โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (28) กำลังเสริมจากไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 01.57 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 01.57 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (28)

กำลังเสริมจากไทย

ตอนเที่ยงวัน ขณะที่การสู้รบที่ฐานยิงสนับสนุนไลอ้อน มัสแตง แพนเทอร์ และคิงคองเป็นไปอย่างหนัก ฐานยิงสนับสนุนสติงเรย์ซึ่งซีไอเอ และ ฉก.วีพีใช้เป็นที่บัญชาการก็ถูกยิงโจมตีและถูกเข้าตีทางพื้นดิน เหลือเพียงฐานยิงสนับสนุนคอบร้าที่ยังไม่ถูกโจมตีจึงยังคงสามารถยิงสนับสนุนฐานยิงไลอ้อนและมัสแตงได้เต็มที่

เวลา 15.00 น. เครื่องบินขับไล่ F-4 แฟนธอม นักบินนามเรียกขาน “ฟอลคอน 66” ลาดตระเวนคุ้มกันหน่วยเฝ้าถนนซีไอเออยู่ในพื้นที่ใกล้ซำเหนือ ถูกยิงตกในทุ่งไหหินโดยเครื่องบินขับไล่ MIG-21 ของกองทัพอากาศเวียดนามเหนือด้วยอาวุธจรวด เอเอ-2 อะตอล

เครื่องบิน F-4 อีก 2 ลำเข้าปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย พบ MIG-21 2 ลำบริเวณพรมแดนลาว-เวียดนามเหนือจึงเข้าไล่ติดตาม F-4 ลำหนึ่งเกิดน้ำมันเชื้อเพลิงหมดจึงบินกลับฐานบินแล้วตกลงระหว่างทาง (สามารถช่วยเหลือนักบินได้ในวันต่อมา)

ส่วน F-4 อีกลำหนึ่งที่นักบินนามเรียกขานฟอลคอน 75 บินกลับทะเลจีนใต้ แต่สูญหายและไม่สามารถติดต่อได้

บ่ายวันเดียวกันนี้ T-28 ซึ่งมีนักบินเป็นชาวม้งลำหนึ่งถูกยิงตก และอีกชั่วโมงครึ่งต่อมา T-28 อีกลำหนึ่งก็ถูกยิงตกใกล้ฐานยิงสนับสนุนมัสแตงและไลอ้อน

สรุปแล้วมีการสูญเสียวันนี้คือ F-4 แฟนธอม 3 ลำ และ T-28 2 ลำ การค้นหาและกู้ภัยดำเนินไปอย่างกว้างขวางทั่วพื้นที่ ทำให้การสนับสนุนทางอากาศต่อที่มั่นของทหารไทยในทุ่งไหหินต้องลดน้อยลง นอกเหนือไปจากอุปสรรคของสภาพอากาศ

เย็นวันนี้ กองพันทหารเสือพรานไทย 3 กองพันที่อยู่ระหว่างการฝึกในประเทศไทยถูกเคลื่อนย้ายด้วยซี-130 อย่างเร่งด่วนมายังล่องแจ้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าวางกำลังเพิ่มเติมบนพื้นที่สูงทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของทุ่งไหหิน

หมายเหตุ : “วีรกรรมนิรนาม…ทหารเสือพราน” ของ “ชาลี คเชนทร์” (เฉลิมชัย ธรรมเวทิน) ปรากฏรายชื่อผู้นำอากาศยานหน้าลำดับที่ 69 “Somchai Ascharyachayabhantha” นามเรียกขาน “Rossini”

เวียดนามเหนือปรับแผน

“BATTLE FOR SKYLINE RIDGE” มีบันทึกของ พ.อ.เหงียน ชวน ที่กล่าวถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของฝ่ายเวียดนามเหนือดังนี้

ในตอนค่ำของวันที่ 18 ธันวาคม จากการพิจารณาข้อจำกัดสภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้ทหารไทยขาดการสนับสนุนทางอากาศยุทธวิธี บวกกับรายงานข่าวกรองจากฮานอยว่ากำลังมีการเพิ่มเติมกำลัง 3 กองพันทหารไทยที่กำลังสดชื่นเข้าสู่สนามรบ

ผู้บังคับการกรม 165 พ.อ.เหงียน ชวง ได้เสนอแนะนายพลอันให้ยังคงเดินหน้าปฏิบัติตามแผนในการปิดล้อมฐานยิงสนับสนุนไลอ้อนและมัสแตงต่อไป และควรออกคำสั่งให้กรม 165 ของเขาเข้ากวาดล้างกองพัน บีซี 609 ของทหารไทยที่ตั้งฐานที่มั่น 3 แห่งบนยอดภูเทิง อันเป็นจุดสูงสุดเพื่อป้องกันฐานยิงสนับสนุนไลอ้อนให้สำเร็จในวันรุ่งขึ้น

เขาเสนอให้ล้มเลิกแผนเดิมที่จะใช้เวลาในการปิดล้อม 4 วัน แต่ให้เข้าตีและเอาชนะยอดเขานี้ให้ได้ในวันรุ่งขึ้นคือ 19 ธันวาคม ข้อเสนอนี้ได้รับอนุมัติจากนายพลอัน ผู้บัญชาการ “CAMPAIGN Z”

หน่วยทหารเวียดนามเหนือทุกหน่วยที่รับผิดชอบในการเข้าโจมตีฐานยิงสนับสนุนคิงคองก็ได้รับคำสั่งให้ระงับแผนเดิมที่ต้องใช้เวลาปิดล้อม 4 วัน เป็นให้รวมกำลังเข้าตีแตกหักให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นเดียวกัน

การวางแผนปิดล้อมเป็นเวลา 4 วันก่อนเข้าตีแตกหักก็เพื่อบั่นทอนกำลังและความได้เปรียบของฝ่ายตั้งรับให้ง่ายต่อฝ่ายเข้าตี แต่การลดระยะเวลาในการปิดล้อมจาก 4 วัน เป็นเข้าตีแตกหักทันทีจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อฝ่ายเวียดนามเหนืออย่างคาดไม่ถึง

เพราะกำลังทหารไทยที่ตั้งรับยังคงมีความสดชื่นเข้มแข็งจึงสามารถต้านทานการเข้าตีได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายเวียดนามเหนืออย่างหนัก ดังจะปรากฏในรายงานของฝ่ายเวียดนามเหนือเองในเวลาต่อมา

19 ธันวาคม 2515

: วีรกรรม “อินทนิล”

บันทึกของ “ผาอิน”

“สถานการณ์ในตอนกลางคืน 18 ธันวาคม เงียบสงัดอย่างผิดปกติ ซึ่งฝ่ายเราก็คาดว่าข้าศึกคงจะทำการเพิ่มเติมหรือปรับกำลังเพื่อเตรียมปฏิบัติการต่อไปในวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าการคาดการณ์ของเราเป็นความจริง ข้าศึกได้เริ่มหนุนเนื่องกำลังเข้าหาฝ่ายเราอย่างหนาแน่นตั้งแต่เช้าตรู่ และได้ระดมยิงอาวุธหนักเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะทางด้านภูเทิง กระแสคลื่นมนุษย์ของข้าศึกหนุนเนื่องเข้า พัน. ทสพ.609 ‘ไชยบุรี’ ทุกทิศทาง ระลอกแล้วระลอกเล่า ‘ไชยบุรี’ (พัน. ทสพ.609-บัญชร) ยังคงสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็งสมศักดิ์ศรีของทหารเสือพราน”

การที่ฝ่ายเวียดนามเหนือเร่งรัดการเข้าตีต่อที่หมายภูเทิงเช่นนี้ เป็นผลจากการยกเลิกการปิดล้อมตามแผนเดิม 4 วัน เป็นการเข้าตีแตกหักโดยทันที

“‘อินทนิล’ (ร.ท.ชูเกียรติ สินค้าเจริญ นายทหารยุทธการ พัน. ทสพ.609) รายงานจำนวนซากศพของข้าศึกนับร้อยที่ทับถมกันอยู่หน้าแนว และรายงานการบาดเจ็บของฝ่ายเราว่า ‘ถ้วนหน้า’ ทำให้เลือดในกายของพวกเราที่ได้ยินเดือดพล่าน ข้าศึกหนุนเนื่องเข้าหากองร้อยที่ 3 บนยอดภูเทิงจนกระทั่งขาดการติดต่อ อินทนิล เงียบเสียงไปแล้วเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. และ ‘ชูพันธ์’ (ร.ท.โรม ชัยมงคล) ผบ.หมวดอาวุธหนัก และเป็น FAG ใช้นามเรียกขานว่า ‘VOLTAGE’ ได้พูดวิทยุขอให้ฐานยิงสติงเรย์ยิงแตกอากาศเหนือฐานให้เมื่อเวลา 17.00 น. ว่า ‘แตกอากาศเหนือฐานด่วนที่สุด เป็นทางเดียวเท่านั้นที่เราจะอยู่รอด’

นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่า ‘ไชยบุรี’ (พัน. ทสพ.609) ถึงวาระที่จะต้องสู้ตายคาฐานแล้ว ความพินาศของ ‘ไชยบุรี’ เป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะสถิตแนบแน่นอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดกาล

ข้าศึกต้องเอาชีวิตมาสังเวยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารเสือพรานหน่วยนี้หลายร้อยศพและจำต้องหยุดชะงักอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง ฝ่ายเราสูญเสียกำลังพลไป 134 นายเหลือรอดมาได้ประมาณ 30 นายเท่านั้น”

บันทึกของ “ภูสิน”

: THE CALL OF THE FARAWAY HILLS

“สถานการณ์ฝ่ายเราไม่ดีขึ้นดังหวัง

ร. 209 และ ร. 141 ของข้าศึกเข้าตี บีซี 609 อย่างรุนแรงต่อไป ฝ่ายเราใช้ปืนใหญ่จากทุกที่ตั้งยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและกระสุนปืนใหญ่นั้นก็ร่อยหรอลงไปทุกขณะ

ในตอนบ่ายได้รับข่าวจาก บีซี 609 บนยอดภูเทิงว่า ได้ส่งกำลังออกไปลาดตระเวน ได้ปะทะกับข้าศึกที่เชิงภูเทิงห่างจากที่ตั้ง บก.บีซี 609 ประมาณ 2 ก.ม. ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป เมื่อฝ่ายเรากลับถึงที่ตั้ง ได้ขอให้ ‘ไลอ้อน’ ยิงตามเส้นทางที่คาดว่าข้าศึกจะเคลื่อนที่ไป แต่ไม่ทราบผลหรอกครับ เพราะเป็นการยิงที่ไม่มีการตรวจการณ์ แต่คาดว่าข้าศึกก็คงไปรายงานหน่วยเหนือของเขา (ถ้าไม่ถูกกระสุนปืนใหญ่ของ ‘ไลอ้อน’ บาดเจ็บล้มตายเสียก่อน) เพราะฝ่ายข้าศึกเพิ่มเติมกำลังกดดัน บีซี 609 มากขึ้นทุกทีๆ และ บีซี 609 ก็ส่งเป้าหมาย และคำขอยิงให้ไลอ้อนทำการยิงให้อยู่ตลอดเวลา

ในตอนบ่ายแก่ๆ ประมาณ 16.00 น. กว่าๆ นี้แหละ แต่หลังจากจบภารกิจยิงของ บีซี 609 แล้ว ขณะที่ผมกำลังอำนวยการยิงต่อเป้าหมายซึ่งเป็น ปตอ. ข้าศึก ตามคำขอยิงของผู้นำอากาศยานหน้าอยู่ ได้ยินเสียงกระสุนระเบิดดังมาจากบริเวณที่ตั้งปืนใหญ่ และผู้บังคับหมู่ปืนใหญ่หมู่ 1 รายงานว่า ถูกรถถังข้าศึกยิง (รู้ได้เพราะได้ยินเสียง ‘ตึง’ จากรถถังในทุ่งไหหินสักครู่ก็ระเบิด ‘กรั้ม’ ที่เรา) แต่ดีที่ถูกบังเกอร์ ปืนใหญ่ และพลประจำปืนไม่เป็นอันตราย แต่พลประจำปืนก็กลัวจนไม่กล้าออกมาปฏิบัติหน้าที่

ก็รถถังที่วิ่งตามธงขาวและธงแดงที่ปักสลับกันเป็นแนวทางตะวันตกของ ‘ไลอ้อน’ ที่เห็นกันเมื่อวานนั่นแหละครับ ขณะนั้นในศูนย์อำนวยการยิงไม่มีหัวหน้าอื่นอยู่เลย ผมจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการยิงดูแลคำสั่งยิงต่อไป ส่วนผมเองวิ่งขึ้นไปที่ปืนใหญ่กระบอกที่มีปัญหา เมื่อไปถึงหมู่ปืนใหญ่ที่ว่า ผมบอกว่าถ้าเราไม่ยิงมัน มันก็ยิงเราข้างเดียว ปืนของเราถึงยิงได้ช้ากว่าของมัน แต่ก็ใหญ่และมีอำนาจทำลายมากกว่า แค่ยิงเฉียดๆ มันก็แย่แล้ว ดีกว่ารอให้มันยิงเอาๆ ข้างเดียว

อาศัยพระบารมีปกเกล้า ได้ผลครับ ทุกคนมีใจฮึกเหิมออกมายิงต่อสู้อย่างดุเดือด ไม่คิดชีวิต ถือว่าหากพวกเราจะต้องตาย ก็ขอให้ทำลายข้าศึกให้ได้มากที่สุดเสียก่อน ไม่ใช่อยู่ในบังเกอร์รอให้เขามาฆ่า ให้อายบรรพชนนักรบไทย

และผมวิทยุเรียนหัวหน้าทุกคนให้ช่วยกันเป็นกำลังใจให้แก่พลประจำปืนด้วย ซึ่งทราบภายหลังว่า ภูมิ่ง และ ภูเวียง ก็ได้อยู่ประจำหมู่ปืนใหญ่กระบอกอื่นคนละกระบอก

ในห้วงเวลานั้น น่าจะเป็นช่วงเวลาที่สับสน วุ่นวาย และอันตรายที่สุด ไหนจะคอยระวังรถถังข้าศึกจะยิงเข้ามา ไหนจะคอยระวังปืนใหญ่ของข้าศึก ไหนจะต้องช่วย ‘มัสแตง’ ซึ่งกำลังถูกรถถังเข้าตี ไหนจะต้องยิงช่วย บีซี 609 บนภูเทิง

ประมาณ 17.00 น. ทุกฐานได้ยินเสียงรายงานสถานการณ์จาก บีซี 609 บนยอดภูเทิงว่า มีข้าศึกจำนวนมากเข้ามาในฐานถึงขั้นรบประชิดเข้าตะลุมบอนกันในฐาน และแล้วผมก็ได้ยินเสียงรุ่นพี่ท่านหนึ่งซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า อินทนิล พูดออกวิทยุซ้ำๆ อยู่ประมาณ 2-3 ครั้งก็เงียบหายไป ฟังแล้วขนลุก แต่ผมจำได้ติดหู

‘มัสแตง ไลอ้อน สติงเรย์ ใครได้ยินเสียงผมแล้วช่วยยิงแตกอากาศกลางฐานให้ผมด้วย เพราะเป็นทางเดียวที่ผมจะรอดอยู่ได้’

คำว่า ‘ยิงแตกอากาศกลางฐาน’ จะใช้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเมื่อข้าศึกเข้ามาในที่มั่นของฝ่ายเราได้ และที่มั่นของเรามีบังเกอร์หรือที่กำบังปิดปลอดภัย ฝ่ายเราจะหลบเข้าในที่กำบัง ปล่อยให้ข้าศึกอยู่ข้างนอกซึ่งไม่มีที่กำบัง เมื่อขอปืนใหญ่ฝ่ายเรายิงแตกอากาศกลางฐาน กระสุนปืนใหญ่จะระเบิดสูงจากพื้นดินประมาณ 20 เมตร ซึ่งเป็นความสูงที่จะสาดสะเก็ดระเบิดเป็นอันตรายต่อคนนอกที่กำบังอย่างที่สุด แต่ไม่ทำลายที่กำบัง ฝ่ายเราซึ่งอยู่ในที่กำบังจึงปลอดภัย และคอยเก็บข้าศึกที่เล็ดลอดเข้ามาในที่กำบัง แต่วิธีนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อข้าศึกมีจำนวนจำกัด ไม่มีกำลังมาเพิ่มเติม

แต่สถานการณ์ที่ภูเทิง เมื่อ 19 ธันวาคม 2514 นี้ ข้าศึกมีจำนวนมากมายเสียจนเราทำลายไม่ทัน แต่ผมคิดว่า ‘ไลอ้อน’ น่าจะทำลายข้าศึกและช่วย บีซี 609 ได้ระดับหนึ่ง แต่ข้าศึกมีจำนวนมากเหลือเกิน มากจนกระทั่งเราทำลายไม่หมด ผมพยายามเรียกพี่อินทนิล และบอกให้พยายามถอนตัวมารวมกันที่ ‘ไลอ้อน’ แต่ไม่ได้รับเสียงตอบ และไม่ได้ยินเสียง และไม่ได้พบพี่อินทนิลอีกเลยตราบจนทุกวันนี้

ผมสั่งยิงไปที่ภูเทิงแบบปูพรมต่อไปอีกประมาณ 10 นาทีก็สั่งจบภารกิจ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (28) กำลังเสริมจากไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...