โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SCC บล.กสิกรไทย แนะนำ “ถือ” เป้า 240.00 บาท

ทันหุ้น

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 02.19 น.

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SCC บล.กสิกรไทย แนะนำ “ถือ” เป้า 240.00 บาท

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กำไรไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาดีกว่าคาดและสะท้อนแนวโน้มระยะสั้นที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิ 6.2 พันล้านบาท หรือกำไรต่อหุ้น 5.19 บาท เพิ่มขึ้น 466% เมื่อเทียบกับปีก่อน และพลิกจากขาดทุนสุทธิ 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2568 ทั้งนี้ กำไรสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ราว 20% และสูงกว่าคาดการณ์ตลาด 23% ปัจจัยหนุนหลักมาจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่สูงกว่าคาด 0.5 พันล้านบาท รวมถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่ดีกว่าคาดอีก 0.5 พันล้านบาท จากการลดต้นทุน การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดภูมิภาค เช่น เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย ที่เติบโต 5–13% รวมถึงการกลับรายการด้อยค่าทรัพย์สิน ส่งผลให้กำไรปกติอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท สูงกว่าคาด และคิดเป็น 53% ของประมาณการกำไรทั้งปี

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่ากำไรจะทรงตัวหรืออ่อนตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล แต่แรงหนุนจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้เงินปันผล จะช่วยชดเชยกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ลดลง โดยส่วนต่างราคา HDPE และ PP เพิ่มขึ้นราว 240–260 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเพียงพอชดเชยผลกระทบจากการหยุดเดินเครื่องชั่วคราวของโรงงานระยองโอเลฟินส์

ขณะที่ผลกระทบจากการหยุดโรงงานลองเซินในเวียดนามคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังของปี

ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการรวมธุรกิจโอเลฟินส์ โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ PTTGC เพื่อพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ครอบคลุมโรงงานแครกเกอร์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค เพิ่มขนาดธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยคาดว่ากระบวนการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569

ในด้านมุมมองการลงทุน ยังคงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 240 บาท โดยคาดว่าราคาหุ้นจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกในระยะสั้นจากกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1 แนวโน้มไตรมาส 2 ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และความคืบหน้าของดีลรวมธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันสำคัญยังอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี จากการหยุดดำเนินงานของโรงงานหลักบางแห่ง ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ตามแผน และโอกาสในการรับรู้กำไรจากการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับดีลในอนาคต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...