โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตการเลือกข้าง: อย่าตกหลุมกับดักอารมณ์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โลกตกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจแทรกแซงการเมืองภายในของอิหร่าน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบรัฐอิสลามมานานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่การปฏิวัติล้มล้างระบอบราชาธิปไตยของ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี

ไม่ว่าการตัดสินใจนำกองทัพสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอีกครั้ง (หลังจากถอนตัวจากอิรักและอัฟกานิสถาน) จะเกิดจากความต้องการควบคุมอุปทานน้ำมัน การกำจัดรัฐกดขี่ หรือการป้องกันมิให้รัฐอิสลามมีอาวุธนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างสูงก็ตาม ความขัดแย้งเหล่านี้ล้วนเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุทั้งสิ้น

ความซับซ้อนเหนือมิติศาสนาและชาติพันธุ์

การเมืองในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนสูง ประกอบด้วยหลายชนชาติ เผ่าพันธุ์ และอารยธรรม ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่าง คริสเตียน ยิว ชิอาห์ สุนนี หรือยาซิดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มอำนาจตระกูลต่างๆ เช่น อัล-ซาอุด (Al Saud) และ อัล-ธานี (Al Thani) เป็นต้น

หัวใจสำคัญคือการควบคุม "ประตูยุทธศาสตร์" ระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งมีความสำคัญมาตั้งแต่สองพันปีก่อนที่จะมีศาสนาเหล่านี้เสียอีก (สะท้อนได้ชัดเจนจากการสัญจรผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ) ความขัดแย้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่พิสูจน์ว่า แม้วัตถุจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่สภาวะทางจิตใจและการแย่งชิงอำนาจยังคงเดิม

ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

  • วิกฤตพลังงาน : ราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
  • โลจิสติกส์โลก : เส้นทางเดินเรือและสนามบินที่เป็นจุดเชื่อมต่อหลักถูกใช้เป็นตัวประกันในความขัดแย้ง
  • การท่องเที่ยว : ความไม่มั่นคงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ

ก้าวข้าม "การเชียร์มวยข้างสนาม"

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หลักภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สื่อโซเชียลกลับมักขยายความในลักษณะ "การเชียร์มวย" นับจำนวนเครื่องบินหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ราวกับเป็นกีฬาโอลิมปิก ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อสติปัญญาหรือการวางแผนรับมือของคนในชาติเลย

ประเทศไทยเติบโตมาจากระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-WWII Order) เราพึ่งพาสันติภาพเพื่อการส่งออกและการท่องเที่ยว สงครามไม่ว่าในรูปแบบใดล้วนเป็นผลลบต่อไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอนมหาศาลต่อการลงทุน

การล่มสลายของความมั่นคงร่วม (Collective Security)

สันติภาพในช่วง 90 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อผู้คุมกฎอย่างสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอนทั้งด้านอุดมการณ์และการเงิน โลกกำลังย้อนกลับไปสู่ยุคของCardinal Richelieu ที่เน้น "ผลประโยชน์แห่งรัฐ" (National Interest) มากกว่า "ความมั่นคงร่วมกัน" (Collective Security)

เห็นได้ชัดจากความล้มเหลวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เนื่องจากสิทธิวีโต้ (Veto) ซึ่งไม่ต่างจากชะตากรรมของสันนิบาตชาติ (League of Nations) ในอดีต

ยุทธศาสตร์การปรับตัวของไทย

ในอดีต ผู้นำไทยมีความสามารถในการนำพาประเทศให้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเสมอ เราเด่นทั้งการทูต การค้า และการเงิน จนรักษาเอกราชมาได้ ปัจจุบันเรายังคงต้องการผู้นำที่

1. เลือกเฟ้นคนเก่ง : สร้างสังคมที่แข็งแรงผ่านการวางตัวผู้เล่นที่เหมาะสม
2. การทูตหลายมิติ : เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้ง "บนโต๊ะ" และ "หลังบ้าน"
3. ปรับตัวตามบริบท : เปลี่ยนจากยุคเรือกลไฟสู่ยุคดิจิทัลและรถไฟความเร็วสูง
4. เปิดกว้างทางกลยุทธ์ : ให้ความสำคัญกับการวางแผนมากกว่าการใช้อารมณ์เลือกข้าง

ตลาดทุน: ปราการด่านหน้าและดัชนีความเชื่อมั่นของชาติ

ในบริบทโลกยุคใหม่ ตลาดทุน (Capital Market) ไม่ใช่เพียงกระดานซื้อขายหุ้น แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยยืนเด่นในภูมิภาคได้ หากเราต้องการเปลี่ยนวิกฤติโลกให้เป็นโอกาส เราต้องสร้าง "ตลาดทุน" ให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเม็ดเงินจากทั่วโลก โดยอาศัยรากฐานสำคัญ 3 ประการ

1. ความโปร่งใสและระบบยุติธรรมที่พึ่งพาได้ (Rule of Law)

ตลาดทุนจะเติบโตไม่ได้เลยหากขาดความเชื่อมั่น (Trust) รัฐต้องสร้างระบบที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศอย่างเท่าเทียม

  • ระบบการกำกับดูแล (Regulatory Standard): ต้องมีมาตรฐานสากลและมีความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย
  • กระบวนการยุติธรรม: ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาล ต้องมีความเชี่ยวชาญในคดีเศรษฐกิจและซื่อตรงต่อหน้าที่ เพื่อกำจัด "คอร์รัปชันทางนโยบาย" หรือการปั่นหุ้นที่กัดกินความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน

2. ความมั่นใจในอธิปไตยและเสถียรภาพ (Sovereignty & Stability)

ในยามที่โลกเกิดสงคราม เงินทุนมักจะไหลไปสู่ที่ที่ปลอดภัย (Safe Haven) หากประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงภายในประเทศและมีนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด เราจะกลายเป็นแหล่งพักเงินและฐานการลงทุนที่สำคัญ

  • การแสดงออกถึง "อธิปไตยที่น่าเกรงขาม" ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร แต่คือการที่รัฐสามารถรักษาระเบียบและความสงบเรียบร้อยได้ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก

3. หน้าที่ของพลเมืองและระบบราชการ (The Pillars of the State)

หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดทุนคือ "คนของรัฐ"

  • ข้าราชการและหน่วยงานกำกับดูแล : ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจและซื่อสัตย์ มากกว่าการทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง เพราะทุกการทุจริตในระบบราชการ คือการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของประเทศในระดับสากล
  • พลเมือง : ต้องไม่ตื่นตระหนกไปกับกระแสโซเชียลที่ไร้รากฐาน แต่ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อรักษาระบบของรัฐให้เดินหน้าต่อไปได้

"หากปราศจากรัฐที่น่าเชื่อถือ ตลาดทุนก็พังทลาย และหากปราศจากตลาดทุนที่แข็งแกร่ง ประเทศก็ขาดเครื่องยนต์สำคัญในการแข่งขันบนเวทีโลก"

รากฐานที่สำคัญ: ความเชื่อมั่นและระบบรัฐ

เพื่อให้ไทยยืนเด่นในภูมิภาคได้ เราต้องสร้าง "ความเชื่อมั่น" ผ่าน :

  • ระบบยุติธรรมที่น่าเชื่อถือและโปร่งใส
  • ระบบการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสากล
  • กลไกของรัฐ (ตำรวจ อัยการ ศาล) ที่พึ่งพาได้จริง
  • ข้าราชการที่ภูมิใจในหน้าที่และทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง

บทสรุป

"รัฐ" คือพื้นฐานของคน และ "คน" คือผู้รักษาความเป็นรัฐ หากเราปล่อยให้อารมณ์เหนือเหตุผลหรือทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐเอง สุดท้ายคนในชาติจะเดือดร้อนที่สุด ในยุคนี้ หน้าที่ของพลเมืองคือการรู้เท่าทันกระแสสังคม รู้หน้าที่ของตนเอง และรักษาระบบให้แข็งแกร่ง เพื่อเปลี่ยนวิกฤติโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศที่ยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...