โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Open Banking Data อีกขั้นของบริการทางการเงินที่สะดวก-ตรงใจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 มี.ค. 2567 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2567 เวลา 08.42 น.

คอลัมน์ : แบงก์ชาติ ชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

The Power of Data เมื่อข้อมูลคือพลังของประชาชน

ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่บนอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือน “ขุมทรัพย์” ที่ประเมินค่าไม่ได้

ในภาคการเงินก็เช่นกัน เพราะบริการต่าง ๆ เปลี่ยนโฉมไปมาก คนไทยหลายกลุ่มเริ่มคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การผ่อนชำระหนี้ การลงทุน หรือการจ่ายค่าสาธารณูปโภค และยังมีข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในอีกหลายมิติที่จะเป็น “พลัง” ของเจ้าของข้อมูล เพราะจะช่วยสะท้อนพฤติกรรม จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความเสี่ยง ในการเข้าถึงบริการทางการเงินได้ โดยเฉพาะการขอสินเชื่อ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ถูกนำมา
ใช้ให้ตรงกับความต้องการอย่างเต็มที่

เรามองว่า “ข้อมูลเป็นของประชาชน” และประชาชนมีสิทธิที่จะให้ข้อมูลของตนเองกับผู้ให้บริการทางการเงิน เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในระยะต่อไปแบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีเป้าหมายที่จะผลักดัน “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามสิทธิของผู้ใช้บริการ” (Open Banking Data for Consumer Empowerment) ให้เกิดขึ้นภายในปี 2568 เพื่อช่วยยกระดับบริการต่าง ๆ ในภาคการเงินให้ดียิ่งขึ้น

และเพื่อให้เห็นภาพ เราลองมาดูตัวอย่างความลำบากเกี่ยวกับข้อมูลทางการเงินที่หลายคนต้องเจอในปัจจุบันกัน

1.การรับส่งและตรวจสอบเอกสารที่ยุ่งยาก

“ขั้นตอนเกี่ยวกับเอกสาร” อาจเป็นด่านหินด่านแรกที่ทำให้หลายคนถอดใจไม่ไปต่อในการขอสินเชื่อ ไหนจะต้องกรอกแบบฟอร์ม ไหนจะต้องทำสำเนา แล้วยังต้องรับรองเอกสาร และไปยืนยันตัวตนที่ธนาคารอีก ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการขอสินเชื่อจากผู้ให้บริการหลายรายในคราวเดียวกัน

แต่ต่อไปด้วยกลไก Open Banking Data ผู้ขอกู้สามารถยินยอมให้ข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ถูกส่งไปให้สถาบันการเงิน เพื่อรวบรวมและใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนรับส่งและตรวจสอบเอกสาร ให้สะดวก รวดเร็ว และไม่ซ้ำซ้อน เหมือนทุกวันนี้ และจะช่วยให้การเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายรายพร้อมกันทำได้ง่ายขึ้น สถาบันการเงินเองก็สามารถลดขั้นตอน เวลา และค่าใช้จ่ายในการจัดการและประมวลผลข้อมูล เพราะข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้ และมีการรับรองความถูกต้องจากต้นทางมาแล้ว

2.กลุ้มใจขอสินเชื่อทีไรก็ผ่านยาก

สำหรับคนที่ทำอาชีพอิสระ หรือฟรีแลนซ์ รวมทั้งแม่ค้าออนไลน์ อาจไม่มีประวัติการเงิน ไม่มีรายได้ประจำ หรือสลิปเงินเดือน การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินจึงอาจเป็นเรื่องยาก หรือได้รับวงเงินกู้น้อย เพราะสถาบันการเงินไม่มั่นใจว่าผู้ขอกู้รายนี้จะผ่อนชำระเป็นประจำได้จนจบหรือไม่

ซึ่งในอนาคตกลุ่มนี้จะสามารถใช้ข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อถือ เช่น การยื่นภาษี เงินสมทบประกันสังคม ประวัติการใช้บริการทางการเงินกับผู้ให้บริการรายอื่น ประวัติการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่างวดต่าง ๆ เพื่อมาใช้ขอสินเชื่อได้ ซึ่งข้อมูลทางเลือกเหล่านี้จะช่วยให้สถาบันการเงินรู้จักตัวตนของผู้ขอกู้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงสถานะทางการเงิน แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมและวินัยทางการเงิน และอาจทำให้สบายใจที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

3.จะมีไหมบริการที่ใช่สำหรับฉัน

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่รายได้ไม่แน่นอน นอกจากปัญหาเรื่องขอสินเชื่อยากแล้ว ยังต้องเจอกับปัญหาสินเชื่อที่มีเงื่อนไขการชำระ อัตราดอกเบี้ย และการค้ำประกัน ที่ไม่เหมาะกับลักษณะรายรับและรายจ่ายในชีวิตประจำวันด้วย

คนกลุ่มนี้ที่ “รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะมีสินเชื่อที่เหมาะกับตัวเอง” ต่อไปจะสามารถใช้ข้อมูลอื่น ๆ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอีคอมเมิร์ซ ปริมาณการใช้ไฟฟ้า การถือครองสินทรัพย์อย่างที่ดิน รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ในการขอสินเชื่อได้ ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินเข้าใจลักษณะของธุรกิจ รวมถึงแพตเทิร์นรายได้และค่าใช้จ่ายของผู้กู้ที่ชัดเจนขึ้น และนำไปออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ สำหรับ “คนที่ไม่รู้จะวางแผนทางการเงินของตัวเองอย่างไร” เพราะมีรายได้จากหลายแหล่ง และมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท หรือมีเจ้าหนี้หลายราย อีกหน่อยเมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการ ก็จะกระตุ้นให้เกิดบริการใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยวางแผนและบริหารเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ซับซ้อนนี้ได้ เช่น การรวบรวมข้อมูลทรัพย์สินและหนี้สิน การวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนทางการเงิน เช่น การลงทุน การออม การขอสินเชื่อ ตลอดจนการให้คำแนะนำการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งยังจะเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อยด้วย

ทั้งหมดนี้เราได้เห็นตัวอย่างจากหลายประเทศที่แสดงให้เห็นถึงผลดีของ Open Banking Data โดยเฉพาะการแข่งขันกันของผู้ให้บริการ เพื่อพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ เช่น การคำนวณคะแนนเครดิต (Credit Scoring) เพื่อใช้ขอสินเชื่อในอังกฤษและเกาหลีใต้ และการพัฒนามาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานกลาง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการทางดิจิทัลต่าง ๆ

อย่างเช่น แอปพลิเคชั่นที่ใช้เชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลที่เรียกว่า SingPass ของสิงคโปร์ และแพลตฟอร์มที่ใช้ยืนยันตัวตนที่ชื่อว่า Aadhaar ของอินเดีย

ในช่วงเริ่มต้นนี้ แบงก์ชาติจึงมุ่งไปที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการในภาคสถาบันการเงินก่อน เพราะมีข้อมูลที่จะต่อยอดบริการใหม่ ๆ อยู่จำนวนมาก และมีความพร้อมกว่า และค่อยทยอยเชื่อมโยงไปยังภาคส่วนอื่น ๆ โดยจะร่วมกับผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยและการใช้ข้อมูลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม การใช้โครงสร้างพื้นฐานและระบบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รวมถึงแนวทางกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจว่า กฎ กติกา มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ มีความเหมาะสมและสามารถผลักดันให้ “ข้อมูล” กลายเป็น “พลัง” ในการเดินเครื่องนวัตกรรมทางการเงินในบ้านเราได้อย่างแท้จริง

แล้วพบกันใหม่ค่ะ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Open Banking Data อีกขั้นของบริการทางการเงินที่สะดวก-ตรงใจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...