โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยอมรับ“วิกฤติพลังงาน”รุนแรงที่สุด ดึงกำไรโรงกลั่นอุ้มประชาชน-เหล็กสุดอั้นขึ้น 15%

Thairath Money

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานว่า ขณะนี้ เป็นวิกฤติที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย เพราะราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 เหรียญฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า รุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดที่เพียง 150 เหรียญฯ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท แม้มีวงเงินกู้ 150,000 ล้านบาทรองรับการชดเชยราคาแทนประชาชนได้ประมาณอีก 2 เดือน

“หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ก็น่ากังวล เพราะการบริหารราคาช่วงนี้ยากลำบาก ต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันช่วงที่ผ่านมา ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชาก ที่อาจทำให้กักตุน หรือลักลอบส่งออก ผมสั่งการให้สำนักงานพลังงานจังหวัด เข้มงวดตรวจสอบปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการกักตุน ขณะเดียวกัน ยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหาร”

สำหรับโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นน้ำมัน การคำนวณสต๊อกน้ำมันเก่า-ใหม่ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ตามหลักสากลนั้น โรงกลั่นต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติม เช่น War Premium (ค่าประกันภัยสงคราม) ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม

“ช่วงวิกฤตินี้ ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามาส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) จึงต้องนำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาทมาเป็นเกณฑ์การพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เชิญโรงกลั่นน้ำมันหารือ เพื่อหาจุดสมดุลแล้ว ล่าสุดได้รับความร่วมมือจาก กลุ่มปตท. และ บางจาก ที่จะได้ข้อสรุปในรูปแบบการช่วยเหลือว่าจะลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง กระทรวงพลังงานพยายามหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกินมาช่วยแบ่งเบาภาระ เชื่อมั่นว่า โรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นคนไทย จะให้ความร่วมมือฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกันให้ได้”

ด้านนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวว่า เดือนเม.ย.นี้ ผู้ประกอบการเหล็ก จำเป็นต้องปรับราคาเหล็กทุกประเภท 10-15% แม้ได้พยายามบริหารจัดการต้นทุนจากทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคแล้ว แต่ถ้าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ก็จะปรับขึ้นอีกครั้งในระยะถัดไป หรือในเดือนพ.ค.นี้ แต่อัตราเท่าไร ต้องรอประเมินต้นทุนอีกครั้ง

ทั้งนี้ ไทยไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำ หรือไม่มีแร่เหล็กในประเทศ จึงต้องนำเข้าเศษเหล็กมาหลอมและขึ้นรูป ซึ่งขณะนี้ ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก ทั้งจาก 1.ค่าขนส่ง 2.ราคาพลังงานสูงที่ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 3.ค่าระวางเรือ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาโหด และ4.ค่ากระแสไฟฟ้าที่กำลังจะปรับขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับขึ้นราคา เพื่อทำให้ธุรกิจอยู่รอด และรักษาอัตราการจ้างงาน แม้ในระยะนี้ จะยังไม่เห็นอุตสาหกรรมเหล็กลดจำนวนคนงาน เพราะยังคงมีโครงการก่อสร้างจากภาครัฐ ที่ทยอยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังมีความต้องการใช้เหล็กในประเทศ

“แต่อุตสาหกรรมเหล็ก ยังคงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยสนับสนุนและควบคุมดูแล เช่น เปิดไต่สวนทุ่มตลาดเหล็กจากต่างประเทศ สนับสนุนการใช้เหล็กในประเทศเพิ่มขึ้น ภายใต้โครงการเมด อิน ไทยแลนด์ ของ ส.อ.ท. เพื่อให้เหล็กไทยมีแต้มต่อ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยอมรับ“วิกฤติพลังงาน”รุนแรงที่สุด ดึงกำไรโรงกลั่นอุ้มประชาชน-เหล็กสุดอั้นขึ้น 15%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...