โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

แสนสิริ วิเคราะห์ไทยขึ้นแท่น “Global Safe Asset” นิยามใหม่แห่งความมั่งคั่ง ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจโลกผันผวน

Wealthy Thai

อัพเดต 55 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 07.59 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก จากกระแสที่นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ได้วัดเพียงผลตอบแทนทางการเงินอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิต สุขภาพ และอิสรภาพในการใช้ชีวิตในหลากหลายประเทศ แนวคิด “Wealth + Wellness + Mobility” จึงกลายเป็นแกนหลักของการตัดสินใจ ลงทุนและเลือกที่อยู่อาศัยของกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ทั่วโลก
ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังถูกยกระดับจาก “จุดหมายปลายทาง” (Destination) ไปสู่การเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก” (Global Safe Asset) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยโดดเด่นคือ “Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ซึ่งรวมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ ความมั่นคงทางอาหาร และไลฟ์สไตล์คุณภาพสูงที่หาได้ยากในหลายประเทศ และปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยน่าสนใจที่สุดก็คือ ความเป็นคนไทย ซึ่งเรามักจะได้รับการรีวิวในแง่บวกเสมอจากชาวต่างชาติที่มาเที่ยว เกี่ยวกับความเป็นมิตร ความมีน้ำใจของคนไทย และความปลอดภัยในการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากประเทศของพวกเขา
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ความมั่งคั่งระดับโลก (Global Wealth Ecosystem) ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิตลงทุนและวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว”
พร้อมชี้ว่ามุมมองนี้สอดคล้องกับสื่อระดับโลกและนักวิเคราะห์ที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “หลุมหลบภัยของโลก” (The World’s Last Safe Haven)ขณะเดียวกันข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ระบุว่าแม้กำลังซื้อในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการจากต่างชาติยังคงแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิดที่ราว 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวลงในช่วงปี 2563-2564 และฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา พร้อมกับการกระจายตัวของสัญชาติผู้ซื้อจากการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียวไปสู่ฐานที่หลากหลาย เช่น รัสเซีย ไต้หวัน และ ประเทศอื่นๆในยุโรปและเอเชีย เช่น อังกฤษ และ อินเดีย เป็นต้น
หากพิจารณาในภาพรวม ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะสามารถเป็น “Safe Haven” ได้จริง อสังหาริมทรัพย์ ไทยไม่ได้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับทุกคน ความเป็น Safe Asset จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ มีมาตรฐานการบริหารจัดการ และมีระบบนิเวศหลังการขาย (After-Sale Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง” โดยกลุ่ม UHNWIs ไม่ได้ซื้อเพียงตัวทรัพย์สิน แต่ซื้อ “ความมั่นใจ” ว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า สินทรัพย์นั้นจะยังคงมีมูลค่า ได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ และพร้อมใช้งานได้ทันที
ในบริบทนี้ อสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ของไทยจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และตอบโจทย์มากที่สุด โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีแทรคเรคคอร์ดเป็นที่ประจักษ์ และสามารถสร้างมาตรฐานในระดับสากลได้ ซึ่งแสนสิริมองว่าบทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการ แต่ต้องเป็น “Benchmark” ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก แม้กำลังซื้อในประเทศ ยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง แต่กำลังซื้อจากต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย ไม่ได้เป็นแค่การลงทุนเพื่อรับค่าเช่าและทำกำไรจากการขายต่อเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ดีมานด์จริงที่มีความหลากหลายและยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมเป็นบ้านหลังที่ 2สำหรับทุกคน
“ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมโลก ประเทศที่สามารถผสาน “ความมั่นคง” เข้ากับ “คุณภาพชีวิต” ได้อย่างสมดุล ย่อมมีแนวโน้มก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ในสายตาของนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง ซึ่งประเทศไทยกำลังค่อย ๆ สะท้อนภาพดังกล่าวผ่านจุดแข็งที่หลากหลาย ทั้งด้านระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิตที่ครบวงจร และไลฟ์สไตล์ที่รองรับทั้งการพักผ่อน การอยู่อาศัยและการลงทุนในระยะยาว” ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่นโครงการสะพาน เศรษฐกิจภาคใต้หรือแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ถูกกำหนดให้เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์สำคัญของรัฐบาลมีมูลค่าลงทุน กว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลและกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการยกระดับเมืองและเศรษฐกิจในพื้นที่สำคัญอย่าง EEC ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพของประเทศในฐานะ “ฮับ” ของทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคและระดับโลก ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในมิติของภาคอสังหาริมทรัพย์ การที่ดีมานด์จากผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยยังคงเป็นหนึ่งในปลายทางหลักของเงินทุนระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์ระดับไพรม์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งสะท้อนว่า “ความปลอดภัย” ของสินทรัพย์ไม่ได้มาจากทำเลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นในผู้พัฒนา และระบบนิเวศหลังการขายในระยะยาว
แสนสิริในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย กำลังวางบทบาทตัวเองให้เป็น “Benchmark” หรือมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรม ทั้งในด้านแบรนด์ คุณภาพโครงการ และการบริการ เพื่อสร้างความ เชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการซื้อขายในระยะสั้น” ภูมิภักดิ์ กล่าว
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การก้าวขึ้นสู่การเป็น Global Safe Asset ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่มีรากฐานจากทั้งปัจจัยมหภาคและการยกระดับมาตรฐานในระดับอุตสาหกรรม และหากทั้งภาครัฐและเอกชนยังสามารถร่วมกันรักษาและยกระดับมาตรฐานดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของโลกสำหรับการอยู่อาศัย การลงทุนและการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...