สถาบันพระปกเกล้า จับมือเดลินิวส์ เปิดคลังสมอง ‘วิชาการ-การเมือง’ สู่หนังสือการ์ตูนย่อยง่าย
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 เม.ย. ที่อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า และเดลินิวส์ สัมมนาวิชาการ เรื่อง "สส. 101: start strong" โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน และผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวตอนหนึ่งว่า สถาบันพระปกเกล้าก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี ใครๆ ก็รู้จัก แต่วันนี้บริบทโลกเปลี่ยนไป เราผลิตหนังสือ งานวิชาการ งานวิจัยเยอะ เป็นเหมือนห้องสมุดแต่แทบไม่มีคนอ่าน ไม่มีใครเปิดดู คล้ายกับกระบวนการตามยุติธรรมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือเรื่องความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม งานวิชาการงานวิจัยจะทำดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีคนอ่านก็เหมือนกับการไม่ได้ทำ อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยระบุว่าหากเปลี่ยน ข้อมูลเนื้อหา มาเป็นรูปภาพจะทำให้มีการรับรู้เนื้อหา และเก็บไว้ในสมองเพิ่มขึ้น 60,000 เท่า เมื่อตนทราบเรื่องนี้จึงได้ประสานไปยังนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ เพื่อร่วมกันจัดทำหนังสือเล่มเล็กย่อยงานวิจัย การเมือง และอื่นๆ นำเสนอผ่านตัวอักษร และการ์ตูนโดยที่นักวาดการ์ตูน "นายขวด" ขณะนี้ทำออกมาแล้ว 2 เล่ม โดยมีการสรุปกระบวนการเลือกนายกฯ ประเด็นภัยพิบัติ ส่วนฉบับถัดไปจะพูดถึงเรื่องงบประมาณและเรื่องอื่นๆ
“เราพูดกันเสมอว่า สถาบันพระปกเกล้า เราเป็นสถาบันวิชาการที่ผลิตงานวิจัยคุณภาพ ขณะที่เดลินิวส์ก็เป็นสื่อที่อยู่คู่กับคนไทยมาจนเป็นภาพจำ ทั้ง 2 หน่วยงานมาเพื่อร่วมกันนำองค์ความรู้มาสื่อสารผ่านสื่อมวลชนที่มีคุณภาพ ก็เชื่อว่าจะสามารถนำพาองค์ความรู้เหล่านี้ เปลี่ยนจากสิ่งที่ย่อยยากให้ย่อยง่ายขึ้น หรือหลายคนใช้คำว่าประชาธิปไตยกินได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยในตำราหรือทฤษฎี แต่คือสามารถย่อยให้เข้าใจและนำสู่การปฏิบัติได้จริง” รศ.ดร.อิสระ กล่าว
ด้าน นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ กล่าวว่า หลังการพูดคุยกันเรื่องการจัดทำหนังสือแล้ว เราเข้าใจดี ว่าปัจจุบัน คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อ่านหนังสือน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้วการอ่านหนังสือมีประโยชน์ต่อสมอง และกระบวนการคิด เพราะกระบวนการรวบรวมตัวอักษรเป็นคำ รวบรวมคำเป็นประโยค สมองจะใช้ความคิดมากกว่าการดูยูทูบ หรือภาพยนตร์ ที่มีคนอธิบายไว้ให้ ทั้งนี้ตนขอยกตัวอย่างประเทศสวีเดน ที่มีการยกเลิกระบบให้เด็กเรียนผ่านไอแพด กลับไปใช้กระดาษและดินสอ เหมือนเดิม ดังนั้นตนมองว่าการศึกษาของไทยจึงยังไม่ควรก้าวข้ามไปที่ไอแพดเลย แต่ควรใช้การเขียน และส่งเสริมการอ่าน อย่างหนังสือที่ทำร่วมกับสถาบันพระปกเกล้านั้น ตนอ่านแล้วชอบมาก เพราะเข้าใจง่าย ว่า สส. มีบทบาท 3 อย่าง คือ ออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และเป็นผู้แทนประชาชน อย่างไรก็ตาม ตนขอฝากเรื่องการตรวจสอบงบประมาณรัฐอย่างเข้มข้น ทั้งงบฯ ในระบบ และการใช้เงินนอกงบประมาณ ด้วย.