โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สงครามหนุนยางพุ่ง 83 บาท ดีมานด์โลกแซงซัพพลาย พื้นที่ปลูกหด 4 ล้านไร่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ราคายางพาราหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญ ยังได้รับการจับตามองจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งจากภาวะสงคราม ภาวะเอลนีโญ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายดิษฐเดช วัฒนาพร” รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านปฏิบัติการ ถึงทิศทางและมาตรการการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางในปี 2569

สงครามดันราคายางพุ่ง 83 บาท

นายดิษฐเดช กล่าวว่า ภาวะสงครามส่งผลกระทบต่อราคายางใน 2 มิติ โดยในเชิงบวก สงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น กระทบต่อราคายางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเลียมให้มีราคาสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ผลิตหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น จนราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (7 เม.ย.69) และน้ำยางสด ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันที่ 83 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)แล้ว จากก่อนช่วงเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านเฉลี่ยที่ 66-67 บาทต่อ กก.

อย่างไรก็ตาม ในเชิงลบ สงครามนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ย เม็ดพลาสติก และโลจิสติกส์ แม้ราคายางจะสูงขึ้น แต่เกษตรกรบางส่วนอาจยังไม่พึงพอใจเต็มที่เนื่องจากค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

“สำหรับการเปิดกรีดยางในฤดูกาลใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ กยท. คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตรวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 4.8 ล้านตัน โดยจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดเฉลี่ยเดือนละ 300,000 - 400,000 ตัน แม้ตามปกติเมื่อผลผลิตออกมามากราคาจะย่อตัวลง แต่ ณ วันนี้ ทั้งสมาคมฯ และผู้ส่งออกยืนยันตรงกันว่า ปริมาณความต้องการใช้ยางยังมีมากกว่ากำลังการผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพราคา”

ดัน “น้ำหมักชีวภาพ” สู้ปุ๋ยแพง

อย่างไรก็ดี กยท.ได้นำเสนอเรื่องเพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง ต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่มอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (8 เม.ย.69) เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนปุ๋ยเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูง โดยกยท.ได้นำเสนอโครงการใช้น้ำหมักจากปลาหมอคางดำและน้ำหมักน้ำนม เพื่อนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี

“เราไม่ได้ยกเลิกปุ๋ยเคมี แต่การใช้น้ำหมักจะช่วยปรับปรุงดินและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหาร ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องต้นทุนให้เกษตรกรได้จริง”

อัด 2,800 ล้าน รักษาเสถียรภาพปี 69

ในด้านการดูแลเสถียรภาพราคายางพารา กยท. เตรียมดำเนินงานผ่าน 2 โครงการหลัก คือ โครงการชะลอการขายยาง เพื่อให้สถาบันเกษตรกรเก็บยางไว้ขายในช่วงราคาที่เหมาะสม และโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง เพื่อเข้าพยุงราคาในตลาดหากมีการปรับตัวลดลงอย่างผิดปกติ

ส่วนสวัสดิการเกษตรกรกรณีเสียชีวิตหรืออุบัติเหตุ นายดิษฐเดช ยืนยันว่ายังคงใช้แนวทางเดิมคือ กยท. เป็นผู้จ่ายเงินชดเชยเองในอัตรา 30,000 บาทต่อราย เนื่องจากมีความรวดเร็วและประหยัดงบประมาณมากกว่าการทำประกันผ่านบริษัทเอกชน โดยปีที่ผ่านมา กยท. จ่ายเงินเยียวยาส่วนนี้ไปประมาณ 200 กว่าล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกรอบงบประมาณที่สนับสนุนได้

โรค-ราคาฉุด พื้นที่ปลูกวูบ 4 ล้านไร่

สำหรับแนวโน้มการทำสวนยางพาราของไทยยังคงหดตัวต่อเนื่อง จากปี 2564 ที่มีพื้นที่สวนยางขึ้นทะเบียนกับ กยท. ราว 19 ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 15 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ราว 13 ล้านไร่ สะท้อนการปรับตัวของเกษตรกรที่หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า

ปัจจัยกดดันหลักมาจากทั้งปัญหาราคายางผันผวน การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการระบาดของโรคในสวนยาง ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยตัดสินใจโค่นยางและเปลี่ยนกิจกรรมการผลิต ซึ่งสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการปรับลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อสร้างสมดุลตลาด และยกระดับความมั่นคงในอาชีพสวนยางอย่างยั่งยืน

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กยท. ได้จัดสรรงบประมาณ 5,817 ล้านบาท เดินหน้าโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน ครอบคลุมเป้าหมายปลูกใหม่ 2 แสนไร่ พร้อมดูแลเกษตรกรกว่า 1.66 แสนราย ในพื้นที่รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ โดยมีการปรับอัตราเงินสงเคราะห์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ ปลูกยางทดแทนยางเดิม เพิ่มการสนับสนุนจาก 16,000 บาท เป็น 20,000 บาทต่อไร่ (ดูแลต่อเนื่อง 6 ปีครึ่ง) เพื่อรักษาสมดุลพื้นที่ยาง หรือ ปลูกแทนด้วยไม้เศรษฐกิจ ปรับลดเหลือ 12,000 บาทต่อไร่ (ดูแล 1 ปี ก่อนส่งต่อกรมส่งเสริมการเกษตร) และสวนยางยั่งยืน (อริยเกษตร) สนับสนุน 20,000 บาทต่อไร่ (ดูแล 6 ปีครึ่ง)

อย่างไรก็ตาม หากมีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการเกินเป้าหมาย จะมีการจัดลำดับความสำคัญ โดยผู้ที่สามารถโค่นและปลูกได้ทันภายในปีงบประมาณจะได้รับสิทธิก่อน ส่วนผู้ที่พลาดเป้า สามารถลงทุนปลูกด้วยตนเองล่วงหน้า และเข้าคิวรับการสนับสนุนในปีถัดไปได้

“ฝากความห่วงใยถึงเกษตรกรให้ระมัดระวังเรื่องไฟไหม้สวนยางในช่วงฤดูร้อน และขอให้ปรับตัวรับมือค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่สูงขึ้นด้วยการทำอาชีพเสริมหรือน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมถึงสภาวะเอลนีโญที่จะทำให้เกิดภัยแล้งและผลผลิตลดลง และโรคใบร่วงที่มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงได้ประมาณ 10 ถึง 15%” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวตอนท้าย

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 - 15 เมษายน พ.ศ. 2569.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...