โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐ–อิหร่าน ยืดเยื้อ 34 วัน เสี่ยงปะทุเพิ่ม ดันน้ำมัน WTI ทะลุ $111

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่าประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเตือนว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะ WTI ที่หมดอายุเดือนพฤษภาคม 2569 ดีดตัวขึ้นถึง 11.4% ยืนเหนือระดับ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับไม่ได้ร่วงลงตามความตื่นตระหนก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว ขณะที่ตลาดเอเชียเช้านี้อย่างเกาหลีใต้ (+2.8%) และญี่ปุ่น (+1.4%) ปรับตัวบวกขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนว่าตลาดเริ่ม "ชินชา" กับกระแสข่าวรายวันและคาดหวังถึงการยุติสงครามในระยะข้างหน้า

ปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งมาจากการที่เลขาธิการ UN เรียกร้องให้ยุติสงคราม รวมถึงการที่ 40 ประเทศตั้งกลุ่มพันธมิตรผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ สถิติปริมาณข่าวการค้นหาคำว่า "WAR" ใน Bloomberg เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นตัวชี้นำ (Leading Indicator) ว่าความตึงเครียดของสงครามอาจกำลังคลี่คลายลง

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า วิกฤตน้ำมันแพงกำลังแทรกซึมและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยทาง IEA ประเมินว่าการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมัน 2 ครั้งในทศวรรษ 1970 ผสมกับผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครนรวมกัน. ล่าสุดมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในไทยอีก 3.50 บาทต่อลิตร ดันให้ราคาพุ่งทะลุ 47 บาทต่อลิตร (จากช่วงก่อนสงครามที่อยู่ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร)

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 บาท จะฉุดให้ GDP ของไทยลดลง 0.02%. หากสงครามยืดเยื้อยาวนานเกิน 2 เดือน อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% และเสี่ยงหนักสุดที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ในด้านนโยบายการเงิน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรอดูสถานการณ์ เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อปัจจุบันมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น (Cost-Push Inflation) การขึ้นดอกเบี้ยนอกจากจะแก้ปัญหาด้านอุปทานไม่ได้แล้ว ยังอาจเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้แย่ลงไปอีก

กลยุทธ์การลงทุน: กำเงินสด 30% ลุยเก็บ 4 ธีมหุ้นปันผลรับกองทุน TISA แนวโน้มตลาดหุ้นในเดือนเมษายน 2569 คาดว่าอาจมีความผันผวนจากการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปสู่เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน แต่ดัชนีอาจไม่เหวี่ยงแรงนักเนื่องจากมีวันหยุดยาวทั้งในไทยและสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง

ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์หลีกเลี่ยงความผันผวนโดย "ถือเงินสด 30% ของพอร์ต" และทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงแบบเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ที่มีโอกาสรับเม็ดเงินสนับสนุนจากกองทุน TISA โดยแบ่งเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่:

1. หุ้นได้ประโยชน์นโยบายการเงินเข้มขึ้น: KTB, BBL, KBANK.

2. หุ้นรับ High Season หน้าร้อนและธีมฟุตบอลโลก: กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, BGRIM และกลุ่มเครื่องดื่ม ICHI, SAPPE.

3. หุ้นพลังงานทางเลือก: GUNKUL.

4. หุ้นอิงราคาโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ขยับขึ้น: CPF, NER, OR, PTT. โดยมี Prime Picks ประจำวันคือหุ้น CPF, ERW และ CBG.

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ ฝ่ายวิจัยแนะนำ EXPE06 (อ้างอิงหุ้น Expedia Group) ซึ่งจะได้ประโยชน์หากราคาน้ำมันปรับตัวลงและสงครามคลี่คลาย ช่วยกระตุ้นการเดินทางข้ามประเทศ. รวมถึง PINGAN80 (อ้างอิงหุ้น Ping An Insurance) ซึ่งประเทศจีนจะได้ประโยชน์จากการลดแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้าหากน้ำมันไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ผสานกับแนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันที่ถือครองพันธบัตรในสัดส่วนสูงถึง 70-75%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...