ผู้ว่าฯ ธปท. มั่นใจ พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ดัน GDP ปี 69 แตะ 2.1% ลุ้น Virtual Bank เปิดตัว 2 แห่งสิ้นปี
ผู้ว่าฯ ธปท. มั่นใจ พ.ร.ก. 4 แสนล้าน หนุน GDP ปี 69 โตแตะ 2.1% ยันไทยไร้สัญญาณ Stagflation พร้อมเผย Virtual Bank เตรียมเปิดให้บริการ 2 แห่งแรกภายในสิ้นปีนี้
7 พ.ค.2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานมหกรรมการเงิน Money Expo 2026 ว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในภาวะที่เรียกว่า "Stagflation" หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำควบคู่กับเงินเฟ้อสูงตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากเงื่อนไขการเกิด Stagflation ต้องเห็นตัวเลขเศรษฐกิจดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงพร้อมกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและแช่แข็งอยู่ในระดับนั้นเป็นระยะเวลานาน
สำหรับสถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน แม้ประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นพอสมควรในช่วงปีนี้ โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.89% และอาจเห็นบางเดือนพุ่งขึ้นไปถึง 4-5% แต่นั่นเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า
“ธปท.เชื่อมั่นว่าระดับเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยปรับลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2570เป็นต้นไป และจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 1.4% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ที่วางไว้ มองว่าปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของการประเมินผลจากการออกมาตรการตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จากเดิมที่ธปท.เคยประเมินวงเงินไว้ที่ 3 แสนล้าน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะช่วยให้ GDP ในปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.6% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ 1.5% เพิ่มมาอยู่ที่ประมาณ 2.1% ขณะที่ในปี 2569 คาดการณ์ว่า GDP จะอยู่ที่ประมาณ 1.6% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ปรับสูงขึ้นในปีนี้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจให้มีโอกาสเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนกรณีที่ธปท.ประกาศปรับมาตรฐานค่าธรรมเนียมทางการเงินภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมบางรายการลดลงจะเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่รายย่อยและกลุ่ม SME ในระยะยาวแบบถาวร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
นอกจากนี้ธปท.ยังส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินโครงการ "Secure Plus" เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถนำที่ดินมาเป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการปรับปรุงเงื่อนไขการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวขึ้น แม้ว่าการขยายตัวของสินเชื่อในภาพรวมอาจจะยังต้องใช้เวลาตามสภาวะเศรษฐกิจก็ตาม
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในรอบนี้จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานระหว่างมาตรการทางการคลังที่เป็นการกระตุ้นโดยตรง และมาตรการทางการเงินที่เป็นตัวช่วยเสริมสภาพคล่องเฉพาะจุด โดย ธปท. พร้อมที่จะติดตามสถานการณ์หนี้เสีย (NPL) อย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นก็พร้อมที่จะนำมาตรการช่วยเหลือเชิงรุก เช่น มาตรการฟ้าส้ม กลับมาใช้หรือปรับใช้นโยบายการเงินอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฝ่าฟันความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไปได้
ส่วนความคืบหน้าเรื่องธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank นายวิทัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้สมัครทั้ง 3 รายยังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามแผนงาน โดยมีกรอบเวลาจัดตั้งระบบภายใน 1 ปี หรือ ในเดือนมิ.ย.2569 และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 1 ปี ซึ่งธปท.คาดว่าจะได้เห็นการจัดตั้งอย่างเป็นทางการอย่างน้อย 2 แห่งภายในสิ้นปีนี้
โดย Virtual Bank จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงิน โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มฐานราก พ่อค้าแม่ค้า และ SME ที่มีประวัติทางการเงินไม่เพียงพอต่อการใช้บริการธนาคารรูปแบบเดิม ทั้งนี้ทุกขั้นตอนการจัดตั้งจะต้องผ่านการพิจารณาเกณฑ์ที่เข้มงวด ทั้งในด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการบริหารความเสี่ยง เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาในลำดับต่อไป
“ ธปท.ให้ความสำคัญกับความพร้อมและความมั่นคงของระบบธนาคารเป็นอันดับแรก ตามหลักเกณฑ์ Virtual Bank ต้องจัดตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่ในทางปฏิบัติเราได้เปิดช่องให้สามารถขอขยายเวลาออกไปได้อีก 1 ปีหากรายใดยังไม่พร้อม เนื่องจากกระบวนการจัดตั้งธนาคารใหม่นั้นมีความซับซ้อนสูงมาก ระหว่างนั้นผู้สมัครต้องเร่งจัดวางระบบภายในให้ครบถ้วนทุกด้าน"