โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมเวียดนามดันแผนฮานอย 100 ปี หวังพลิกโฉมใหม่ทั้งเมืองหลวง

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ทำไมเวียดนามดันแผนฮานอย 100 ปี หวังพลิกโฉมใหม่ทั้งเมืองหลวง

แผนแม่บท ‘ฮานอย 100 ปี’ (Hanoi 100-Year Master Plan) คือ โครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์ที่มุ่งพลิกโฉมโครงสร้าง ‘กรุงฮานอย’ เมืองหลวงของเวียดนามอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ประเด็นสำคัญ

  • รู้จักแผนแม่บท ‘ฮานอย 100 ปี’
  • • เป้าหมายระยะใกล้-ระยะกลาง (ปี 2030-2035)
  • • หมุดหมายสำคัญแห่งชาติ (ปี 2045)
  • • เป้าหมายระยะยาว (ปี 2065)
  • ทำไมเวียดนามต้องดันแผน ‘ฮานอย 100 ปี’
  • ผลกระทบและความท้าทาย

รู้จักแผนแม่บท ‘ฮานอย 100 ปี’

โครงการเชิงยุทธศาสตร์นี้ รัฐบาลเวียดนามประเมินความต้องการเงินลงทุนสูงถึง 6.484 หมื่นล้านล้านดอง หรือประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ทศวรรษข้างหน้า โดยแหล่งเงินทุนจะให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเป็นผู้นำ ควบคู่ไปกับการลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมตั้งเป้าหมายให้ GDP ในเมืองหลวงเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 11% ต่อปี

แผนการนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนโครงสร้างจากเมืองที่มีศูนย์กลางเดียวไปสู่ ‘ระบบหลายศูนย์กลาง’ โดยมีแม่น้ำแดงเป็นแกนหลัก พร้อมทั้งเร่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เพื่อลดความแออัด

โดยกรอบระยะเวลาการพัฒนาและเป้าหมาย แบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้

  • เป้าหมายระยะใกล้-ระยะกลาง (ปี 2030-2035)

ปี 2030: ฮานอยตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเมืองสมัยใหม่ที่มีความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ โดยคาดว่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นแตะ 12 ล้านคน

ปี 2035: เป็นกรอบเวลาแรกของแผนอัปเกรดระบบราง โดยตั้งเป้าสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้าในเมืองให้เสร็จสิ้นเป็นระยะทางกว่า 410 กิโลเมตร

  • หมุดหมายสำคัญแห่งชาติ (ปี 2045)

เป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ระดับชาติของรัฐบาล คือ ความต้องการพาเวียดนามก้าวขึ้นเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ ภายในปี 2045 โดยกรุงฮานอยตั้งเป้าจะเปลี่ยนผ่านเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เมืองเชิงนิเวศ และมหานครที่เชื่อมโยงระดับโลก

คาดว่าประชากรจะพุ่งสูงถึง 14.6 ล้านคน และจะมีการขยายพื้นที่การก่อสร้างรวมถึงพื้นที่เมืองให้กว้างขวางถึงระดับ 125,000 ไปจนถึง 200,000 เฮกตาร์ (หรือประมาณ 1,200-2,000 ตารางกิโลเมตร)

  • เป้าหมายระยะยาว (ปี 2065)

เป็นช่วงขยายผลวิสัยทัศน์ระยะยาว โดยจุดมุ่งหมายสำคัญคือการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะสมบูรณ์แบบที่สุด กรุงฮานอยมีแผนที่จะขยายเครือข่ายรถไฟและรถไฟใต้ดินให้ครบ 14 สาย รวมระยะทางมากกว่า 613 กิโลเมตร ภายในปี 2065 เพื่อเปลี่ยนฮานอยให้กลายเป็นเมืองหลวงที่ลดการพึ่งพารถจักรยานยนต์ในเขตเมือง

แม้โครงการนี้จะเป็นแผนระยะยาวที่มีวิสัยทัศน์มองไปถึง 100 ปี แต่กรอบเวลาดำเนินการและการลงทุนหลักๆ ที่ระบุในขณะนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ช่วง 20 ปีข้างหน้า ไปจนถึงหมุดหมายสำคัญในปี 2045

ทำไมเวียดนามต้องดันแผน ‘ฮานอย 100 ปี’

เวียดนามจำเป็นต้องมีแผนแม่บทนี้ เพื่อรับมือกับ ‘ความท้าทายรอบด้าน’ ที่เกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวของประเทศ โดยมีเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้

1.เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรอย่างก้าวกระโดด (Population Boom)

ฮานอยจำเป็นต้องเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับประชากรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จากเดิมที่ในปี 2024 มีประชากรอาศัยอยู่แล้วเกือบ 9 ล้านคน ปัจจุบันสภาพเมืองในหลายพื้นที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยที่คับแคบและมีบ้านเรือนปลูกสร้างอย่างแออัดจนถึงขีดจำกัดแล้ว

  • 2. เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานตึงตัวและยกระดับคุณภาพชีวิต

การเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างพื้นฐานรับภาระหนัก นำไปสู่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก แรงกดดันต่อบริการสาธารณะ และปัญหาน้ำท่วมเรื้อรัง แผนแม่บทนี้จึงมุ่งยกระดับระบบระบายน้ำใต้ดิน เสริมระบบป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำแดง และสร้างเครือข่ายรถไฟใต้ดิน เพื่อเปลี่ยนฮานอยจากเมืองที่พึ่งพารถมอเตอร์ไซค์ไปสู่เมืองที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก

  • 3. เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายทางเศรษฐกิจสู่การเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’

โครงการอภิมหาโปรเจกต์นี้ออกแบบมา เพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งเป้าให้กรุงฮานอยมี GDP เติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 11% ต่อปี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติที่รัฐบาลต้องการผลักดันเวียดนามให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045

  • 4. เพื่อรื้อโครงสร้างผังเมืองใหม่และแก้ปัญหาความผิดพลาดในอดีต

ที่ผ่านมาการพัฒนาเมืองของเวียดนามมัก ‘ไม่สอดคล้อง’ กับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดปัญหารถติดสะสม แผนแม่บทนี้จึงเปลี่ยนแนวทางมาเป็น ‘การนำด้วยโครงสร้างพื้นฐาน’ คือสร้างถนนและรถไฟฟ้าให้เสร็จก่อนพัฒนาพื้นที่เมืองตามมา นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนฮานอยจากเมืองที่มีศูนย์กลางแออัดเพียงแห่งเดียว ให้กลายเป็น ‘มหานครแบบหลายศูนย์กลาง’ (Polycentric model) ที่กระจายความเจริญและเชื่อมโยงกับ 6 จังหวัดโดยรอบ

  • 5. เพื่อแก้ปัญหาราคาที่อยู่อาศัยแพง

จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใจกลางเมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนสร้างภาระให้กับประชาชน การขยายโครงข่ายคมนาคมออกไปยังพื้นที่รอบนอก จะช่วยเปิดหน้าดินใหม่ที่มีราคาถูกกว่า ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้ปานกลาง

แผนนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลด้านสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดของพื้นที่ดิน โดยมีโครงการพลิกฟื้นพื้นที่ริมแม่น้ำแดงระยะทาง 80 กิโลเมตร ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับเมืองหลวง

แม่น้ำแดงจะถูกปรับให้เป็น ‘แกนกลาง’ ของการเติบโตของเมืองในอนาคต พร้อมทั้งยกระดับระบบป้องกันน้ำท่วม และเพิ่มสะพานข้ามแม่น้ำแดงใหม่อีก 7 แห่ง ซึ่งบางแห่งกำหนดแล้วเสร็จในปี 2027

ผลกระทบและความท้าทาย

การผลักดันตามแผนแม่บทนี้จะต้องมีการโยกย้ายประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดิน เพื่อหลีกทางให้มีการสร้างสวนสาธารณะ สะพาน ถนน และรถไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนทางเลือกในการชดเชยนั้น รัฐมีการเสนอค่าชดเชยหลากหลายรูปแบบ ทั้งเงินสด การสลับที่ดิน โควตาอพาร์ตเมนต์ หรือสิทธิซื้อที่อยู่อาศัยในราคาถูก โดยกระบวนการเวนคืนมีความรวดเร็วขึ้นมากในปัจจุบัน แต่ก็ยังสร้างความกังวลและความเครียดให้กับชาวบ้าน บางส่วนพอใจกับเงินชดเชยที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเจรจา แต่บางส่วนในย่านหรูหราอย่าง West Lake ก็ออกมาประท้วง หลังโดนสั่งย้าย

ปัจจุบันราคาอพาร์ตเมนต์ในกรุงฮานอยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ดอลลาร์ต่อตารางเมตร การขยายโครงสร้างพื้นฐานออกไปยังพื้นที่รอบนอกที่มีราคาที่ดินถูกกว่า จะช่วยให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างบ้านที่ราคาจับต้องได้มากขึ้นสำหรับชนชั้นกลางและครอบครัวรุ่นใหม่

ทางด้านอดีตผู้อำนวยการกรมผังเมืองเน้นย้ำว่า กรุงฮานอยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี มีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้กว่า 6,000 แห่งและหมู่บ้านหัตถกรรมกว่า 1,300 แห่ง แผนพัฒนานี้จึงต้องบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้าไป แทนที่จะเข้าไปทำลายหรือลอกเลียนแบบต่างชาติมาโดยตรง

อุปสรรคสำคัญที่สุดในการดำเนินโครงการนี้ คือ ‘ข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคล’ รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องแบ่งการพัฒนาเป็นระยะๆ ให้สอดคล้องกับขีดความสามารถทางการเงินและเทคนิคที่มีอยู่

แฟ้มภาพ: Elias Bitar / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...