โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พิมพ์ภัทรา’ ถกแก้ ‘ไฟป่า-PM2.5’ ยกระดับแก้เผาในที่โล่งอย่างยั่งยืน

เดลินิวส์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘พิมพ์ภัทรา’ นั่งหัวโต๊ะ กรรมาธิการฯไฟป่า-PM2.5 ถกใหญ่ทุกภาคส่วน ชี้ไทยต้องเลิกยึด Hotspot เป็น KPI ดันใช้ Burn Scar-AI-ดาวเทียม แก้เผาในที่โล่งอย่างยั่งยืน

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เปิดประชุมหารือร่วมหน่วยงานเทคโนโลยีอวกาศ นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับมาตรการลดการเผาในที่โล่งอย่างยั่งยืน พร้อมสะท้อนทิศทางใหม่ของประเทศว่า ไทยควรเลิกใช้ “Hotspot” เป็นตัวชี้วัดหลัก และหันมาใช้ “Burn Scar” หรือร่องรอยพื้นที่เผาไหม้จริง ร่วมกับ AI และข้อมูลดาวเทียม เพื่อบริหารจัดการปัญหาเชิงระบบอย่างแม่นยำมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) รวมถึงภาคประชาชนจากเพจ “ตามรอยเผา” และ “ฝ่าฝุ่น” ร่วมนำเสนอข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยที่ประชุมระบุว่า ปัญหา PM2.5 ของไทยกว่า 54% ยังมีต้นตอจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ นาข้าว และไร่อ้อย ขณะที่สถานการณ์ปี 2569 รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยสภาพอากาศแปรปรวนและฝนทิ้งช่วงยาว ทำให้เชื้อเพลิงแห้งสะสมและเกิดไฟลุกลามพร้อมกันหลายพื้นที่

นางสาวศศิประภา แถวฐาธรรม นักภูมิสารสนเทศ จิสด้า เปิดข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS พบว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม–5 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีจุดความร้อนสะสมสูงถึง 144,302 จุด โดยภาคเหนือพบมากที่สุด 89,628 จุด และเฉพาะเดือนเมษายน 2569 จุดความร้อนพุ่งเป็น 80,824 จุด จาก 12,502 จุดในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ด้านนายวสันต์ชัย วงศ์สันติวนิช ที่ปรึกษา สดร. สดร. นำเสนอเทคโนโลยีตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 ผ่านระบบ ACSM และเครือข่ายตรวจวัดในเชียงใหม่ กรุงเทพฯ และสงขลา เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมโชว์โครงการใช้โดรนตรวจวัดมลพิษทางอากาศในหลายระดับความสูง และแพลตฟอร์ม “Teelaton” สำหรับติดตาม Hotspot และการเคลื่อนที่ของกลุ่มควันแบบ Real-time เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่วางแผนดับไฟและบริหารจัดการเชื้อเพลิง

ขณะที่นายปฐมภพ สุวรรณคีรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ไทยคม เสนอระบบ “Geospatial Intelligence Solution for Wildfire and PM2.5 Management” ใช้ AI ดาวเทียม กล้องตรวจจับภาคพื้นดิน และระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ครบวงจร ตั้งแต่การคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า 7 วัน การตรวจจับไฟระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายหลังเกิดเหตุด้วย Burn Scar โดยชี้ว่า “การลักลอบเผากลางคืน” เป็น Pain Point สำคัญที่ต้องใช้การผสานหลายเทคโนโลยีร่วมกันเพื่อลดช่องว่างข้อมูล

ด้าน ผศ.พ.ท.ดร.สรวิศ สุภเวชย์ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ตามรอยเผา” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังติด “กับดักข้อมูลสมบูรณ์แบบ” เพราะภาครัฐมักต้องการข้อมูลแม่นยำเกือบ 100% จึงจะนำมาใช้เชิงนโยบาย ทั้งที่ข้อมูลจาก AI และดาวเทียมที่แม่นยำระดับ 70–80% ก็เพียงพอสำหรับการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานได้ทันเวลา พร้อมเสนอว่า Burn Scar จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 สามารถสะท้อนพื้นที่เผาจริงได้ละเอียดกว่า Hotspot แม้จะมีโอกาสคลาดเคลื่อนบางส่วน แต่เหมาะสำหรับใช้สนับสนุนการปฏิบัติการและการประเมินผลเชิงนโยบายมากกว่า

ด้าน ดร.เจน ชาญณรงค์ วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการฝุ่น PM2.5 ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ “ฝ่าฝุ่น” ชี้ว่า Hotspot ควรใช้เพียงติดตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่ควรเป็น KPI หลักของประเทศ เพราะมีข้อจำกัดด้านช่วงเวลาการผ่านของดาวเทียม ขณะที่ Burn Scar สามารถสะท้อนขนาดความเสียหายจริงและสถานการณ์ไฟป่าได้แม่นยำกว่า พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลการเผา ค่าฝุ่น PM2.5 และสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งดาวเทียม AI ระบบตรวจวัดภาคพื้นดิน และข้อมูลจากภาคประชาชน โดยเฉพาะเทคโนโลยีคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงและลดความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อเสนอและข้อมูลจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปจัดทำเป็นมาตรการเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล มุ่งยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าและวิกฤต PM2.5 จากการรับมือเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารจัดการเชิงระบบที่อาศัยข้อมูลจริง เทคโนโลยีที่แม่นยำ และมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในการประชุมสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าร่วมหารือ เพื่อบูรณาการมาตรการและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...