนนายกฯ ว่าใครบอกให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อนพระมหากษัตริย์เดือดร้อน แต่ถ้านายกฯ เกิดลงโทษ แย่เลย นักกฎหมายต้องรู้ว่าอะไรถูกผิด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...