โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ดู 3 งานหลัก “AI ผู้ช่วยหมอ” ผ่าโปรเจ็กต์ IBM x โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ปั้น AgenticAI รพ.แรกในอาเซียน

Manager Online

เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2567 เวลา 22.31 น. • MGR Online

ส่องความคืบหน้าโปรเจ็กต์แพทย์ไฮเทคของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ร่วมมือกับบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) เปิดศักราชใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กลุ่ม Generative AI แนะนำและทำนัดให้ผู้ป่วยใช้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์แบบพยาบาลไม่ต้องเมื่อย การันตีเป็น AgenticAI แรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำงานผ่านการเชื่อม AI กับเวชระเบียนแบบครบวงจรไม่แยกฝ่าย มั่นใจ 3 โมเดลล่าสุดถูกหลัก PDPA พร้อมพัฒนาต่อถึงการส่งเอ็กซเรย์

ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า การพัฒนาครั้งนี้ใช้เทคโนโลยี watsonx.data และ watsonx.ai ของ IBM เชื่อมโยงระบบห้องปฏิบัติการทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลัง ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยของแพทย์และการส่งตรวจเพิ่มเติมแบบอัตโนมัติ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็น Digital Faculty และผู้นำด้านการแพทย์ในระดับอาเซียน ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีผู้เข้ารับบริการมากกว่า 1.6 ล้านคนต่อปี เฉลี่ยวันละกว่า 5,000 คน

“ช่วงแรกของโครงการเป็นการนำร่องที่ทำด้วยกัน แต่หลังจากนั้นการบำรุงรักษาระบบที่อาจต้องใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาท ความร่วมมือนี้เป็นหนึ่งในโชว์เคสที่ต่อยอดจากการลงทุนระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่วางไว้ 200 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่เห็นประโยชน์เมื่อไม่ถูกโจมตี ดังนั้น เพื่อให้เห็นว่าผู้ป่วยได้ประโยชน์จากการลงทุนด้านดิจิทัลที่ต่อเนื่องของคณะแพทยศาสตร์ มช. ความร่วมมือนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อให้เห็นอิมแพคของสิ่งที่เราทำไป”

ระบบ AI ผู้ช่วยแพทย์ที่ IBM และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ใช้เวลา 8 เดือนสร้างสรรค์ขึ้นนั้นถูกคาดหวังให้ช่วยลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงการตรวจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด CT Scan หรือ MRI เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้ลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยลงได้บนเป้าใหญ่ 30-40 นาที จากระยะเวลาเฉลี่ย 150 นาทีที่ผู้ป่วยต้องเดินวนและรอคอยในโรงพยาบาลต่อครั้ง นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังมีแผนต่อยอดใช้ AutoAI ในการพัฒนาแอพพลิเคชันสำหรับบริการผู้ป่วยในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการตามมาตรฐานระดับสากล

***3 งานแพทย์ AgenticAI สรุปข้อมูล+คลิกให้เสร็จ

8232;8232;8232;ผศ.นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวระหว่างสาธิตการทำงานของระบบปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ว่าทุกฝ่ายในโรงพยาบาลจะทำงานปกติ ตั้งแต่การกรอกซักประวัติของนางพยาบาล และการตรวจร่างกายซึ่งปกติจะต้องมีการสั่งตรวจเพื่อส่งต่อห้องปฏิบัติการ (ห้องแล็บ) แต่ด้วยระบบนี้ แพทย์จะสามารถกดปุ่มเดียวเพื่อให้ AI ได้รับข้อมูลจากประวัติเวชระเบียนที่บันทึกประวัติผู้ป่วย (OPD card หรือโอพีดีการ์ด) ซึ่งเป็นเอกสารทางการแพทย์ ที่บันทึกและเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติของผู้ป่วย ตั้งแต่ประวัติการแพ้ยา และประวัติการเจ็บป่วย

“ข้อมูลโอพีดีการ์ด จะมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลของทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยที่เป็นเจ้าของโอพีดีการ์ดนี้ ทั้งหมดเป็นไปตามกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยหรือ PDPA โดยหากมีข้อมูลใดที่สามารถระบุตัวตนได้ ระบบจะแจ้งว่าไม่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ เช่น ข้อมูลชื่อแพทย์ผู้ตรวจ หมายเลขบัตรผู้ป่วยหรือเอชเอ็น และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน”

ด้วยการเชื่อมต่อกับเวชระเบียน ระบบจะได้สิทธิตรวจสอบข้อมูลผลตรวจในแล็บ เพื่อที่จะใช้ผลของแล็บนั้นเป็นข้อมูลอ้างอิงของการวินิจฉัยโรค ระบบจะแนะนำให้แพทย์ทราบถึงแนวทางการส่งผู้ป่วยไปตรวจต่อในห้องแล็บที่จำเป็น เช่น การตรวจดูความเร็วในการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) หรือตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC) เลือด และการส่งตรวจแล็บอื่น ๆ

***เชื่อม AI เข้าเวชระเบียน-ขอเวลาฉลาดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทดลองพบว่า AI ผู้ช่วยแพทย์ยังไม่เฉลียวฉลาดเต็มที่ในระยะแรก และแพทย์จะต้องมีการสอนหรือเทรน AI ในส่วนนี้ ซึ่งหากแพทย์รู้สึกว่าผลแล็บที่ระบบแนะนำไว้ยังไม่ครบถ้วน ก็สามารถคลิกเพิ่มได้ และเมื่อตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว จะสามารถคลิกส่งตรวจได้เลย ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกนำไปปรับปรุงระบบ AI ทำให้มีความแม่นยำขึ้น อาจมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้นจนถึงระดับการแนะนำให้ส่งตรวจสมรรถภาพปอดในอนาคต

จาก Ai ตัวแรก ระบบจะส่งข้อมูลสู่ AI ตัวที่สอง ซึ่งการสาธิตแสดงชัดว่า ”เมาส์” หรือตัวชี้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นขยับได้เองจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง การดำเนินการนี้เกิดขึ้นโดยโรบ็อท ซึ่งพัฒนาโดย IBM Robotic Process Automation หรือ RPA ทำให้ระบบบ็อทสามารถทำรายการแทนแพทย์และพยาบาล ด้วยการรอรายการแล็บที่แนะนำมาจาก Ai Assistant ตัวแรก และเปิดระบบที่ปกติแพทย์และพยาบาลใช้ในการสั่งตรวจแล็บ เพื่อทำรายการแทน

“อันนี้หมอชอบเพราะจะได้ไม่ต้องสั่งเอง ขั้นตอนนี้ บ็อทจะเป็นผู้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องมีมนุษย์คอยควบคุมคีย์บอร์ดหรือเมาส์ ระบบจะคีย์ข้อมูลตามที่ AI Assistant แนะนำไว้ไปเรื่อย ๆ จนครบ หากมีข้อมูลใดที่จะต้องถูกเลือกเพิ่มเติม บ็อทจะเป็นผู้เลือกให้ เมื่อนางพยาบาลไม่ต้องรับผิดชอบการกดสั่งงานบนคอมพิวเตอร์ ก็จะไปดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่มากขึ้น คาดว่าเป็นประโยชน์มากในหอผู้ป่วยฉุกเฉินหรือ ER”

เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกแสดงสถานะสำเร็จและกดบันทึก AI ตัวสุดท้ายจะถูกวางตัวให้จัดการทำนัด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีรายละเอียดมากให้ต้องจัดการระหว่างแพทย์ ห้องปฏิบัติการ และผู้ป่วย แต่ระบบ AI จะสามารถแนะนำวันที่ต้องการนัดหมายผู้ป่วยในระยะเวลาที่ต้องการอย่างอัตโนมัติ ระบบสามารถลงเวลา กดยืนยัน และจบขั้นตอนการทำนัดผู้ป่วยล่วงหน้าโดยประหยัดเวลาแพทย์และนางพยาบาลได้

***ไม่มีชื่อแพทย์ ลบทุกข้อมูลที่อาจไล่เรียงถึงบุคคล

8232;8232;8232;ผศ.นพ.กฤษณ์ อธิบายถึงการไม่ลบเพียงข้อมูลผู้ป่วย แต่ยังลบข้อมูลชื่อแพทย์ และพยาบาลออกจากระบบ AI นี้ ว่าเป็นไปตามกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย และกฏหมายด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจะรองรับการขยายผลสู่การพัฒนา AI โมเดลอื่นบนคลาวด์ได้ต่อเนื่อง

“ที่ต้องปิด เพราะต่อให้เอา AI มาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์คณะแพทย์ แต่ AI ก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ปีหน้าจะฉลาดมากขึ้น และไปฉลาดบนคลาวด์ มากกว่าอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ เราจึงวางแผนให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อย้ายข้อมูลไปบนคลาวด์ การกำหนดกรอบให้ปิดข้อมูลส่วนตัวไว้จะเอื้อให้เกิดการย้ายข้อมูลไปบนคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย เราอาจจะปิดมากกว่านั้นก็ได้ เพราะมีข้อมูลอ่อนไหว เช่น บางคนที่เป็นโรคเฉพาะ หรืออาจเป็นคนไข้คนเดียวใน รพ. ซึ่งต้องปิดรายละเอียดข้อมูลเพราะจะระบุตัวตนได้ “

8232;8232;8232;ผศ.นพ.กฤษณ์ยอมรับว่าแม้ประเด็นการปิดข้อมูลส่วนตัวเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้ AI ไปยากในวงการแพทย์ไทย แต่จำเป็นต้องทำเพราะเป็นกฏหมาย และเมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่าสามารถขยายผลได้ โดยการทำโปรเจ็กต์นี้ไม่มีการเพิ่มบุคลากรเพื่อคัดกรอง หรือต้องสร้างฐานข้อมูลใหม่ที่ไม่มีชื่อผู้ป่วย เนื่องจากการเซ็นเซอร์ข้อมูลทำได้ในระดับฐานข้อมูลหลักผ่านการคลิกเพื่อปิดได้อย่างสะดวก

นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ IBM ประเทศไทย กล่าวว่า จุดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่การให้ความสำคัญกับระบบธรรมาภิบาล AI และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาและการบริการผู้ป่วย

“การเริ่มต้น AI ที่ถูกต้อง คือการใช้อย่างรับผิดชอบ เกิดได้จากการตั้งคำถาม โดยผู้ปวยมีสิทธิในการเลือก และแพทย์ก็มีสิทธิในการรักษาตามกรอบปฏิบัติที่ดี ทั้งหมดนี้ต้องสร้างตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะนำ AI มาใช้ ในอนาคตเมื่อ AI ขยาย ก็จะไม่ต้องมานั่งแก้ไข ซึ่งเรื่องนี้เป็นกรอบการทำงานที่คณะแพทย์ มช. ให้ความสำคัญมากและทำตั้งแต่วันแรก”

ที่สุดแล้ว “AI ผู้ช่วยหมอ” แห่งโปรเจ็กต์ IBM และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้กลายเป็น Agentic AI สำหรับโรงพยาบาลแห่งแรกของอาเซียน ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นต้นแบบให้วงการแพทย์ในภูมิภาคต่อไป.

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...