คิดว่าซีรีส์ “หงสาวดี” แฝงนัยยะการเติบโตของมนุษย์ที่อยู่กลางโลกของอำนาจหรือไม่?
LSA Thailand
อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. เวลา 03.58 น. • Lifestyle Asia Thailandถ้ามองเผินๆ “หงสาวดี” อาจดูเป็นซีรีส์พีเรียดฟอร์มใหญ่ที่นำเสนอมิตรภาพระหว่าง “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่รับบทโดย “ตรี-ภรภัทร ศรีขจรเดชา” และ “พระมหาอุปราชา” หรือ “มังจีชวา” รับบทโดย “นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ” ร่วมด้วยฉากสงคราม ความยิ่งใหญ่ของราชสำนัก และความเข้มข้นของประวัติศาสตร์ไทย-พม่า แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจกว่าการเป็นแค่ซีรีส์ย้อนยุคคือเรื่องของ “มนุษย์” ที่ถูกบังคับให้เติบโตอยู่กลางโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่กว่าตัวเองเสมอ ซีรีส์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดย oneD ORIGINAL ออกอากาศทางช่องวัน 31 และพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกที่การเมือง การครองแผ่นดิน และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงกดทับที่กำหนดชะตาชีวิตของทุกคนในเรื่องโดยตรง
อีกนัยยะที่แฝงอยู่ในหัวใจของ “หงสาวดี” คือคำถามที่ว่า “คนคนหนึ่งต้องเสียอะไรไปบ้างเพื่อจะอยู่รอดในโลกที่อำนาจเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง?” เมื่อพระเจ้าบุเรงนองมีพระบัญชาให้เมืองพิษณุโลกส่งพระนเรศไปเป็นองค์ประกัน เรื่องราวจึงไม่ได้เริ่มจากชัยชนะ แต่เริ่มจากการถูกพรากจากบ้าน ถูกบังคับให้เรียนรู้โลกของผู้ชนะ และต้องเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่ไม่มีสิทธิ์เลือกชะตาของตัวเองเลย จุดนี้เองที่ทำให้ “หงสาวดี” ทำงานได้มากกว่าแค่เรื่องประวัติศาสตร์ เพราะมันคือ coming-of-age story ของผู้นำคนหนึ่งที่ไม่ได้เติบโตผ่านความฝัน แต่เติบโตผ่านแรงกดดัน ความสูญเสีย และการต้องมองอำนาจอย่างใกล้ชิดเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งควรเผชิญ
สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคือในโลกของ “หงสาวดี” ไม่มีใครเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายแบบตื้นๆ หากมองตามโครงสร้างเรื่อง พระเจ้าบุเรงนองไม่ได้ถูกวางไว้เพียงในฐานะศัตรูของฝั่งอยุธยา แต่เป็นตัวแทนของนักสร้างจักรวรรดิที่มองอำนาจในระดับแผ่นดิน ขณะที่พระนเรศถูกวางเป็นนักปลดแอกผู้เติบโตขึ้นมาพร้อมภาระของการทวงคืนศักดิ์ศรีให้แผ่นดินของตัวเอง เมื่อมองแบบนี้ “หงสาวดี” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการรบพุ่ง แต่เป็นการปะทะกันของภาวะผู้นำสองแบบ แบบหนึ่งเชื่อในอำนาจจากการครอบครอง อีกแบบเชื่อในอำนาจจากการปลดพันธนาการ สิ่งนี้ทำให้ซีรีส์มีน้ำหนักทางความคิดมากกว่าละครสงครามทั่วไป เพราะความขัดแย้งของเรื่องไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังส่วนตัว แต่มาจากคนที่มองโลกและอำนาจต่างกันโดยสิ้นเชิง
อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้เข้มข้นคือความจริงที่ว่า ทุกตัวละครใน “หงสาวดี” ต้องเลือกระหว่างสิ่งที่สำคัญเท่าๆ กันเสมอ ระหว่างครอบครัวกับบ้านเมือง ระหว่างหน้าที่กับความรู้สึก ระหว่างความอยู่รอดกับศักดิ์ศรี พระสุพรรณกัลยา พระมหาธรรมราชา พระวิสุทธิกษัตรีย์ หรือแม้แต่ตัวละครฝั่งหงสาวดีเองอย่างพระเจ้านันทบุเรง และมังจีชวา ต่างถูกผลักให้อยู่ในจุดที่ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบ สิ่งนี้ทำให้ “หงสาวดี” มีความร่วมสมัยอย่างน่าประหลาดเพราะมันสะท้อนโลกจริงที่ผู้มีอำนาจมักไม่ได้เลือกในสิ่งที่ “ถูก” ที่สุด แต่เลือกในสิ่งที่ “จำเป็น” ที่สุดในเวลานั้น และหลายครั้งการตัดสินใจที่ช่วยรักษาแผ่นดินก็อาจทำลายความสัมพันธ์ส่วนตัวไปพร้อมกัน
ในเชิงดราม่าซีรีส์ยังทำงานได้ดีเพราะเดิมพันของตัวละครสูงเกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องรักหรือความแค้นส่วนตัว ทุกการตัดสินใจในเรื่องโยงไปถึงอนาคตของรัฐ การสวามิภักดิ์หนึ่งครั้งอาจหมายถึงความสงบชั่วคราวของบ้านเมือง แต่ก็แลกมากับการสูญเสียอำนาจอธิปไตย การส่งองค์ประกันอาจช่วยหยุดสงครามได้ชั่วคราว แต่ก็ทิ้งบาดแผลทางการเมืองและส่วนตัวไว้ยาวนาน นี่คือโลกของเรื่องที่ไม่มีคำว่าตัดสินใจเล็กๆ เพราะทุกการเลือกมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นมักไม่ตกอยู่กับคนเลือกเพียงคนเดียว แต่กระจายไปถึงคนทั้งแผ่นดิน
สิ่งที่ทำให้ “หงสาวดี” ยังน่าดูในฐานะซีรีส์ยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่ความยิ่งใหญ่ของโปรดักชันหรือความเป็นมหากาพย์ แต่คือการที่มันแตะคำถามสากลเรื่องอำนาจได้ชัดเจนว่า “อำนาจทำให้คนเติบโตขึ้น หรือทำให้คนค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไป?”, คนที่เกิดมาในโลกการเมืองมีสิทธิ์จะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาหรือไม่? และ “สุดท้ายแล้วคนที่ชนะสงครามคือผู้ชนะจริงหรือ หรือเป็นเพียงคนที่เหลืออยู่บนสนามรบหลังทุกอย่างพังทลายไปแล้ว?” คำถามเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้เรื่องราวแบบ “หงสาวดี” ไม่เคยเก่า เพราะมันไม่ได้เล่าแค่อดีต แต่มันเล่าโครงสร้างของอำนาจที่มนุษย์ทุกยุคยังต้องเผชิญเหมือนเดิม
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่เรื่องราวอย่าง “หงสาวดี” ถูกหยิบมาเล่าใหม่อยู่เสมอ ไม่ใช่เพราะเราหลงใหลสงครามในอดีตหรือมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองพระมหากษัตริย์ แต่เพราะเรายังสนใจคำถามเดิมที่มนุษย์ถามกันมาตลอดว่า “ถ้าการจะอยู่รอดในโลกของอำนาจต้องแลกกับบางอย่างเสมอ สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรรักษาไว้ที่สุดคือแผ่นดิน ศักดิ์ศรี หรือหัวใจของตัวเองกันแน่?”
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.