โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียนชาวนอร์ดิก: จากสำนึกในธรรมชาติสู่ผู้นำธุรกิจโลกด้านความยั่งยืน

นิตยสารคิด

อัพเดต 11 ธ.ค. 2567 เวลา 00.35 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2567 เวลา 00.35 น.
sustainability-nordic-nations-cover

นับตั้งแต่การริเริ่มเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในปี 2015 ประเทศเดนมาร์ก ฟินแลนด์ และสวีเดน ต่างผลัดกันขึ้นครองตำแหน่งสามอันดับแรกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015-2024 นอกจากนี้ในภูมิภาคนอร์ดิกโดยรวม ซึ่งรวมถึงไอซ์แลนด์และนอร์เวย์ ยังคงติดอันดับสูงในหลายการประเมินความยั่งยืนระดับโลกที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น ดัชนีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability Index) ดัชนีความสุขโลก (World Happiness Index) หรือดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ (UN Human Development Index)

“คิด” จึงอยากพาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักวิธีคิดแบบนอร์ดิก ที่มาของสำนึกหวงแหนในสิ่งแวดล้อม สู่การมองธุรกิจว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดออกจากสังคม

(Annie Spratt / Unsplash)

สำนึกในธรรมชาติ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
จากรายงานวิจัยในปีที่ผ่านมาโดย โนรา ซานเชส กาซเซน (Nora Sánchez Gassen) อันนา ลุนด์เกรน (Anna Lundgren) คาร์ลอส ทาเปีย (Carlos Tapia) ในหัวข้อ “In all fairness: perceptions of climate policies and the green transition in the Nordic Region” พบว่า วัยรุ่นจากภูมิภาคนอร์ดิกเป็นกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสูงถึง 74% ใกล้เคียงกับผู้สูงวัยที่มีสัดส่วนถึง 68% ที่แสดงความกังวลร่วมนี้

คำถามที่ตามมาก็คือ เหตุใดคนแถบนอร์ดิกจึงมีความสนใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมสูงขนาดนี้ สมมติฐานยอดฮิตที่คนทั่วไปกล่าวถึงเป็นอย่างแรกก็คือความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทว่าสำหรับ จอห์น เอลคิงตัน (John Elkington) ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนหรือที่ทั่วโลกขนานนามว่าเป็น “เจ้าพ่อแห่งความยั่งยืน” หรือ “Godfather of Sustainability” สำนึกรักสิ่งแวดล้อมของผู้คนในดินแดนนี้ฟูมฟักผ่านช่วงเวลาอันมืดมนในอดีต

“ต้องมองย้อนกลับไปในช่วงสงครามศาสนาและความอดอยากในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวนอร์ดิกในยุคนั้นขาดแคลนอาหารอย่างหนัก รวมถึงดินแดนแถบนั้นมีดินที่บางกว่าในยุโรปกลางและสหราชอาณาจักร ดังนั้นหากคุณมีฝนกรด คุณจะสังเกตเห็นได้ง่ายกว่ามาก”

เอลคิงตันเล่าถึงการเดินทางครั้งหนึ่งของเขาเพื่อไปติดตามตรวจสอบทะเลสาบที่เป็นกรดในสแกนดิเนเวีย เขาบอกว่า "คุณจะสัมผัสกับความโหดร้ายของธรรมชาติได้มากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนเหนือ คุณจะอยู่ ณ จุดที่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย และผู้คนได้สัมผัสกับธรรมชาติในทางปฏิบัติมากขึ้น”

(Polina Kuzovkova / Unsplash)

ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งมักจะกล่าวถึงความสำเร็จในด้านความยั่งยืนของประเทศแถบสแกนดิเนเวียว่าเป็นเพราะประเทศเขามีขนาดเล็ก ลุยส์ เคียเลอรัป โรเปอร์ (Louise Kjellerup Roper) ซีอีโอชาวเดนมาร์กของ Volans บริษัทให้คำปรึกษาธุรกิจในการทำความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนกล่าวว่า ประชากรเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเรื่องของค่านิยมและคุณค่าที่สังคมร่วมกันยึดถือ

“หนึ่งในความตกใจครั้งใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยมีคือ ตอนที่ฉันได้มีชีวิตอยู่ผ่านการเลือกตั้งที่สหราชอาณาจักร หัวข้อข่าวในสื่อมวลชนล้วนกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการคำนวณว่า คุณจะมีรายได้เท่าไร ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนแบบไหนและใครได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คุณจะไม่เคยได้ยินบทสนทนาแบบนี้ในสังคมเดนมาร์กหรือประเทศนอร์ดิกใด ๆ คุณจะมีแต่การสนทนาเกี่ยวกับว่า สังคมแบบไหนที่คุณอยากอาศัยอยู่”

ซีอีโอชาวเดนิชยังกล่าวต่ออีกว่า “ในนอร์ดิก ผู้คนไม่มีความรู้สึกว่าธุรกิจแยกออกจากสังคม เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกัน ดังนั้นสำหรับฉัน นี่คือความแตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ การพูดคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาเหล่านั้น ไม่ใช่แค่หัวข้อสำหรับปัญญาชนเท่านั้น”

โลกธุรกิจที่ไม่หนีปัญหา
ธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากสังคม เป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้บริษัทจากนอร์ดิกครองอันดับหัวตารางด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องนับทศวรรษ ตัวอย่างเช่นบริษัท Neste บริษัทสัญชาติฟินแลนด์ที่มีชื่อเสียงในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นผู้ผลิตชั้นนำของเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAFs) และน้ำมันดีเซลหมุนเวียน

ภาคการบินรับผิดชอบประมาณ 2.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก แม้ว่าเปอร์เซ็นต์นี้อาจดูเล็กน้อย แต่การเดินทางทางอากาศที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในทศวรรษหน้า อาจส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น สถานการณ์นี้เน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนของอุตสาหกรรมการบินในการค้นหาเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยจังหวะนี้เองที่ Neste ไม่ปล่อยให้หลุดมือ

(Yu Kato / Unsplash)

บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1948 ในฐานะโรงกลั่นน้ำมันของรัฐ การพัฒนาของ Neste ถูกเปลี่ยนจากการกลั่นน้ำมันแบบเดิมไปสู่การดำเนินงานที่มุ่งเน้นความยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียว โดยการลงทุนของ Neste ใน SAFs ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุด 80% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังได้รับความสนใจและความร่วมมือจากยักษ์ใหญ่ด้านการบินระดับโลกอย่าง Air France-KLM อีกด้วย

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทน้ำมันเชื้อเพลิง ย่อมได้รับเสียงต่อต้านจากภาคประชาสังคม ในปี 2022 ภาคประชาสังคมในเนเธอร์แลนด์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้น้ำมันปาล์มของ Neste และความเชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า แทนที่บริษัทจะถอยห่างจากความท้าทายเหล่านี้ หรือทำการฟ้องปิดปากเหมือนหลายยักษ์ใหญ่ของโลก Neste กลับมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส โดยดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อแก้ไขข้อกังวล มีการใช้ถ่ายภาพดาวเทียมเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแสวงหาข้อเท็จจริงและเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบในกระบวนการการสอบสวนหาต้นตอของปัญหาอย่างจริงจัง

นอกจากการมีส่วนร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแล้ว Neste ยังมักร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อแสวงหานวัตกรรมที่ยั่งยืน โครงการวิจัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย ช่วยให้บริษัทสำรวจตัวเลือกวัตถุดิบใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ดีและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

จากบทความวิชาการชื่อ “Global Sustainability Frontrunners: Lessons from the Nordics” โดย โรเบิร์ต สแตรนด์ (Robert Strand) และคณะ พบว่า ธุรกิจหลักของ Neste ซึ่งคือการแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยแหล่งพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ข้อที่ 7 (พลังงานราคาไม่แพงและสะอาด) และข้อที่ 13 (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) โดยตรง นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างนวัตกรรมในด้านพลังงานสะอาดร่วมกับพันธมิตรยังเสริมสร้างเป้าหมายของ SDG ข้อที่ 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) สนับสนุนตำแหน่งผู้นำของฟินแลนด์ในมาตรการวัดผลการดำเนินงานของสหประชาชาติ

(Zheka Kapusta / Unsplash)

อีกหนึ่งบริษัทที่น่าศึกษาก็คือ IKEA จากสวีเดน บริษัทที่เริ่มต้นมาจากการขายปากกาและถุงน่องไนลอน จนมาเจอจุดเปลี่ยนเมื่อเริ่มบุกเบิกอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนวัตกรรมการออกแบบแบบแยกส่วน (Flat-pack Design) ให้ผู้บริโภคนำไปประกอบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่คิดค้นโดยพนักงานคนที่สี่ของบริษัทนาม จิลลิส ลุนด์เกรน (Gillis Lundgren) ในปี 1956

ในช่วงทศวรรษ 1990 IKEA ได้รับการร้องเรียนเรื่องการใช้แรงงานเด็ก เช่นเดียวกับบริษัท Neste แต่ IKEA เงยหน้ามองปัญหาอย่างตรงไปตรงมาโดยการยอมรับว่า ตัวเองไม่มีศักยภาพที่เพียงพอในการจะมอนิเตอร์ปัญหานี้ จึงได้ไปจับมือร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมอย่าง Save the Children และ UNICEF เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ในทศวรรษต่อมา ปัญหาใหม่ของ IKEA คือการเป็นเป้าของคำกล่าวหาว่า เป็นแบรนด์ที่สนับสนุนการใช้แล้วทิ้ง เนื่องจากราคาเฟอร์นิเจอร์ที่จับต้องได้ สิ่งที่ IKEA ทำก็คือ การไปร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับมูลนิธิ Ellen MacArthur เพื่อร่วมมือกันทำเรื่องโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับสินค้า สิ่งนี้ก่อเกิดเป็นคติใหม่ที่บริษัทยึดถือนั่นก็คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลแบบหมุนเวียนที่ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นวัตถุดิบต่อไป

มาถึงในทศวรรษปัจจุบัน IKEA กำลังเปลี่ยนไปสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยการนำโปรแกรม Buy Back & Resell มาใช้ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถส่งคืนเฟอร์นิเจอร์ IKEA ที่ใช้แล้ว ประกอบเสร็จแล้ว เพื่อแลกกับเครดิตในร้านค้า ความริเริ่มนี้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสำหรับตัวเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ราคาไม่แพงและยั่งยืน

จากตัวอย่างสองบริษัทที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า หนทางที่นำไปสู่ความยั่งยืนของบริษัทจากนอร์ดิก คือการมีความตั้งใจจริงที่จะเผชิญกับปัญหา แสวงหาพาร์ตเนอร์ และที่สำคัญก็คือ เปิดกว้างให้กับทุกกลุ่มคนได้ตรวจสอบ

(Datingscout / Unsplash)

สุดท้ายคงเป็นเรื่องของการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เบงต์ สตาห์ล (Bengt Ståhl) อดีตผู้อำนวยการของ Teracom ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมและวิศวกรรมจากสวีเดน นิยามนวัตกรรมในความคิดของคนนอร์ดิกว่า คือการเปลี่ยนข้อด้อยให้เป็นโอกาส กล่าวคือ "ด้วยทำเลที่ตั้ง ทำให้คุณมีจิตใจที่มุ่งในทางนวัตกรรม เพราะคุณต้องการนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด" เขาขยายความเพิ่มว่า “เมื่อคุณมีประเทศที่ยาวและมีพลังงานมากมายอยู่ทางตอนเหนือ กับผู้คนทุกคนที่ต้องการมันทางตอนใต้ คุณต้องหาวิธีที่จะนำพลังงานจากตอนเหนือลงมาใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อคุณทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับว่า คุณได้คิดหาวิธีการถ่ายโอนทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โดยสูญเสียประสิทธิภาพไปน้อยที่สุด"

และในท้ายที่สุดนั้น บทเรียนข้อเด่นชัดที่สุดจากนอร์ดิกก็คือ ไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายดาย หรือความยั่งยืนไม่ใช่กระบวนการที่เปลี่ยนผ่านโดยธรรมชาติ แน่นอนว่ายังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ อัตราการเก็บภาษี หรือแม้แต่ความเป็นประชาธิปไตย ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียว

อย่างไรก็ตาม หากมองวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ว่าหมายถึงการประกอบรวมของเรื่องราวนับร้อยพัน บางทีอาจเป็นกรณีที่ผู้คนในประเทศนอร์ดิกได้ก่อร่างสร้างเรื่องราวเหล่านี้มาหลายร้อยปีแล้วโดยไม่รู้ตัว จนก่อเกิดเป็นการสร้าง “แบรนด์นอร์ดิก” ชนิดหนึ่ง และการมีปัจจัยทางวัฒนธรรมที่กว้างขึ้นก็มีส่วนสำคัญในธุรกิจและประเทศ ในการที่จะทำให้ผู้คนคิดและทำงานอย่างยั่งยืน

ที่มา : บทความวิชาการ “Global Sustainability Frontrunners: Lessons from the Nordics” โดย Robert Strand
รายงานวิจัย “Nordic Toolbox for a Just Green Transition” โดย Nora Sánchez Gassen, Lisa Rohrer, Anna Berlina, Louise Ögland, Carlos Tapia, Rebecca Cavicchia, Anna Lundgren
บทความ “Are Nordic businesses more sustainability conscious?” โดย Matt Potter

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...