“เราอยากสร้างพื้นที่ให้นักดนตรีไทย” คุยกับทีม Seathencity พาเสียง ‘ดนตรีไทย’ ไปสู่เพลงระดับโลก
รู้หรือไม่ ทีมงานที่ทำดนตรีให้รายการร้องข้ามกำแพง —รายการที่ว่ากันว่าใครมาออกก็ร้องเพราะทุกคน!?— คือหนึ่งในสมาชิกของทีม ‘Seathencity’ ที่มีส่วนร่วมในเพลงที่เพิ่งชนะรางวัลแกรมมี่ (Grammy Awards)
“สุดท้ายแล้ว Grammy Awards เป็นแค่เครื่องประกอบ เพราะพันธกิจหลักของพวกเราคือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ดนตรีไทยเท่านั้นเอง” หนึ่งในสมาชิกของทีมบอกกับเรา
‘Seathencity’ คือทีมนักดนตรีไทย ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเสียงดนตรีประกอบเกม Sword of the Sea โดยพวกเขานำเสียงของเครื่องดนตรีไทย ไปอยู่ในเพลงประกอบ จนท่วงทำนองของเครื่องดนตรีไทยก้าวไกลสู่เวทีสากล และคว้ารางวัลระดับโลก
พวกเขาอยากผลักดันดนตรีไทยให้ข้ามพรมแดน พวกเขาฝันอยากเห็นนักดนตรีไทยเป็นอาชีพที่มีพื้นที่และมีเกียรติ สำนักข่าว TODAY สนทนากับสามสมาชิกของทีม Seathencity
นำโดย ทัช-ณัฐพงษ์ พันธุ์เพ็ชร์ (music director/Compose) , เหนือ-นำภาค ศรีบัณฑิตมงคล (Film composer/Sound designer) และเปียโน-ปวรินทร์ พิเกณฑ์ (composer) ว่าด้วยกระบวนการทำงาน การผสมผสานดนตรีไทยเข้่ากับดนตรีระดับโลก และความฝันที่อยากเห็นวงการดนตรีไทยเติบโตสู่ระดับสากล
[รวมตัวกันเป็นทีม Seathencity ได้อย่างไร]
ปวรินทร์: พวกเราเป็น music contractor มีหน้าที่หานักดนตรีเพื่อบันทึกเสียง โดยใช้ดนตรีไทยและดนตรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้นักแต่งเพลงทั่วโลก ไม่ว่าจะสำหรับภาพยนตร์ เกม ซีรีส์ หรืออื่นๆ
พวกเรารวมตัวกันโดยที่ทุกคนมีพื้นฐานการเล่นดนตรีไทย หรือดนตรีพื้นบ้าน ก่อนจะผันตัวเองเป็นนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ หรือ sound engineer แล้วจึงเอาศาสตร์เหล่านั้นมาทำให้ดนตรีไทย หรือดนตรีพื้นบ้านถูกใช้และอยู่ในสื่อต่างๆ มากขึ้น ผ่าน Seathencity
ณัฐพงษ์: ผมกับเหนือ (นำภาค) เรียนระนาดมาด้วยกัน จนปริญญาตรีก็แยกย้ายกันไปเรียน พอจบก็กลับมาเจอกันและคิดว่าหาอะไรทำกันดี ก็เลยเริ่มรับงานทำดนตรีประกอบโฆษณาทั่วไป และเน็ตฟลิกซ์ก็มาจ้าง เราก็เลยดึงพี่เปียโน (ปวรินทร์) เข้ามา เพราะพี่เปียโนมีคอนเนคชันและเครือข่ายเยอะ มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทยลึกมาก เช่น หมากกะโหล่ง กลองปูจา เป็นต้น พวกเราก็เลยฟอร์มทีมขึ้นมาตั้งแต่วันนั้น
นำภาค: โปรเจ็กต์แรกที่ทำคือซีรีส์ ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) ตอนนั้นคุณ Austin Wintory นักแต่งเพลง (composer) ติดต่อมาว่าอยากได้นักดนตรีไทย เพื่ออัดเสียงดนตรีไทยในสกอร์ (score) ของซีรีส์ เราจึงมีหน้าที่ในการรวบรวมนักดนตรี เพราะเราพอเข้าใจโปรดักชั่นระดับนี้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง และเราก็มีประสบการณ์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์อยู่แล้ว
นำภาค: จริงๆ ผมกับพี่เปียโน (ปวรินทร์) ไม่เคยเจอกันมาก่อนนะ เราติดตามผลงานกันทางออนไลน์ ผมรู้สึกว่าโปรเจ็กต์นี้ต้องมี ‘ความบ้า’ ประมาณหนึ่งก็เลยชวนพี่เขามาทำงานด้วยกัน อารมณ์เหมือนได้เจอพี่น้องที่พลัดพราก (หัวเราะ) เพราะเรามีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน
การทำงานโปรเจ็กต์นี้มีความสุขมาก เพราะเราได้ใช้ความสามารถด้านดนตรีไทย ได้สื่อสารกับ composer ต่างชาติ ได้อธิบายดนตรีไทยให้เขาเข้าใจ ก็เลยคุยกันว่าทำต่อดีกว่า ใช้โมเดลนี้แหละ และเราก็สร้างขึ้นเป็น Seathencity
[เล่าผลงานที่เคยทำ แบบที่พูดชื่อแล้วหลายคนน่าจะร้อง ‘อ๋อ’]
นำภาค: ผลงานที่คนทั่วไปน่าจะรู้จักบ้าง คือซีรีส์ เมืองลับแล ที่ออกอากาศช่อง Workpoint ครับ และซีรีส์จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี รวมถึงหนังที่เพิ่งเข้าอีกสองสามเรื่อง ส่วนตัวจะทำเพลงประกอบภาพยนตร์หรือซีรีส์ครับ
ณัฐพงษ์: ส่วนใหญ่ผมทำรายการของ Workpoint ครับ ถ้าผลงานที่คุณแม่พอจะเอาไปอวดข้างบ้านได้บ้าง (หัวเราะ) ก็คือรายการร้องข้ามกำแพง รายงาน 10FIGHT10 รายการ 3FIGHT3 BASKET BOY และบริษัท XEBIS entertainment ครับ รวมถึงมีเพลงที่เคยแต่งไว้ คือเพลง แฟนกัน 1DAY ของ DOM ครับ
ปวรินทร์: ผมทำ theme song ให้ตัวละครในเกม League of Legend ของค่าย Riot Games ที่ LA เป็นตัวละครชื่อ Lee Sin
โดยช่วยกันเรียบเรียงดนตรีกับ composer ที่อเมริกา ซึ่งมีโอกาสได้ใช้นักดนตรีในทีม Seathencity ด้วย อันที่จริงผมก็ทำหลายแนวมาก ทั้งซีรีส์ ละคร เช่น พระนคร 2410 รวมถึง theme song ของงานประกวดอย่างมิสแกรนด์หรือมิสยูนิเวิร์สในแต่ละปี
[พูดรวมๆ ว่าเป็นเหมือนอาชีพ music director ได้ไหม]
ณัฐพงษ์: จริงๆ ก็มีหน้าที่ต่างกันในแต่ละโปรเจ็กต์ อย่าง music director จะเป็นคนคอยควบคุมแนวทางของดนตรี ส่วนในอีกพาร์ทเราอาจเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำดนตรีขึ้นมาสำหรับศิลปิน หรือบางพาร์ทก็เป็น music consultant ซึ่งคล้ายกับ Seathencity ก็คือให้คำปรึกษาเรื่องการจัดหานักดนตรี โดยเอาดนตรีไทยผสมกับเพลงที่ composer แต่งมา หรือแม้กระทั่งเป็น music composer เอง
นำภาค: บางที composer ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากได้เครื่องดนตรีอะไร เช่น เขาบอกว่าอยากได้อะไรที่คล้ายไวโอลิน เราก็เสนอซอด้วง ซอสามสาย หรือซออู้ เป็นต้น หรือเขาบอกว่าอยากได้เสียงคล้ายฆ้องแต่ประหลาดๆ เราก็เสนอหมากกะโหล่ง เป็นต้น เราจะเสนอตัวอย่างว่าลองแบบนี้ไหม หรือบอกเขาว่าถ้าใช้เครื่องนี้สามารถแต่งเพลงแบบนี้ได้ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
[Seathencity เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลาง เชื่อมต่อทีมงานต่างประเทศที่อยากได้เสียงเครื่องดนตรีไทย และนักดนตรีไทย เข้าใจถูกไหม?]
นำภาค: ถูกต้องครับ ในต่างประเทศเขาพยายามหาเสียงใหม่ๆ เสมอ และเราก็รู้สึกว่าดนตรีไทยเท่มาก แต่นักดนตรีไทยไม่รู้จะติดต่อกับคนทางนั้นอย่างไร
ขณะที่คนทางนั้นก็ไม่รู้จะหานักดนตรีไทยอย่างไร โชคดีที่เรามีโอกาสได้เชื่อมต่อกับคุณ Austin ตอนทำซีรีส์ถ้ำหลวง เขาจึงช่วยบอกต่อและแนะนำ จนเรารู้จักกับคนมากขึ้นและได้ร่วมงานกับ composer หลายคน
เพราะโปรเจ็กต์ถ้ำหลวง ทำให้ได้ทีม Seathencity มีโอกาสทำดนตรีให้เกม Sword of the Sea ด้วยไหม ซึ่งเป็นเกมที่ได้รางวัล Grammy Awards สาขา Best Score Soundtrack for Video Games ด้วย
นำภาค: ใช่ครับ พอจบงานถ้ำหลวงเราสนิทกับคุณ Austin มาก เขาบอกว่าจะหาโอกาสกลับมาทำงานด้วยกันให้ได้ และเขาก็พยายามใส่ดนตรีไทยในงานของเขา แม้เนื้อหาของงานจะไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเลย อย่างเกม Sword of the Sea ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับไทยเลย เขาบอกว่าอยากใช้ดนตรีไทย เพราะชอบเสียงดนตรีไทยและชอบทำงานกับพวกเรา
[รู้สึกยังไง ตอนทราบว่าเกม Sword of the Sea ได้รางวัลเพลงประกอบเกมยอดเยี่ยมจาก Grammy Awards]
นำภาค: ผมรู้สึกว่าใช่เหรอ (หัวเราะ) ยังไม่ได้ดีใจนกระโดดโลดเต้น ผมรู้ว่ามันถูกเสนอชื่อ แต่ไม่คิดว่าจะได้รางวัล ใช้เวลาประมาณหนึ่งวันกว่าจะดีใจ
มันรู้สึกว่า เฮ้ย สิ่งที่เรามีส่วนทำมันได้ Grammy Awards ด้วยเหรอ ผมไม่ได้ดูถ่ายทอดสดด้วยครับ อย่างคุณ Austin ก็ไม่รู้ตัวเพราะกำลังอยู่บนเครื่องบิน และเขาก็ไม่ได้ไปรับรางวัลด้วย
ปวรินทร์: โปรเจ็กต์เกม Sword of the Sea เต็มไปด้วยนักดนตรีและศิลปินเดี่ยวระดับโลก หนึ่งในนั้นคือ Tina Guo ซึ่งเป็นมือเชลโล่ของ Hans Zimmer (นักแต่งเพลงชื่อดัง) รวมถึงนักดนตรีอีกหลายท่าน พวกเขาก็โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ว่าโปรเจ็กต์นี้ ที่พวกเขามีส่วนบันทึกเสียงให้ ได้รางวัล Grammy Awards
ผมก็ตกใจ ส่วนตัวดีใจมาก มันเหมือนพาดนตรีไทยไปแปะตรงนั้น แม้เราจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งก็ตาม ผมดีใจตั้งแต่ตอนนั้นก็เลยรีบส่งข่าวให้ในกรุ้ปแชต
ณัฐพงษ์: ผมอ่านคนสุดท้ายครับ กำลังปั่นงานอยู่ (หัวเราะ) ก็รู้สึกตกใจ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้เข้าชิงเพราะไม่ได้อ่านข่าว แล้วเพื่อนชอบแกล้งตอนนั้นก็เลยคิดว่าเป็นเอไอ อ่านไปอ่านมาก็รู้ว่าได้รางวัลจริง ใช้เวลาประมวลผลประมาณหนึ่งกว่าจะดีใจ
[มุมมองคนทำงานกับทีมนักดนตรีระดับโลก พวกคุณมองว่า ดนตรีไทยยังมีศักยภาพหรือมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นไหม]
ณัฐพงษ์: ผมว่าดนตรีไทยมีศักยภาพที่เราอาจนึกไม่ถึง และผมคิดว่าดนตรีไทยจะยังไปต่อได้อีกไกล โดยมีตลาดที่ทั้งที่ไทยและฮอลีวูด มันเป็นที่ต้องการของตลาด
นำภาค: อาจเปลี่ยนไปตามบริบทของยุคสมัย อย่างสื่อต่างๆ ในยุคนี้ เช่น รายการทีวี ซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม เอไอ หรือเทคโนโลยีต่างๆ ก็เริ่มมีดนตรีไทยเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งนักดนตรีไทยยุคใหม่จะต้องพัฒนาไปตามบริบทของสังคม เช่น นักดนตรีไทยอาจต้องพัฒนาให้อย่างน้อยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมอัดเสียงเป็น อ่านโน้ตสากลได้ แค่ไม่กี่อย่างนี้ก็ขยายตลาดไปได้อีกเยอะ
[ในอดีตบางคนอาจมองว่าเพลงประกอบ (original score) น่าจะไม่ใช่สิ่งที่จะมีการทุ่มเทเงินหรือทรัพยากร แต่เดี๋ยวนี้เราได้ยิน original score มากขึ้น คำถามคือความต้องการงานดนตรีในซีรีส์หรือภาพยนตร์ในไทยเติบโตขึ้นบ้างไหม]
ปวรินทร์: เติบโตขึ้นมาก จริงๆ เป็นอีกสายอาชีพที่ถ้าผลักดันและส่งเสริมจะเติบโตไปได้ และอีกอย่างคือเพลงประกอบสามารถสร้างคุณค่าให้งานนั้นๆ บางทีอาจเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำของภาพยนตร์หรือซีรีส์ ทำให้งานชิ้นนั้นดูมีเอกลักษณ์ มีตัวตน และน่าจดจำ ซึ่งมันถูกพิสูจน์แล้วในฝั่งฮอลีวูด บางทีผู้กำกับบอกว่าขอทำดนตรีก่อน แล้วเดี๋ยวเอาภาพมาใส่ มันไปถึงขั้นนั้น ซึ่งไทยก็กำลังค่อยๆ ขยับตามไป
ณัฐพงษ์: ด้วยเรื่องลิขสิทธิ์ทาง Workpoint จึงสร้างทีมเพลงขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อจัดการและจัดสรรเรื่องเพลงต่างๆ ในทุกรายการ ก็คือขึ้นดนตรีใหม่หมด เป็นดนตรีที่เป็นลิขสิทธิ์ของเราเองทั้งหมด หลายเจ้าก็เริ่มเป็นอย่างนี้ และเริ่มให้ความสำคัญ แนวโน้มจึงไปในทิศทางที่พัฒนามากขึ้น
นำภาค: สมัยก่อนอาจเริ่มจากการมีเพลงประกอบ เพราะต้องการมีอะไรในแบคกราวน์ หรือเพื่อปิดแผลบางอย่างในเรื่องเทคนิกและการแสดง
แต่ต่อมา ผู้กำกับหลายท่านเริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีประกอบมากขึ้น ทำให้ความต้องการมี original soundtrack ของแต่ละเรื่องเพิ่มขึ้น
[การทำงานสำหรับ ‘เพลงประกอบรายการ’ เป็นอย่างไร]
ณัฐพงษ์: หากแบ่งหลักๆ จะมีสามรูปแบบ หนึ่งคือ pre-production สองคือวัน production และสามคือ post-production ซึ่งทีมเพลงจะอยู่ทั้งสามกระบวนการนี้ เช่น สมมติรายการร้องข้ามกำแพง pre-production คือรอศิลปินเลือกเพลงก่อน แล้วจึงผลิตและทำเพลงหนึ่งเดโม่ เพื่อส่งกลับไปให้ศิลปินซ้อม
ส่วนวัน production ทีมเพลงก็จะร้องไกด์ บางเทปก็เป็นเสียงผมหรือเห็นผมยืนร้อง (หัวเราะ) พอถ่ายทำเสร็จ ก็เข้ากระบวนการ post-production ซึ่งทีมเพลงก็ต้องดูว่ามิกซ์นี้โอเคหรือไม่ อยากแก้อะไรหรือไม่ โปรดิวเซอร์ต้องการอะไรหรือไม่ เสร็จแล้วจึงออกมาเป็นหนึ่งรายการ
แต่ละรายการจะต้องมี theme song โดยที่เราก็จะขึ้นใหม่ เช่น รายงาน 10FIGHT10 ก็จะขึ้นมาสองสามเพลง ก่อนจะปรึกษาโปรดิวเซอร์รายการและผู้อำนวยการ ว่าเพลงไหนจะเหมาะกับรายการนี้ แล้วเอามาทำงานกันต่อ มิกซ์มาสเตอร์ต่อ เพื่อโปรโมตต่อไป
[หากมารายการร้องข้ามกำแพง ก็จะร้องเพลงเพราะทันทีจริงไหม?]
ณัฐพงษ์: (หัวเราะ) มันอยู่ในขั้นตอนการมิกซ์แหละ แต่เราก็ต้องเลือกนักร้อง หรือนักแสดงที่พอมีทักษะการร้องประมาณหนึ่งอยู่แล้ว พอมาร้องก็ช่วยบ้างนิดหน่อย แต่ก็พยายามไม่ให้ฟังดูหุ่นยนต์เกินไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมดนตรีในปัจจุบัน
[มองอนาคตนักดนตรีไทยยังบ้าง?]
ปวรินทร์: เป็นเป้าหมายของ Seathencity ด้วย ว่าทำอย่างไรดนตรีไทยถูกใช้มากขึ้น ไม่ใช่แค่บริบทเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมเท่านั้น จริงๆ แอบน้อยใจนิดนึง เช่น ผีต้องอยู่กับดนตรีไทย
แต่ในแง่ของ Seathencity เรามุ่งหมายให้ดนตรีไทยมีพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสื่อไหน ผมคิดว่านักดนตรีไทยอาจต้อง reskill กันนิดหนึ่ง และอาจต้องเข้าใจศาสตร์ของดนตรีอื่นๆ เพิ่มขึ้น เพื่อสื่อสารกับคนทั่วโลกให้ได้มากขึ้น อันจะเปิดโอกาสหรือช่องทาง
ณัฐพงษ์: ในทางกลับกัน นักดนตรีไทยที่เล่นดนตรีสากลก็ควรเรียนรู้ดนตรีไทยบ้าง ว่าดนตรีพื้นฐานของเราทำอะไรได้อีกเยอะ มันคือการผนวกศาสตร์ทางดนตรีเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาดนตรีในไทยให้ไปต่อ
นำภาค: เรามองเห็นว่าคนที่คล้ายๆ เราเริ่มเยอะขึ้น คือคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นและเล่นดนตรีไทยได้ อนาคตจะเป็นแบบนี้มากขึ้น
หากคุณจบดนตรีไทยมา ไม่ใช่ว่าจะตีระนาดเก่งอย่างเดียว คุณต้องสร้างพื้นที่ให้ตัวเอง หรือมีความสามารถในการสร้างคอนเทนต์ให้ตัวเอง ใช้โปรดักชั่นหรือเทคโนโลยีผลิตสื่อที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของโลกยุคใหม่ ผมเชื่อว่าคนโลกยุคเรา หรือหลังจากเรา เขาจะเริ่มสร้างพื้นที่ใหม่ๆ และก็จะเกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ขึ้นมา
[สำหรับวงการดนตรีไทย ความฝันสูงสุดในฐานะศิลปินคืออะไร?]
ณัฐพงษ์: ผมฝันว่าดนตรีไทยจะเป็นทางเลือกหลักของดนตรีโลก เช่น ฮอลีวูด ซึ่งมักจะใช้ดนตรีอินเดีย ดนตรีอาหรับ และดนตรีจีนบ่อยๆ ผมฝันอยากให้ดนตรีไทยเป็นหนึ่งในนั้นที่ไปอยู่ในตลาดโลก
ปวรินทร์: ในแง่ส่วนตัวคือผมอยากร่วมงานกับ composer ระดับโลกมากขึ้น แม้ตอนนี้จะค่อยๆ เริ่มทีละนิด แต่ก็อยากทำงานมากขึ้น ก็เป็นความท้าทายที่ต้องพัฒนาตัวเอง
ส่วนในแง่ของ Seathencity ก็มาไกลจากที่คิดไว้มาก ไม่คิดว่าจะมีนักแต่งเพลงฮอลีวูดมาใช้เสียงเราจริงๆ ปรากฏว่าพอมีก้าวแรกก็มีก้าวที่สอง มันมีคนที่เห็นคุณค่าของบ้านเรา ผมจึงอยากให้วงการดนตรีไทยไปต่อ และอยากให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าฉันเรียนดนตรีไทยก็สามารถมีอาชีพและมีพื้นที่ คือมันไม่ใช่แค่ผมทำงานแล้วได้โปร์ไฟล์ ความรู้สึกส่วนตัวเหมือนทำเพื่อชาติประมาณหนึ่ง (ยิ้ม) ผมหวังว่ามันจะอยู่ต่อไป นี่คือใจความสำคัญของ Seathencity
นำภาค: ตอบหล่ออีกแล้ว (หัวเราะ) เคยคุยกันเล่นๆ ว่าถ้าวันหนึ่ง Hans Zimmer มาใช้เราก็น่าจะดีนะ
ณัฐพงษ์: ครับ ก็ฝากถึง Han Zimmer ด้วยนะครับ ถ้าดูอยู่ตอนนี้ (หัวเราะ)
นำภาค: ตอนนี้มีตัวท็อปที่เคยร่วมงานกับ Hans Zimmer ติดต่อมาใช้เราแล้ว เราใกล้และเฉียดกันมากแล้ว (หัวเราะ) ชื่อเสียงคือเหตุผลที่ทำให้เราสร้างพื้นที่นี้ขึ้น และพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่รองรับอาชีพนักดนตรีไทย
เราพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าเรียนดนตรีไทยมาก็มีอาชีพได้ เป็นอาชีพที่มีเกียรติและเลี้ยงตัวเองหรือเลี้ยงครอบครัวได้ หลายคนอาจรู้สึกว่าจบดนตรีไทยมาก็ไม่รู้จะเก่งไปทำไม จนบางทีไม่ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่
Seathencity จึงพยายามสร้างพื้นที่เพื่อกระตุ้นให้นักดนตรีไทยพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ซึ่งนักดนตรีไทยที่พัฒนาตัวเองก็จะสร้างงาน สร้างศิลปะ และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ จะบอกว่าเป็นภารกิจเพื่อชาติก็ได้ เราคิดอย่างนั้นจริงๆ สุดท้ายฮอลีวูดหรือ Grammy Awards เป็นแค่เครื่องประกอบ เพราะพันธกิจหลักของ Seathencity คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ดนตรีไทยเท่านั้นเองครับ