โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทางสู้…แรงงานไทย สู้น้ำมันแพง !!

TOJO NEWS

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 12.24 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 05.24 น. • Admin Tojo

“อรรถวิชช์” หนุน “แรงงานไทย” สู้น้ำมันแพง แฉกลไกโรงกลั่นเก็งกำไรช่วงวิกฤต ชงรัฐปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบ รื้อกฎหมายปี 43 เลิกอุ้มกำไรโรงกลั่นผ่านกองทุนน้ำมันฯ

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อ “สงคราม พลังงาน แรงงานไทย” ที่จัดโดย “มูลนิธิทนง โพธิ์อ่าน” ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงพัฒนาการด้านพลังงานของประเทศไทย โดยระบุว่า ระบบพลังงานของไทยมีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคแรกที่ประเทศสามารถผลิตน้ำมันใช้เองได้ โดยยกตัวอย่าง “ปั๊มสามทหาร” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสงคราม โดยกองทัพเป็นผู้ผลิตน้ำมัน และนำส่วนที่เหลือออกจำหน่ายให้ประชาชนในราคาถูก ขณะเดียวกันน้ำมันคุณภาพสูงจะมาจากบริษัทต่างชาติ เช่น Esso, Shell และ Caltex ทำให้ในอดีตราคาน้ำมันมีความหลากหลาย ไม่ได้เป็นราคาเดียวเหมือนปัจจุบัน

ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ในช่วงหนึ่งประเทศไทยเผชิญวิกฤตราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเข้าสู่ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มปรับโครงสร้างพลังงาน จากระบบเดิมเข้าสู่ “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” หรือ ปตท. ที่รัฐดำเนินการเต็มรูปแบบ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังเดินหน้าดึงโรงกลั่นน้ำมันจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ราคาน้ำมันอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเหมาะสม แต่ในปัจจุบันมองว่าไม่ควรใช้อีกต่อไป เนื่องจากบริบทเปลี่ยนแปลงไป

ดร.อรรถวิชช์ ระบุอีกว่า ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานของตนเอง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซในอ่าวไทยที่มีปริมาณมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้า รวมทั้งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่สำรวจที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบหลักจาก 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา โดยน้ำมันจากตะวันออกกลางต้องผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ แต่ขณะนี้เกิดสถานการณ์ความตึงเครียด โดยอิหร่านมีการปิดช่องแคบดังกล่าวตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักเป็นเวลานานกว่า 1 เดือนครึ่ง และมีแนวโน้มยืดเยื้อเกือบ 2 เดือน ทั้งนี้ การขนส่งน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซมายังประเทศไทยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ทำให้ผลกระทบจากการปิดเส้นทางจะเริ่มปรากฏชัดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ ซึ่งประชาชนควรติดตามสัญญาณจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ว่าจะสามารถบริหารจัดการนำเข้าน้ำมันได้เพียงพอหรือไม่

ขณะที่การสำรองน้ำมันของไทย ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ตามกฎหมายกำหนดให้มีสำรองเพียง 25 วัน และเป็นการสำรองโดยภาคเอกชน แม้จะมีการนับรวมปริมาณน้ำมันในระบบทั้งหมด เช่น น้ำมันดิบที่ยังไม่กลั่น น้ำมันระหว่างขนส่ง หรือที่อยู่ในกระบวนการผลิต จนดูเหมือนมีสำรองมากกว่า 100 วัน แต่ในความเป็นจริง ปริมาณที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีมีจำกัด

“ขณะนี้ผ่านไปแล้วกว่า 50 วัน นับตั้งแต่เกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือว่าใช้เวลาครึ่งหนึ่งของวงจรการขนส่งแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการนำเข้าน้ำมันล็อตใหม่ ว่าจะเข้ามาทันหรือไม่ เพราะข้อมูลที่ปรากฏมีเพียงว่า มีเรือเข้ามาเพียง 1-2 ลำเท่านั้น” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.อรรถวิชช์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการยืนยันก่อนหน้านี้ว่าน้ำมันยังไม่ขาดแคลน แต่กลับพบปัญหาน้ำมันบางช่วงบางพื้นที่เริ่มขาดในหน้าปั๊มแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการพลังงานที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงปัญหาราคาน้ำมันของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้เกิดจาก “การขาดแคลน” อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่แท้จริงเป็นผลจาก “การกักตุน” และโครงสร้างราคาที่เอื้อให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มสามารถทำกำไรสูงเกินควร โดยเฉพาะระบบการตั้งราคาที่อิงตลาดสิงคโปร์แบบ Spot ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตหรือสงคราม ทั้งที่ในความเป็นจริง น้ำมันที่นำมาจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่เป็นสต็อกเก่าที่นำเข้าและขนส่งล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน จึงมีต้นทุนต่ำกว่าราคาปัจจุบัน แต่กลับถูกขายในราคาที่อิงตลาดโลก ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดส่วนต่างกำไรจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า “ลาภลอย” แม้ผู้ประกอบการจะอ้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจาก War Premium เช่น ค่าขนส่งหรือค่าประกันภัยที่สูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม แต่ต้นทุนดังกล่าวสะท้อนเฉพาะธุรกรรมใหม่ ไม่ใช่ต้นทุนของน้ำมันในสต็อกเดิม อีกทั้งยังมีความไม่สอดคล้องทางบัญชี เนื่องจากในการยื่นภาษีจะใช้ต้นทุนจริง แต่ในการขายกลับใช้ราคาตลาดโลกที่สูงกว่า

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงกลไกการทำกำไรในระบบ โดยระบุว่า ผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ราคาน้ำมันล่วงหน้า และทยอยซื้อสะสมในแต่ละช่วงราคาที่เพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได (Step Pricing) จากนั้นเก็บสต็อกไว้ในคลังหรือเรือขนส่ง และนำมาจำหน่ายในช่วงที่ราคาสูงสุด ยิ่งในช่วงสงคราม ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวสูงเร็วกว่าน้ำมันดิบ ทำให้ส่วนต่างกำไรยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ยังมีช่องโหว่ในการบริหารจัดการที่เอื้อต่อการเก็งกำไร โดยหากผู้ประกอบการทราบว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นเป็นระยะ เช่น ทุก 2 วัน ก็สามารถ “หน่วงเวลา” การขนส่งจากเดิม 1 วัน เป็น 2-3 วัน เพื่อรอขายในราคาที่สูงขึ้นได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

จากปัญหาดังกล่าว ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาแนวทางการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” เช่นเดียวกับ สหราชอาณาจักร เพื่อนำรายได้จากกำไรส่วนเกินของธุรกิจพลังงานกลับมาช่วยเหลือประชาชน พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นความผิดปกติของโครงสร้างราคาน้ำมันไทย โดยยกตัวอย่างกรณีที่นายเอกณัฏฐ์ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปรับลดค่าการกลั่นลง 2 บาทในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดจาก 50 บาท เหลือ 48 บาท ซึ่งแม้จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐสามารถกดราคาได้ แต่ในความเป็นจริง ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 13 บาท จาก 56 บาท เหลือ 43 บาท ตามภาวะตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาขายปลีกกลับลดลงเพียง 2 บาทเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าค่าการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 1.50 บาท เป็น 10.50 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 9 บาท ทั้งที่รายได้ของปั๊มน้ำมันตามสัญญาอยู่เพียงประมาณ 75 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงกลั่น ไม่ใช่ผู้ประกอบการปั๊ม

ดร.อรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่หากไม่มีการกำหนดราคาปลายทางอย่างชัดเจน ก็อาจเกิดการโยกส่วนต่างไปเพิ่มในค่าการกลั่นหรือค่าการตลาดแทน ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการใช้ระบบ “Cost Plus” โดยกำหนดราคาจากต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม พร้อมกำหนดเพดานราคาขาย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการกำหนดราคาสินค้าได้ โดยน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมลำดับที่ 16 อยู่แล้ว แต่กลับยังไม่มีการนำมาใช้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงปัญหาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเงินจากประชาชน โดยระบุว่า ในบางช่วงมีการอุดหนุนสูงถึง 15-18 บาทต่อลิตร ทั้งที่ในภาวะปกติควรอยู่ที่ประมาณ 2.80 บาทต่อลิตร แต่กลับถูกนำไปอุดหนุนราคาที่อิงตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนกำไรของโรงกลั่น แทนที่จะใช้เพื่อพยุงระบบในยามขาดทุน

สำหรับโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นของไทย ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ปัจจุบันถือว่าอิ่มตัวแล้ว โดยไทยมีโรงกลั่นอยู่ถึง 6 แห่ง ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศและการส่งออก จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงกลั่นแห่งใหม่เพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ยังมีข้อจำกัดเชิงกฎหมายและโครงสร้างหน่วยงาน โดยกระทรวงพลังงานซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2545 ยังใช้กฎหมายหลักด้านน้ำมันจากปี 2543 ที่ไม่เคยปรับปรุง ขณะที่อำนาจในการกำหนดราคาปลายทางกลับอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ส่งผลให้การบริหารจัดการขาดความสอดคล้อง

ส่วนมาตรการที่รัฐใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำมันนั้น ดร.อรรถวิชช์ มองว่าเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ในช่วงท้าย ดร.อรรถวิชช์ เน้นย้ำว่า การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานจำเป็นต้องอาศัยความกล้าทางการเมือง เนื่องจากต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนพลังงาน พร้อมระบุว่าการทำงานในกระทรวงพลังงานเป็นเรื่องยาก และต้องมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...