โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พจนานุกรมอารมณ์สีดำ (The Black Book) “อารมณ์ลบไม่ใช่ศัตรู ... แต่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชีวิต”

สยามรัฐ

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 23.16 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 23.15 น.

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“…ชีวิตของคนเรา ณ โลกวันนี้ มักจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันหลากหลาย ที่เกิดจากอารมณ์ลบ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม จนสูญเสียสมดุลแห่งความดีงามของชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย!

แต่โดยแท้จริงแล้ว “อารมณ์ลบไม่ใช่ศัตรู แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชีวิต” อยู่แล้ว..สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกชีวิตจักต้องประจักษ์ในทุกๆ ขณะที่ได้ใช้ชีวิตออกไป..

..ความเข้าใจในระดับจักรวาลของชีวิต จะทำให้หัวใจแห่งการดำรงอยู่ของคนเราเปิดกว้างขึ้น และก่อบทบาทต่อการเสริมส่งคุณค่าของ “ความเป็นตัวตน” ขึ้นมา..

ภาวการณ์ในลักษณะนี้ คือวิถีแห่งการตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงในสายทางที่ทอดยาวไปสู่การมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืนและเข้าใจ ต่อบริบทของ “ยุคสมัยแห่งความเป็นจริง”..จะมืดดำ หรือ สุกสว่าง..นั่นคือ “ประตูความคิด” ที่เปิดออก ในวังวนแห่งการ “ยึดมั่นถือมั่น” ของทุกๆ ชีวิต..!

รากฐานความคิดเบื้องต้น คือแก่นสารของการรับรู้ของหนังสือที่สร้างสำนึกแห่งการหยั่งเห็น “พจนานุกรมอารมณ์สีดำ” (The Black Book) ผลงานสร้างสรรค์ของนักเขียน และนักวาดภาพประกอบชาวเกาหลีใต้ “ซอลเลดา” ผู้สร้างความรู้และความหวังแก่ผู้อ่านผ่านหนังสือดัง ที่หลายคนประทับใจ อย่าง “อย่าให้ใจเราเจ็บ” (DON'T GET MY HEART HURT) หนังสือที่ปลอบโยน และโอบประคองความรู้สึกเหนื่อยล้า ได้อย่างลึกซึ้งและจับใจ มาแล้ว..!

หนังสือได้เน้นถึงหัวใจแห่งสาระเอาไว้ ในเชิงพินิจพิเคราะห์ที่กระทบใจยิ่ง “ความอ่อนแอคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ที่เราไม่ต้องฝืน ทำเป็นคนเข้มแข็ง” การยอมรับนัยแห่งสถานการณ์แห่งอารมณ์เหล่านี้..คือมิติแห่งจุดเริ่มต้นในการเยียวยาจิตใจ..

ในทางปฏิบัติอันควรค่า เราต้องยอมรับตัวเอง “การเยียวยาเริ่มต้นด้วยการยอมรับตัวเอง” โดยคนเราไม่จำเป็นต้อง “ลบความรู้สึกสีดำ” ทิ้งไป ..แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะโอบกอดความเศร้าเอาไว้ แล้ว..ก้าวต่อไป..!

ทุกๆ คน..จึงต้องพยายามทบทวนและฝึกฝนที่จะต้องเรียกชื่ออารมณ์ของตัวเองให้ถูก..เมื่อรู้ได้อย่างชัดเจนว่ารู้สึกอะไร เช่น ไม่ใช่แค่เศร้า..แต่ยังมีความรู้สึกน้อยใจแฝงอยู่ ภาวะรู้สึกเช่นนี้จะช่วยลบความสับสน และอึดอัดภายในใจลงได้ ..!

เหตุนี้..จึงสมควรต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ที่จะต้องหยุดฝืนถึงการคิดบวก เนื่องเพราะ การแสร้งทำว่าเป็นผู้ที่มีความสุข ทั้งที่ข้างในเจ็บปวดนั้น คือการทำร้ายตัวเองอย่างแท้จริง เราจึงต้องรับฟังเสียงแห่งชีวิตของตัวเองอย่างไร้อคติ โดยเลิกตัดสินหรือทำร้ายตัวเอง เมื่อความคิดลบ ปรากฏขึ้นมา..!

แน่นอนว่า ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเข้มแข็ง หรือสบายใจอยู่ตลอดเวลา การร้องไห้ออกมา หรือแสดงออกถึงความพ่ายแพ้นั้น ถือเป็นเรื่องปกติ….ขอให้จำไว้ว่า..คนเราทุกคน มีอารมณ์เป็นผู้ส่งสาร ดังนั้น..

“ความรู้สึกแย่ๆ จะเตือนให้เราดูแลจิตใจ..หรือถอยห่างออกมาจาก สิ่งที่ทำร้ายเรา”

คนส่วนใหญ่ มักจะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึกแย่ๆ เอาไว้กับตัวเสมอ แต่สำหรับหลักคิดสำคัญของหนังสือเล่มนี้กลับขับเน้น และสอนถึงการเสริมพลังความเข้มแข็งต่อสถานการณ์ต่างๆ ออกมาอย่างมีความหวัง “หลุดออกมาจากทุกข์ และ พ้นออกมาจากความอ่อนแอ”

การยอมรับความอ่อนโยนเมื่อรู้สึกหม่นเศร้า จะช่วยให้เราได้พักจากโลกของความเป็นจริง ปลอบประโลมใจและทำให้ใจสงบลงได้..การพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยหัวใจ คือการยอมรับความเจ็บปวดของตัวเองและของผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข..

“การทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง คือการรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง และ เราจะพบว่า อารมณ์ที่ถูกกดขี่นั้น จะนอนนิ่งอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ”

นอกจากนี้ “ซอลเลดา” ยังย้ำเตือนสติอีกว่า..ในสีดำแห่งนัยของความเป็นชีวิตนั้น ความเจ็บปวดมีพลังดึงดูดจิตใจได้ในพริบตา และเมื่อถูกดึงเข้าไปแล้วจะหลุดพ้นได้ยาก เหตุนี้..การดูแลบาดแผลของเราจึงจะทำได้ใน 2 ขั้นตอน..คือยอมรับอารมณ์ตามความเป็นจริง และ การแยกอารมณ์ออกจากความคิด

“ความหม่นเศร้าเป็นเหมือนตัวเราอีกคนที่นั่งข้างๆ และคอยกระซิบกระซาบเราอยู่ ..การเก็บกดอารมณ์ไว้นานๆ เหมือนทำให้เรารู้สึกว่าได้หลุดพ้นจากอารมณ์เหล่านั้น แต่มันไม่ได้หมายความว่า เราได้เป็นอิสระ..!”

ยิ่งได้อ่านอย่างตกผลึกก็จะเห็นได้ว่า หนังสือเล่มนี้ มุ่งเน้นการจำแนกและความเข้าใจ อารมณ์ในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นความอึดอัด ความวิตกกังวล ความอับอาย หรือกระทั่งความเกลียดชัง ทั้งหมดถือว่าเป็น “อารมณ์เชิงลบ” ซึ่งให้ถือว่าเป็น “อารมณ์ปกติ” ที่ชีวิตจักต้องเผชิญ ทั้งนี้โดยการมองผ่านมุมมองเชิงจิตวิทยาที่จริงใจ เพื่อให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น..

“การที่เรามองไม่เห็นอารมณ์ ไม่ได้หมายความว่า..มันไม่ได้มีอยู่จริง”

หนังสือวางโครงสร้างสู่หลักการจิตวิทยาที่จะนำชีวิตให้ก้าวถึงความสำเร็จ ด้วยการสำรวจความรู้สึกด้านลบ ผ่านมุมมองแห่งชีวิตใหม่ๆ ของกระต่ายสีเหลือง “ซอลโท” เพื่อการหยั่งเห็นและเข้าใจ อารมณ์มืดดำแห่งชีวิตตนเอง อันเป็นที่สุด!

ว่ากันว่า..การตามหาอารมณ์ที่ซุกซ่อน จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วความเข้าใจ ก็จะเชื่อมโยงสู่ความเห็นอกเห็นใจได้ด้วย เราสามารถที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้ แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมกัน..แต่มันคือการกระตุ้นอารมณ์ที่เคยรู้สึก ..ให้ลองรู้สึกร่วมถึงอารมณ์ของอีกฝ่าย..

การรู้สึกถึงอารมณ์ตัวเองให้มากพอ จนรู้จักถึงจิตใจของตนเองนั้น หากมองอย่างแคบก็เป็นสิ่งที่เราทำเพื่อตัวเอง แต่ถ้ามองให้กว้างก็เป็นสิ่งที่เราทำเพื่อสานสัมพันธ์กับผู้อื่น.. !

“สุดท้ายอาจกล่าวได้ว่า “ความอึดอัด” ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และยังช่วยให้เราเข้าใจคนอื่น ได้อย่างถ่องแท้ด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้..หนังสือเล่มนี้ยังให้ข้อคิดถึงภาวะ ของการ “ย้ำคิดย้ำทำ” ในชีวิตของคนเราไว้อย่างน่าใคร่ครวญ..ว่ามันจักเกิดจากความวิตกกังวลที่มากเกินเหตุ และคนเรามักไม่ทบทวนถึงประเด็นนี้ในชีวิตกันมากสักเท่าไหร่..เอาแต่คิดและมองว่า “ความคิดที่ย้ำคิดย้ำทำ” เป็นนิสัยอันเลวร้ายที่แก้ได้ยาก ซ้ำร้ายยังมองว่าจิตใจตนเองไม่แข็งแกร่งพอ จึงพยายามจะแก้ไข แต่ก็แก้ไขกันได้น้อยเกินพอ..

“ผู้มีอาการย้ำคิดย้ำทำ มักจะคิดว่าการทำอะไรซ้ำๆ ของตนเป็นเรื่องแปลก แต่ก็ไม่สามารถที่จะเลิกทำได้ ดูๆ แล้วการกระทำนี้ จึงเปรียบเหมือน คุกทางใจที่อยู่ในตัวเรา”

“ซอลเลดา” ได้ให้ข้อตระหนักต่อความเกลียดชัง อย่างน่าทบทวนชีวิตว่า.. หลายต่อหลายครั้งที่ไม่ได้รับการสนอง แต่กระนั้น เราก็ยังคาดหวังและผิดหวังอยู่ซ้ำๆ บ่อยครั้งก็จะเกิดความผิดหวังอย่างรุนแรงแม้กับเรื่องน้อยๆ เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ความผิดหวังที่สะสม จะเปลี่ยนเป็น “ความหมดหวัง” และความคาดหวังที่ไม่ได้รับการเติมเต็มจะกลายเป็นบาดแผล และบาดแผล ที่ไม่ได้รับการเติมเต็มจะกลายเป็น “จิตใจที่โกรธแค้น” ต่ออีกทอด..!

“ความตั้งใจว่าจะไม่เกลียดคนอื่นนั้น จะไม่จำกัดความเกลียด แต่ยิ่งจะกระตุ้นให้ความเกลียดรุนแรงกว่าเดิม หากได้สำรวจให้ลึกลงข้างใน ว่าใครหรืออะไรกันแน่ที่เราเกลียดชังคับแค้น..และเกิดความเกลียดชังด้วยเหตุการณ์ใด? นี่คือสิ่งที่สำคัญยิ่งที่จะต้องค้นหาให้พบ อย่ามองออกนอกเรื่องไปนอกเรื่อง..แต่ให้ทบทวนและจดจ่อ จนรู้แน่..!”

“พจนานุกรมอารมณ์สีดำ” (The Black Book) ถือเป็นหนังสือแห่งการเรียนรู้และหยั่งเห็น ผ่านการรับรู้และตระหนักรู้ในด้าน ผ่านการจมลึกในด้านลบของชีวิต สู่การปฏิบัติรู้ เพื่อจะผลักดันตัวตนของตนขึ้นมาสู่พื้นที่ของความสุกสว่างและเป็นความหวัง..

“ความจริงแห่งชีวิต” ของคนเรา ณ วันนี้ มักจะเต็มไปด้วยรอยแผลทั้งภายนอกและภายใน มันคือตราประทับ ของความมืดมนที่กรีดขวั่นชีวิตทั้งโดยรู้ตัว..จิตวิญญาณของหนังสือเล่มนี้..จึงเนรมิตทางรอดผ่านภาพวาดอันตรึงความหมายต่อเรื่องของผู้เขียน กอปรกับประกายความคิด ที่ผนึกเข้าไว้กับการตีความเชิงประสบการณ์เอาไว้อย่างกลมกลืน..ภายใน 70 หลักคิด..ที่ชี้ให้เราได้เห็นต้นรากแห่งความเข้าใจ ต้นรากของหนังสือแห่งชีวิต เพื่อ พ้นผ่าน การตีตรวนและครอบงำของมายาคตินานา ที่ครอบงำ เนื้อในแห่งความเป็นชีวิตได้!!

“ตรองสิริ ทองคำใส” นักแปลที่จริงจังและละเมียดละไม แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมา ได้อย่างกระทบใจ และก่อผัสสะทางปัญญา..!

ขอให้มีชีวิตอย่างสงบงามและรู้เท่าทัน..อย่าเกลียดชัง อย่ากังวล อย่ารู้สึกอึดอัด อย่ารู้สึกหม่นเศร้า อย่าอ่อนล้า และตำหนิตัวเอง..เนื่องเพราะ “เราคือมนุษย์”

“…ขบคิดหาสาเหตุ ..การเฝ้าพินิจอารมณ์วิตกกังวล ในสภาพที่จิตใจของเราผ่อนคลายแล้ว..จะช่วยให้เราไม่หวาดหวั่นมากนัก!!”

#พจนานุกรมอารมณ์สีดำ #จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง #เยียวยาจิตใจ #EmotionalHealth #MentalHealth #เข้าใจตัวเอง #ชีวิตมนุษย์ #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...