โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

'เอกณัฐ' กางนโยบายสุดซอย 'ไม่เกรงใจนายทุน' ผ่าตัดใหญ่โครงสร้างพลังงานไทย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงนโบายรัฐบาลยุทธศาสตร์และแนวทางการรับมือวิกฤตพลังงาน

โดยระบุว่าพลังงานเป็นยุทธศาสตร์และปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center และ Semiconductor เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งกลับต้องเผชิญกับ ภาวะวิกฤตน้ำมันซึ่งเป็นผลกระทบจากการปะทะกันในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน

งัดมาตรการเด็ดขาด: ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ใช้อำนาจคุมราคาหน้าโรงกลั่น

นายเอกณัฐ ยืนยันว่าได้เริ่มทำงานทันทีตั้งแต่วันแรกโดยไม่มีพิธีรีตอง และเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่กล้าใช้อำนาจตาม พระราชกำหนดปี 2516 เพื่อเข้าไปกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น

โดยชี้ให้เห็นว่ากลไกตลาดเดิมที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์นั้นมีความผิดปกติในยามวิกฤต ทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ (ค่าการกลั่น) พุ่งสูงจนโรงกลั่นมีกำไรมากเกินควร

รัฐบาลจึงกำหนดให้มี "ส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น" โดยคำนวณจากกำไรส่วนเกินจริงในช่วงเดือนมีนาคมมาเป็นส่วนลดในเดือนเมษายน เพื่อให้โรงกลั่นร่วมแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมยืนยันว่า "ไม่เคยมีความเกรงใจใคร" และยึดตามผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก แม้จะมีข่าวลือว่าจะถูกฟ้องร้องก็ตาม

ผ่าตัดใหญ่กองทุนน้ำมันแสนล้าน-เก็บ "ภาษีสรรพสามิต" เป็นไพ่ใบสุดท้าย

รมว.พลังงาน แสดงความกังวลต่ออำนาจของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถนำเม็ดเงินมหาศาลมาอุดหนุนจนสถานะติดลบกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเจตนาเดิมที่ควรมีเงินสำรองเพียง 2 หมื่นล้านบาท จึงมีแผนที่จะ "ผ่าตัด" ปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนใหม่ทั้งหมด ให้มีความโปร่งใส มีลิมิตการอุดหนุนที่ชัดเจน และมีระบบ Check and Balance

สำหรับข้อเสนอเรื่องการลดภาษีสรรพสามิต นายเอกณัฐระบุว่าขอเก็บไว้เป็น "ไพ่ใบสุดท้าย" เนื่องจากรัฐบาลยังต้องการงบประมาณเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้า แทนที่จะลดแบบหว่านแหซึ่งจะทำให้รายได้รัฐลดลงในยามที่จำเป็นต้องใช้เงินเยียวยาผู้เดือดร้อนจริงๆ

ประกาศเป้าหมายค่าไฟ 3 บาท และการเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์

ในด้านไฟฟ้า นายเอกณัฐ มีนโยบายปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยมุ่งเน้นความยุติธรรมผ่านระบบขั้นบันได โดยประกาศเป้าหมายว่า "ผู้ที่ใช้ไฟน้อยไม่เกิน 200 หน่วยแรกต่อเดือน ต้องได้ใช้ไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย" ซึ่งยืนยันว่าสามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อภาระค่าไฟเฉลี่ยรวม

นอกจากนี้ยังเร่งผลักดันการผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) โดยจะลดอุปสรรคทางกฎหมายและการขอใบอนุญาตให้สะดวกที่สุด พร้อมนำระบบ Net Billing มาใช้เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนเข้าระบบและนำมาลดหย่อนค่าไฟในรอบบิลได้ รวมถึงการเปิดตลาด Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าเสรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ส่งชุด "สุดซอย" ตรวจสต็อกน้ำมัน-เตือนพวกฉวยโอกาส

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นายเอกณัฐ ระบุว่าได้ส่ง ทีม "ชุดสุดซอย" ลงพื้นที่ตรวจเช็กคลังน้ำมัน 92 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันให้ตรงตามจริงและป้องกันการกักตุน พร้อมฝากคำเตือนอย่างดุดันถึงผู้ประกอบการที่คิดจะเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤตว่า

"ถ้าพบความผิดปกติ ผมเอาจริงผมเอาตายแน่นอน… ใครจะมาหากำไรในช่วงเวลาแบบนี้ ผมก็ต้องบอกตรงไปตรงมาว่าถ้ามีเงินก็เตรียมไว้ใช้ในคุก"

สร้างความยั่งยืน: เชื้อเพลิงชีวภาพและคลังสำรองแห่งชาติ ในระยะยาว

รัฐมนตรีพลังงานมุ่งส่งเสริม เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เช่น บี20 และเอทานอล เพื่อนำรายได้กลับสู่เกษตรกรไทยและลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศที่ไทยต้องนำเข้าสูงถึง 90% พร้อมเสนอแนวคิดจัดตั้ง คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว

"การที่นายกรัฐมนตรีเลือกผมมาดำรงตำแหน่งนี้ เป็นหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลไม่เกรงใจนายทุน และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนจากคำพูดให้เป็นผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง" นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...