โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส 'โนนดินแดง' ศูนย์วิจัยโครงการหลวงแห่งที่ 40 แห่งแรกบนที่ราบสูงบุรีรัมย์

The MATTER

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 07.24 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 05.00 น. • Branded Content

เมื่อพูดถึง ‘โครงการหลวง’ ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นยอดดอยสูงทางภาคเหนือ อากาศหนาวเย็น และผลไม้เมืองหนาวนานาชนิด

แต่ในยุคที่ความท้าทายด้านการเกษตรและสิทธิที่ดินทำกินกลายเป็นวาระสำคัญระดับชาติ การจำกัดพื้นที่ความสำเร็จไว้แค่บนดอยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ชวนมาทำความรู้จักปรากฏการณ์ใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ เมื่อโครงการหลวงได้ขยายพื้นที่โครงการสู่ภาคอีสานตอนล่าง สู่การก่อตั้ง ‘สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง’ จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ดำเนินงานแห่งที่ 40 ของมูลนิธิฯ และนับเป็น ‘แห่งแรกบนพื้นที่ราบสูง’ ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรมูลค่าสูงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นกันที่คำถามสำคัญว่า ทำไมต้องเป็น ‘โนนดินแดง’ และทำไมต้องนำโมเดลนี้มาใช้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่สภาพดินฟ้าอากาศ แต่อยู่ที่ ‘ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว’ จากสถิติผลการดำเนินงานในปี 2568 โครงการหลวงบนพื้นที่สูงสามารถสร้างรายได้รวมให้เกษตรกรได้สูงถึง 732 ล้านบาท จากเกษตรกรที่เข้าร่วมกว่า 10,848 ราย ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า โมเดลของโครงการหลวงไม่ใช่แค่การทดลองปลูกพืช แต่คือ ‘เครื่องมือสร้างรายได้’ ที่แข็งแกร่งและยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง รัฐจึงตั้งเป้าถอดรหัสความสำเร็จนี้ มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในภาคอีสาน

แต่การจะลงมาพัฒนาพื้นที่ราบสูงให้สำเร็จ ภารกิจของสถานีฯ โนนดินแดง จึงไม่ใช่แค่การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ ทว่าคือการเข้าไปแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่อง ‘ที่ดินทำกิน’

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ โนนดินแดง กลายเป็นต้นแบบในการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยมีเป้าหมายหลักคือการขอใช้ประโยชน์ พื้นที่ ส.ป.ก. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้กลายเป็นสมาร์ทฟาร์มและพื้นที่วิจัยทางการเกษตร ควบคู่ไปกับวัตถุประสงค์อีก 3 ด้าน คือ ช่วยเหลือประชาชนทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม, การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเป็นโครงการนำร่องที่พร้อมจะส่งต่อ Blueprint นี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ทั่วไทย

หากมองลึกไปกว่านั้น การพัฒนาเกษตรกรรมมูลค่าสูงในพื้นที่ราบสูงของภาคอีสานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรสมัยใหม่

ในจุดนี้ กรมชลประทาน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยร่วมบูรณาการแผนงานด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่โครงการหลวงในภาคอีสานตอนล่างอย่างเป็นระบบ โดยรัฐได้ทุ่มสรรพกำลังบูรณาการแผนงานชลประทานถึง 13 โครงการ โดยไฮไลต์สำคัญคือการเข้าไป เพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวน 13 แห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำป่าไม้สหกรณ์ อ่างเก็บน้ำช่องตะโก และอ่างเก็บน้ำซับสมบูรณ์ เพื่อให้แหล่งน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรม และรองรับการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชมูลค่าสูงในอนาคต

นอกจากการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำแล้ว กรมชลประทานยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำผ่าน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนางรอง ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรมและสนับสนุนการใช้น้ำของสถานีวิจัยฯ โนนดินแดงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทดลองปลูกพืชในระบบโรงเรือนและสมาร์ทฟาร์มสามารถดำเนินไปได้อย่างมีเสถียรภาพตลอดทั้งปี

การมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มั่นคงเช่นนี้ ยังช่วยสร้างเงื่อนไขสำคัญต่อการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในภูมิภาค ซึ่งในปี 2568 โครงการหลวงสามารถฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวได้แล้วกว่า 1,781 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเกษตรกรรมยุคใหม่ไม่ใช่เพียงเรื่องของพืชหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องอาศัย ระบบจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม นวัตกรรมก็ตามมา จากข้อมูลอัปเดตล่าสุดในปี 2569 สถานีวิจัยฯ โนนดินแดง เริ่มผลิดอกออกผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งระบบสมาร์ทฟาร์มและโรงเรือนถูกนำมาใช้ทดสอบปลูกพืชทางเลือกมูลค่าสูงที่หลายคนไม่คิดว่าจะปลูกได้ในอีสาน เช่น เมล่อน มะเขือเทศเชอร์รี เสาวรส และแตงกวาญี่ปุ่น พร้อมทั้งเปิดพื้นที่เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเรียนรู้ เพื่อนำไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง

เมื่อองค์ความรู้ระดับประเทศ เดินทางมาพบกับ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรที่เข้มแข็ง นั่นคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรกรรมไทยที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน “โนนดินแดงโมเดล” จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานีวิจัยทางการเกษตร แต่คือภาพจำลองของอนาคต ที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สูงหรือพื้นที่ราบสูง หากมีการจัดการที่ดินอย่างถูกต้อง มีระบบบริหารจัดการน้ำที่มั่นคงจากกรมชลประทาน และมีเทคโนโลยีทางการเกษตรรองรับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...