สงครามหนุนยางพุ่ง 83 บาท ดีมานด์โลกแซงซัพพลาย พื้นที่ปลูกหด 4 ล้านไร่
สถานการณ์ราคายางพาราหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญ ยังได้รับการจับตามองจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งจากภาวะสงคราม ภาวะเอลนีโญ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายดิษฐเดช วัฒนาพร” รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านปฏิบัติการ ถึงทิศทางและมาตรการการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางในปี 2569
สงครามดันราคายางพุ่ง 83 บาท
นายดิษฐเดช กล่าวว่า ภาวะสงครามส่งผลกระทบต่อราคายางใน 2 มิติ โดยในเชิงบวก สงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น กระทบต่อราคายางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเลียมให้มีราคาสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ผลิตหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น จนราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (7 เม.ย.69) และน้ำยางสด ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันที่ 83 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)แล้ว จากก่อนช่วงเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านเฉลี่ยที่ 66-67 บาทต่อ กก.
อย่างไรก็ตาม ในเชิงลบ สงครามนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ย เม็ดพลาสติก และโลจิสติกส์ แม้ราคายางจะสูงขึ้น แต่เกษตรกรบางส่วนอาจยังไม่พึงพอใจเต็มที่เนื่องจากค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
“สำหรับการเปิดกรีดยางในฤดูกาลใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ กยท. คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตรวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 4.8 ล้านตัน โดยจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดเฉลี่ยเดือนละ 300,000 - 400,000 ตัน แม้ตามปกติเมื่อผลผลิตออกมามากราคาจะย่อตัวลง แต่ ณ วันนี้ ทั้งสมาคมฯ และผู้ส่งออกยืนยันตรงกันว่า ปริมาณความต้องการใช้ยางยังมีมากกว่ากำลังการผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพราคา”
ดัน “น้ำหมักชีวภาพ” สู้ปุ๋ยแพง
อย่างไรก็ดี กยท.ได้นำเสนอเรื่องเพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง ต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่มอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (8 เม.ย.69) เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนปุ๋ยเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูง โดยกยท.ได้นำเสนอโครงการใช้น้ำหมักจากปลาหมอคางดำและน้ำหมักน้ำนม เพื่อนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี
“เราไม่ได้ยกเลิกปุ๋ยเคมี แต่การใช้น้ำหมักจะช่วยปรับปรุงดินและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหาร ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องต้นทุนให้เกษตรกรได้จริง”
อัด 2,800 ล้าน รักษาเสถียรภาพปี 69
ในด้านการดูแลเสถียรภาพราคายางพารา กยท. เตรียมดำเนินงานผ่าน 2 โครงการหลัก คือ โครงการชะลอการขายยาง เพื่อให้สถาบันเกษตรกรเก็บยางไว้ขายในช่วงราคาที่เหมาะสม และโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง เพื่อเข้าพยุงราคาในตลาดหากมีการปรับตัวลดลงอย่างผิดปกติ
ส่วนสวัสดิการเกษตรกรกรณีเสียชีวิตหรืออุบัติเหตุ นายดิษฐเดช ยืนยันว่ายังคงใช้แนวทางเดิมคือ กยท. เป็นผู้จ่ายเงินชดเชยเองในอัตรา 30,000 บาทต่อราย เนื่องจากมีความรวดเร็วและประหยัดงบประมาณมากกว่าการทำประกันผ่านบริษัทเอกชน โดยปีที่ผ่านมา กยท. จ่ายเงินเยียวยาส่วนนี้ไปประมาณ 200 กว่าล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกรอบงบประมาณที่สนับสนุนได้
โรค-ราคาฉุด พื้นที่ปลูกวูบ 4 ล้านไร่
สำหรับแนวโน้มการทำสวนยางพาราของไทยยังคงหดตัวต่อเนื่อง จากปี 2564 ที่มีพื้นที่สวนยางขึ้นทะเบียนกับ กยท. ราว 19 ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 15 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ราว 13 ล้านไร่ สะท้อนการปรับตัวของเกษตรกรที่หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า
ปัจจัยกดดันหลักมาจากทั้งปัญหาราคายางผันผวน การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการระบาดของโรคในสวนยาง ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยตัดสินใจโค่นยางและเปลี่ยนกิจกรรมการผลิต ซึ่งสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการปรับลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อสร้างสมดุลตลาด และยกระดับความมั่นคงในอาชีพสวนยางอย่างยั่งยืน
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กยท. ได้จัดสรรงบประมาณ 5,817 ล้านบาท เดินหน้าโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน ครอบคลุมเป้าหมายปลูกใหม่ 2 แสนไร่ พร้อมดูแลเกษตรกรกว่า 1.66 แสนราย ในพื้นที่รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ โดยมีการปรับอัตราเงินสงเคราะห์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ ปลูกยางทดแทนยางเดิม เพิ่มการสนับสนุนจาก 16,000 บาท เป็น 20,000 บาทต่อไร่ (ดูแลต่อเนื่อง 6 ปีครึ่ง) เพื่อรักษาสมดุลพื้นที่ยาง หรือ ปลูกแทนด้วยไม้เศรษฐกิจ ปรับลดเหลือ 12,000 บาทต่อไร่ (ดูแล 1 ปี ก่อนส่งต่อกรมส่งเสริมการเกษตร) และสวนยางยั่งยืน (อริยเกษตร) สนับสนุน 20,000 บาทต่อไร่ (ดูแล 6 ปีครึ่ง)
อย่างไรก็ตาม หากมีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการเกินเป้าหมาย จะมีการจัดลำดับความสำคัญ โดยผู้ที่สามารถโค่นและปลูกได้ทันภายในปีงบประมาณจะได้รับสิทธิก่อน ส่วนผู้ที่พลาดเป้า สามารถลงทุนปลูกด้วยตนเองล่วงหน้า และเข้าคิวรับการสนับสนุนในปีถัดไปได้
“ฝากความห่วงใยถึงเกษตรกรให้ระมัดระวังเรื่องไฟไหม้สวนยางในช่วงฤดูร้อน และขอให้ปรับตัวรับมือค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่สูงขึ้นด้วยการทำอาชีพเสริมหรือน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมถึงสภาวะเอลนีโญที่จะทำให้เกิดภัยแล้งและผลผลิตลดลง และโรคใบร่วงที่มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงได้ประมาณ 10 ถึง 15%” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวตอนท้าย
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 - 15 เมษายน พ.ศ. 2569.