โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 สส. ปชน. โต้แม่ทัพภาค 4 ปมลอบสังหาร สส. ชี้คำพูด ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ทำประชาชนหวาดกลัว

THE STANDARD

อัพเดต 14 เม.ย. เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. เวลา 03.34 น. • thestandard.co
2 สส. ปชน. โต้แม่ทัพภาค 4 ปมลอบสังหาร สส. ชี้คำพูด ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ทำประชาชนหวาดกลัว

วันนี้ (13 เมษายน) รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยกับวาทะของแม่ทัพภาคที่ 4 หลังถูกผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์กรณีเหตุลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวใช่หรือไม่ โดยแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พร้อมตอบคำถามดังกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”

รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า นี่ถือเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของแม่ทัพภาคที่ 4 หรืออีกหมวกหนึ่งคือ ผอ.รมน. ภาค 4 สน. ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชน กรณีเหตุการณ์ลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

รอมฎอนกล่าวว่า โดยปรากฏข้อเท็จจริงของคดีว่ามีส่วนเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. และกองทัพหลายคน รวมไปถึงยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถยนต์ของ กอ.รมน. แต่ในระหว่างที่ไล่เรียงเนื้อหาในการแถลงนั้น ท่านขอตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบปิดไมค์ ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ไป โดยท่านพูดว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”

ฟังด้วยใจเป็นธรรม รูปประโยคนั้นเหมือนจะเป็นการปฏิเสธว่ากองทัพเข้าไปมีส่วนในเหตุสังหาร ซึ่งถ้าพูดตรง ๆ ก็พอจะเข้าใจได้

ประโยคนี้ทำให้สาระสำคัญของการแถลงข่าวทั้งหมดแทบจะไม่มีความหมายอะไร ที่จริงแล้วมีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ อยู่พอสมควร แต่ต้องบอกว่าคนอยากจะฟังและเห็นการเปิดปากครั้งแรกของผู้นำหน่วย กอ.รมน. มากกว่า ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียง ท่วงทำนอง และภาษากายจึงสำคัญมาก การจงใจปิดไมค์เพื่อพูดประโยคสำคัญนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะอาจสะท้อนจุดยืนและความคิดของผู้นำได้ดีกว่าถ้อยแถลงที่เป็นทางการตอนเปิดไมค์

รอมฎอนกล่าวว่า คำพูดที่สะท้อนวิธีคิดเช่นนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า การใช้กำลังที่ไม่ปล่อยให้รอดนั้นใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมในการแก้ไข “ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือไม่ แนวทางเช่นนี้ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาของท่านหรือไม่ ท่าน ผบ.ทบ. ซึ่งเลือกท่านข้ามภาคจากแนวปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มานั่งคุมทัพภาคใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในวิธีคิดและวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือไม่ และท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน รับรู้และเห็นชอบกับแนวทางเช่นนี้ด้วยหรือไม่

ในคำแถลงความคืบหน้ากรณีลอบสังหารผู้แทนราษฎรแล้วมีคำพูดแบบนี้ออกมานั้น สะท้อนความไม่เข้าใจต่อสถานการณ์และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างถึงราก ตนอยากเห็นนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.รมน. และรอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ได้พิจารณาทบทวนการทำหน้าที่และบทบาทของแม่ทัพนรธิปโดยด่วน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคำพูดปิดไมค์ในวันนี้ คือคำถามที่ตามมาว่า ตกลงแล้ว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพ มีปฏิบัติการที่ “ไม่ปล่อยให้รอด” ไปแล้วด้วยหรือไม่ มีไปแล้วกี่กรณี และในอนาคต แนวทางที่เป็นส่วนตัวเช่นนี้ จะกลายเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้วยหรือไม่

ขณะที่ กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด” คือถ้อยคำที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เมื่อออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่

โดยนัยของการสื่อสาร พล.ท. นรธิป อาจต้องการสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารดังกล่าว เพราะหาก กอ.รมน. เป็นผู้สั่งการ สส. กมลศักดิ์ จะไม่รอดจากเหตุการณ์

การพูดในท่วงทำนองนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ กอ.รมน. พ้นจากการถูกตั้งคำถามจากสังคมได้ เพราะไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวและการเปิดเผยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องรถที่ใช้ก่อเหตุและตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่ยังทำให้สังคมมีความกังขาต่อทั้งตัว พล.ท. นรธิป และ กอ.รมน. มากขึ้น เนื่องจากคำพูดดังกล่าวอาจถูกตีความว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หรืออาจถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. สามารถทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมาย ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง

ซึ่งโดยหลักการแล้ว กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ การปฏิบัติการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) และตรวจสอบได้ (accountability) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และการผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ดังนั้น การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐสามารถใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้

เฉพาะเหตุการณ์การลอบสังหารผู้แทนราษฎร ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และเพื่อลดทอนข้อกังวลของสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการลอยนวลพ้นผิด

หากจะตั้งคำถามไปให้ไกลกว่าคดีที่เกิดขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทัศนคติในลักษณะนี้มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่ แม้จะมีการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่องและมหาศาล และทัศนคติดังกล่าวก็ห่างไกลจากหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ กอ.รมน. มักอ้างว่าใช้เป็นหลักการสำคัญในการทำงาน

สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม การทบทวนในเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็น ทั้งในด้านการเสริมกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาทางทหาร เช่น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีตัวแทนจากภาคพลเรือน การรายงานความคืบหน้าคดีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับกระบวนการทำงานให้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...