โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลาดค้าปลีกไทย 2568 คาดโต 3% ยอดขายส่วนใหญ่ยังมาจากคนไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ม.ค. 2568 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2568 เวลา 03.02 น.

มาตรการเศรษฐกิจ กำลังจะหนุนตลาดค้าปลีกไทย KResearch คาดปี 2568 โต 3% ยอดขายส่วนใหญ่ยังมาจากกลุ่มลูกค้าคนไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังเจอความเสี่ยงเรื่องการแข่งขันกับสินค้านำเข้า และต้นทุนที่แนวโน้มสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้ว่าปี 2568 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเติมเงินให้ผู้สูงอายุ (เฟส 2) และผ่าน Digital wallet (เฟส 3) มาตรการลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt และมาตรการคุณสู้เราช่วย รวมถึงการทยอยฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหนุนยอดขายของธุรกิจค้าปลีกให้ยังคงขยายตัว 3.0% หรือมีมูลค่า 4.3 ล้านล้านบาท แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงและยังต่ำกว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (CAGR 2564-2566) ที่โตเฉลี่ยปีละ 6.1%

อย่างไรก็ดี ยอดขายของค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern trade น่าจะโตสูงกว่าภาพรวมของตลาด โดยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 4.8% แต่การเติบโตดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้ตลาดในภาพรวมโตสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่เป็นการดึงแชร์มาจากผู้เล่นอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกดั้งเดิม หรือ Traditional trade สะท้อนจากส่วนแบ่งตลาดของค้าปลีก Modern trade คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 45% ในปี 2568 จาก 5 ปีก่อนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 40%

ทั้งนี้ ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในภาพรวมมาจากการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้า แบ่งเป็น

การบริโภคของคนไทย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 82% ของยอดขายของธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด ยังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง สะท้อนจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ผู้บริโภคกว่า 32% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด มีการวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ปรับพฤติกรรมโดยการลดปริมาณการซื้อสินค้า/ใช้บริการลง เช่น ลดทานข้าวนอกบ้าน/ ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นต้น

การบริโภคของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีสัดส่วนราว 18% ของยอดขายของธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด ยังคงเพิ่มขึ้นแต่เป็นทิศที่ชะลอลงตามการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอลงในปี 2568 อีกทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวยังขึ้นกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น รับประทานอาหารที่เป็น Street food มากขึ้น หรือซื้อของฝากน้อยลง ดังนั้น คาดว่าต้องใช้เวลาอีกสักระยะที่สัดส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปสู่ภาวะปกติก่อนเกิดโควิด-19 ที่ราว 25%

สินค้าจำเป็น ยังขยายตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สินค้าจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัวซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 66% ของยอดขายค้าปลีกทั้งหมด ยังคงขยายตัวสูงกว่ากลุ่มสินค้าไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือย

แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัวช้า แต่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัวคิดเป็นสัดส่วน 79% ของยอดขายค้าปลีกทั้งหมด ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าภาพรวมของตลาด สะท้อนได้จาก ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปี 2567 กว่า 42% เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นจากทั้งปี 2566 ที่มีสัดส่วน 40%

ขณะที่ อีก 21% ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือย น่าจะยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังโตต่ำกว่าภาพรวมของตลาดในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้า รองเท้า) เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง/ซ่อมแซมบ้าน โดยมองว่า ผู้บริโภคน่าจะยังมีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุมหรือซื้อเท่าที่จำเป็น เช่น ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยน่าจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม/ตกแต่งบ้านเพิ่มขึ้น เป็นต้น

“การแข่งขัน-ต้นทุน” ปัจจัยเสี่ยงค้าปลีก 2568

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกยังเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยงในปี 2568 โดยเฉพาะการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนที่อาจปรับสูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

การแข่งขันรุนแรงต่อเนื่องกับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตจีนเข้ามาทำตลาดโดยตรงผ่านทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรวมถึงผู้ผลิตสินค้าไทยแข่งขันลำบากขึ้น

สะท้อนจากในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 ไทยมีมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน 4.3 แสนล้านบาท ขยายตัว 12% หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 41% ของการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากนโยบายของทรัมป์ที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ทำให้อาจเห็นการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนมากขึ้น

ต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ซึ่งแม้ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างจะทำให้ผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็อาจจะส่งผลต่อต้นทุนของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบัน ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกมีการจ้างงานกว่า 3.1 ล้านคน และคนที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ (ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน) มีราว 1.1 ล้านคน หรือ 35%

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ ก็น่าจะทำให้ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกมีต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นราว 5.6% แต่ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างอาจส่งผลต่อผู้ประกอบการค้าปลีกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุน การปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะต้องรอติดตามการประกาศรายละเอียดของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่คงจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลาดค้าปลีกไทย 2568 คาดโต 3% ยอดขายส่วนใหญ่ยังมาจากคนไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...