“ทรัมป์” ยอมถอยสงครามอิหร่าน แม้ฮอร์มุซยังปิด หวังลดความตึงเครียด
"ทรัมป์" ยอมถอย พร้อมยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด อาจให้พันธมิตรยุโรปและประเทศอ่าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลเส้นทางพลังงานแทน
วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 12.33 น. สำนักข่าว The Economic Times รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้บอกกับที่ปรึกษาว่าเขาพร้อมยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเป็นส่วนใหญ่ และจะจัดการเรื่องการเปิดเส้นทางเดินเรือในภายหลัง ตามรายงานของ The Wall Street Journal ที่อ้างเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์และทีมงานสรุปว่า ความพยายามในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีอาจทำให้สงครามยืดเยื้อเกินกรอบเวลาที่วางไว้ 4–6 สัปดาห์ ดังนั้นสหรัฐควรมุ่งเน้นเป้าหมายหลักคือ การลดทอนศักยภาพกองทัพเรืออิหร่านและคลังขีปนาวุธ ก่อนจะค่อย ๆ ลดระดับการสู้รบ และใช้แรงกดดันทางการทูตเพื่อให้อิหร่านกลับมาเปิดการค้าและการขนส่งตามปกติ
หากแนวทางดังกล่าวไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า สหรัฐอาจขอให้พันธมิตรในยุโรปและประเทศอ่าวเปอร์เซียเข้ามารับบทบาทนำในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซแทน
นักวิเคราะห์มองว่า การถอนตัวของสหรัฐจากความขัดแย้งอาจช่วยลดความตึงเครียด และเพิ่มโอกาสที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้ในที่สุด ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยการกลับมาของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เช่น อินเดียและจีน และช่วยลดความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้แสดงท่าทีต่อสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งและมีข้อความที่ไม่สอดคล้องกันในที่สาธารณะ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐต่อสถานการณ์ดังกล่าว
นักวิเคราะห์จาก QuantEco Research ระบุว่า วิกฤตตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลกหลังยุคโควิด และการใช้เส้นทางเดินเรือสำคัญเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่เป็นผลดีต่อการค้าโลก
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกที่เกิดสงครามเต็มเดือน มีเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยเพียงประมาณ 6 ลำต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติที่ประมาณ 135 ลำต่อวันอย่างมาก สะท้อนว่าการขนส่งพลังงานและการค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวยังคงหยุดชะงักอย่างรุนแรง
อ้างอิง : economictimes.indiatimes.com